กำลังแสดงผล 1 ถึง 1 จากทั้งหมด 1

หัวข้อ: คนไร้สาร Humus

  1. #1
    เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
    ช่างภาพอิสระ
    สัญลักษณ์ของ ฅนภูค่าว
    วันที่สมัคร
    Feb 2010
    ที่อยู่
    นครโคราช บ้านเกิดกาฬสินธุ์
    กระทู้
    1,368

    คนไร้สาร Humus


    ปุ๋ยอินทรีย์

    คือปุ๋ยที่ได้จากการหมักอินทรีย์วัตถุ ซากพืช ซากสัตว์ โดยใช้จุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์เป็นตัวช่วยในการย่อยสลายและสังเคราะห์ธาตุอาหาร รวมทั้งเป็นการขยายและเพิ่มจำนวนเชื้อจุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์เพื่อนำไปใช้ในภาคเกษตรกรรม ใช้ในครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ โดยปุ๋ยอินทรีย์แบ่งตามสถานะได้ เป็น 2 อย่าง คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า น้ำหมักชีวภาพ น้ำสกัดชีวภาพ หรือน้ำหมักจุลินทรีย์เป็นต้น และปุ๋ยอินทรีย์ชนิดแห้ง หรือที่เรียกต่างๆ กันว่า ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ ปุ๋ยหมักชีวภาพ หรือปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น

    คนไร้สาร Humus

    จากการค้นคว้านักวิทยาศาสตร์พบความจริงเกี่ยวกับจุลินทรีย์ว่ามี 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสร้างสรรค์ เป็นจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพ มีประมาณ 10 % กลุ่มทำลาย เป็นจุลินทรีย์ที่เป็นโทษทำให้เกิดโรคต่างๆ มีประมาณ 10 % และจุลินทรีย์กลุ่มเป็นกลาง มีประมาณ 80 % กลุ่มนี้หากกลุ่มใดมีจำนวนมากกว่า กลุ่มนี้จะสนับสนุนหรือร่วมด้วย ดังนั้นการเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพลงในดิน เพื่อให้จุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์มีจำนวนมากกว่ากลุ่มทำลายซึ่งจะทำให้จุลินทรีย์กลุ่มเป็นกลางหันมาร่วมมือในการช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดิน ให้กลับมีพลังขึ้นมาหลังจากที่ถูกทำลายด้วยสารเคมีจนดินตายไป เราสามารถแบ่ง จุลินทรีย์ตามลักษณะการใช้อากาศได้ 2 ประเภท

    1. ประเภทต้องการอากาศ (Aerobic Bacteria)
    2. ประเภทไม่ต้องการอากาศ (Anaerobic Bacteria)
    โดยจุลินทรีย์ทั้ง 2 กลุ่มนี้ ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และสามารถอยู่ร่วมกันได้

    ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ
    จุลินทรีย์
    จากการค้นคว้าทดลองนำเอาจุลินทรีย์ที่ได้รับการคัดและเลือกสรรอย่างดีจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นชนิดที่มีประโยชน์ต่อพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อม มารวมกัน 5 กลุ่ม 10 จีนัส 80 ชนิด ปรากฎผลดังนี้
    กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกเชื้อราที่มีเส้นใย ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการย่อยสลาย สามารถทำงานได้ดีในสภาพที่มีออกซิเจน มีคุณสมบัติต้านทานความร้อนได้ดี ปกติใช้เป็นหัวเชื้อผลิตเหล้า ผลิตปุ๋ยหมัก ฯลฯ
    กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสังเคราะห์แสง ทำหน้าที่สังเคราะห์สารอินทรีย์ให้แก่ดิน เช่น ไนโตรเจน กรดอะมิโน น้ำตาล วิตามิน ฮอร์โมน และอื่นๆ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ดิน
    กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้ดินต้านทานโรค ฯลฯ เข้าสู่วงจรการย่อยสลายได้ดี ช่วยลดการพังทลายของดิน ป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชบางชนิด ของพืชและสัตว์ สามารถบำบัดมลพิษในน้ำเสียที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษต่างๆ ได้
    กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกตรึงไนโตรเจน มีทั้งพวกที่เป็นสาหร่าย และแบคทีเรีย ทำหน้าที่ตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศ เพื่อให้ดินผลิตสารที่เป็นประโยชน์ต่อการเติบโตเช่น โปรตีน กรดอินทรีย์ กรดไขมัน แป้ง ฮอร์โมน วิตามิน
    กลุ่มที่ 5 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสร้างกรดแลคติก มีประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อรา และแบคทีเรียที่เป็นโทษ


    คนไร้สาร Humus

    ส่วนใหญ่เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศหายใจ ทำหน้าที่เปลี่ยนสภาพดินเน่าเปื่อย หรือดินก่อโรค ให้เป็นดินที่ต้านทานโรค ช่วยลดจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืช นอกจากนี้ยังช่วยย่อยสลายเปลือกเมล็ดพันธุ์พืชช่วยให้เมล็ดงอกได้ดีและแข็งแรงกว่าปกติอีกด้วย

    จุลินทรีย์ท้องถิ่น
    เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่หาได้ในสวนของเกษตรกร นักเกษตรธรรมชาติยอมรับกันว่าจุลินทรีย์ท้องถิ่น มีความแข็งแรงกว่าจุลินทรีย์เดี่ยวหรือจุลินทรีย์คัดสายพันธุ์ที่วางขายตามท้องตลาดในรูปหัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ จุลินทรีย์ท้องถิ่นมีความทนทาน สามารถปรับตัวและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพอากาศ อุณหภูมิความชื้น และปัจจัยอื่นๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในสวน


    คนไร้สาร Humus

    1,000,000 ล้านเซลล์ ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลดินและน้ำในสวนเกษตรให้เหมาะต่อเขา บนเขา โดยเลือกเก็บตามกองใบไม้ รากไม้ ใต้กอไผ่หรือตอซังข้าวที่ผุพัง โดยการเพาะปลูก ดังนั้นนักเกษตรธรรมชาติควรเก็บรวบรวมจุลินทรีย์ท้องถิ่นให้หลากหลายสายพันธุ์เพื่อนำมาใช้ประโยชน์

    การเก็บหัวเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่นในป่า
    1. เลือกสถานที่เก็บที่มั่นใจว่าไม่เคยมีการปนเปื้อนสารเคมี เช่น ตามป่าใกล้บ้าน ร่องสังเกตที่เส้นใยสีขาวของเชื้อของเกษตรกรแต่ละรายได้ดีกว่ามาก ในดิน 1 กรัม มีจุลินทรีย์อยู่ 100 ล้าน ถึง รา ซึ่งเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ชนิดสร้างสรรค์
    2. ใส่ปั้นข้าวเหนียวนึ่งในกล่องไม้ คลุมด้วยกระดาษสาหรือผ้าขาวบางๆ ฝังหรือกลบใต้กองใบไม้ผุ แล้วคลุมด้วยพลาสติกป้องกันฝน ทิ้งไว้ 4-5 วัน จะมีเชื้อราสีขาวเต็มในกล่อง ถ้าอากาศร้อนเชื้อจะเจริญได้ดีและเร็วขึ้น
    3. ย้ายก้อนข้าวลงไปในโอ่ง ผสมกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดงกับจุลินทรีย์ท้องถิ่นในอัตราส่วน 1:1 ปิดปากโอ่งด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์รัดด้วยเชือกหรือยาง เก็บไว้ในที่ร่ม เขียนระบุสถานที่ และวันเวลาที่เริ่มเก็บ
    4. หลังจาก 1 อาทิตย์ เชื้อจะแพร่ขยายมากขึ้น นำไปหมักขยายต่อไปการเก็บหัวเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่นตามตอซังข้าว
    1. คว่ำกล่องไม้ใส่ข้าวเหนียวนึ่งบนตอซังข้าวที่เกี่ยวเสร็จใหม่ๆ คลุมด้วยผ้ากันฝน
    2. ทิ้งไว้ 1 อาทิตย์ จะได้เชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่น จากนั้นให้นำมาเทลงในโอ่งดิน ผสมกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดงกับจุลินทรีย์ท้องถิ่นในอัตราส่วน 1:1 ปิดปากโอ่งด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์รัดด้วยเชือกหรือยาง เก็บไว้ในที่ร่ม เขียนระบุสถานที่และวันเวลาที่เริ่มเก็บ
    3. หลังจาก 1 อาทิตย์ เชื้อจะแพร่ขยายมากขึ้น นำไปหมักขยายต่อไป

    การเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ท้องถิ่น
    1. เจือจางหัวเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่น โดยผสมน้ำ 1 : 500 ส่วน ผสมรำข้าวหรือแป้งมันให้มีความชื้นร้อยละ 60 จากนั้นรดด้วยน้ำหมักจากพืชสีเขียวหรือน้ำหมักปลาหรือหอยเชอรี่ รดกองรำที่กองสูงประมาณ 1 ฟุต บนพื้นดิน
    2. คลุมกองรำด้วยเสื่อกก หรือฟางข้าว หมั่นพลิกกลับกองเชื้อทุกวัน ทิ้งไว้ 5-7 วัน ก็จะได้หัวเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่สามารถนำไปเป็นหัวเชื้อน้ำหมักหรือหมักปุ๋ยอินทรีย์ได้ โดยสามารถเก็บไว้ได้นาน 1 ปี

    ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดแห้ง และชนิดน้ำ
    การทำน้ำสกัด ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำ หรือน้ำหมักชีวภาพ
    น้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่ ปลา หรือเศษอาหารโปรตีนอื่นๆ
    วัสดุอุปกรณ์
    1. เนื้อหอยเชอรี่พร้อมเปลือก ปลาหรือเศษอาหารโปรตีนอื่นๆ
    2. กากน้ำตาล 3. หัวเชื้อจุลินทรีย์
    4. ถังหมักที่มีฝาปิด 5. น้ำ
    วิธีการทำ
    ผสมกากน้ำตาล 1 กก. กับหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ 1 ลิตร ใส่ลงในถังหมัก นำหอยเชอรี่ที่ทุบหรือบดให้ละเอียดพร้อมเปลือก 3 กก. เทลงไปผสมแล้วเติมน้ำ 10 ลิตร คนให้เข้ากันดี ปิดฝาให้แน่นแล้วเก็บไว้ในที่ร่มเป็นเวลา 3 เดือนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
    วิธีการใช้
    น้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่ ปลา หรือเศษอาหารโปรตีนอื่นๆ ใช้เร่งการเจริญเติบโตของพืช เร่งการแตกยอด เร่งรากและเพิ่มจุลินทรีย์ในดิน ถ้าใช้ในพืชอายุน้อยหรือระยะการเจริญเติบโตแรกๆ ใช้ 10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 7 – 10 วัน/ครั้ง สำหรับพืชที่มีอายุมาก ใช้ 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร


    คนไร้สาร Humus

    น้ำหมักสมุนไพรไล่แมลงและป้องกันเชื้อรา
    1. สะเดา ป้องกันและขับไล่หนอนกระทู้ผัก หนอนใยผัก และหนอนอื่นๆ
    2. ขมิ้นชัน ป้องกันและขับไล่หนอนกระทู้ผัก หนอนใยผัก และหนอนอื่นๆ
    3. หนอนตายหยาก ป้องกันและขับไล่หนอนหลอดหอม และหนอนอื่นๆ
    4. โล่ติ๊น ป้องกันและขับไล่ตั๊กแตนปาทังกา และแมลงกินใบ
    5. สาบเสือ ป้องกันและขับไล่หนอนกระทู้ผัก เพลี้ยอ่อน
    6. ตะไคร้หอม มีฤทธิ์ในการไล่แมลง
    7. ข่าเหลือง มีฤทธิ์ในการไล่แมลง
    8. ยาสูบ เป็นสารฆ่าแมลง ขับไล่แมลง และฆ่าไร
    9. ดอกดาวเรือง ป้องกันและขับไล่หนอนใยผัก ไส้เดือนฝอย เพลี้ยต่างๆ แมลงหวี่ขาว ตั๊กแตน ด้วงปีกแข็ง แมลงวันผลไม้
    10. กระเทียม ป้องกันและขับไล่ด้วงปีกแข็ง เพลี้ยอ่อน ไส้เดือนฝอย แมลงหวี่ขาว โรคราสนิม โรคราน้ำค้าง
    11. ไพล ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา สาเหตุโรคข้าวบาร์เลย์


    คนไร้สาร Humus

    12. มะรุม ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา
    13. ละหุ่ง ป้องกันและขับไล่แมงกะชอน หนู ปลวก ไส้เดือนฝอย
    14. มะเขือเทศ ป้องกันและขับไล่ด้วงหมัดผัก หนอนใยผัก ไส้เดือนฝอย
    15. มะม่วงหิมพานต์ เปลือก เมล็ด ไล่ยุง ด้วงงวงข้าว มอดเจาะไม้
    16. หัวหญ้าแห้วหมู ไล่แมลง
    17. ผลสบู่ดำ ขับไล่แมลงวัน และยุง

    ตัวอย่างสูตรน้ำหมักสมุนไพรและวิธีการทำ
    สูตรที่ 1 การทำสารสกัดไล่แมลง และป้องกันเชื้อรา
    ส่วนผสม 1. ใบสะเดาแก่หรือเมล็ดสะเดาบด 2. ใบน้อยหน่า
    3. ใบฝรั่ง 4. ใบกระเพรา5. หัวข่าแก่ 6. หัวตะไคร้หอม
    7. เปลือกต้นแค 8. เปลือกลูกมังคุด
    9. กากน้ำตาล 10. หัวเชื้อจุลินทรีย์
    วิธีทำ
    นำสมุนไพรทั้ง 8 ชนิด จำนวนเท่าๆ กัน สับหรือหั่นรวมกันในอัตรา 3 ส่วน ผสมคลุกเคล้ากับกากน้ำตาล 1 ส่วน เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ส่วน ใส่ถังพลาสติกหมักไว้ 3 เดือน กรองเอาน้ำหมักไปใช้ในอัตรา 2 ช้อนแกงต่อน้ำ
    20 ลิตร นำไปฉีดพ่นต้นพืชในช่วงเย็นหรือเช้าที่ยังไม่มีแสงแดด ทุก 7 – 10 วัน/ครั้ง เพื่อไล่แมลงและป้องกันกำจัดเชื้อรา
    สูตรที่ 2 น้ำหมักสมุนไพรกำจัดแมลง
    ส่วนผสม
    1. ใบสะเดาแก่หรือเมล็ด 2 กก. 2. หัวข่าแก่ 2 กก.
    3. ตะไคร้หอมทั้งต้น 2 กก. 4. หางไหลหรือต้นบอระเพ็ด 2 กก.
    5. น้ำสะอาด 1 ปี๊บ (20 ลิตร) 6. หัวเชื้อจุลินทรีย์ 2 ลิตร
    7. กากน้ำตาล 2 กก.
    วิธีทำ
    หั่นสมุนไพรทั้ง 4 ชนิด เป็นชิ้นเล็กๆ รวมกัน ตำหรือบดให้ละเอียดแช่น้ำ เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ และกากน้ำตาล ใส่ถังพลาสติกหมักไว้ 3 เดือนกรองเอาน้ำยาเข้มข้นสูง 1 ลิตร ผสมน้ำ 1 – 2 ปี๊บ นำไปฉีดต้นไม้ป้องกันกำจัดเพลี้ย หนอน แมลงต่างๆ ควรฉีดห่างกัน 3 – 5 วัน อย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป


    คนไร้สาร Humus

    การทำปุ๋ยอินทรีย์ชนิดแห้ง หรือปุ๋ยหมักชีวภาพสูตรต่างๆ
    ปุ๋ยอินทรีย์

    วัสดุทำปุ๋ยหมักชีวภาพ
    1. หัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ส่วน 2. น้ำตาล 1 ส่วน
    3. น้ำ 4. แกลบสด 1 กก.
    5. แกลบดำ 1 กก. 6. รำละเอียด 1 กก.
    7. ขยะสดต่างๆ 1 กก.
    8. มูลสัตว์ต่างๆ กากถั่วต่างๆ ขี้เลื่อย ขุยมะพร้าว 3 กก.
    9. อินทรีย์วัตถุที่หาได้ในพื้นที่ หญ้าแห้ง ฟาง ใบไม้ 1 กก.
    วิธีทำ
    1. นำแกลบสด แกลบดำ รำละเอียด ขยะสด มูลสัตว์ กากถั่ว ขี้เลื่อย หรือขุยมะพร้าว และอินทรีย์วัตถุที่หาได้ในพื้นที่ (หญ้าแห้ง ฟาง ใบไม้) คลุกให้เข้ากันจากนั้นผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์ น้ำตาล และน้ำ ในถังพลาสติก ใช้บัวรดน้ำตักรดกองปุ๋ย คลุกส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอย่าให้แห้งหรือเปียกเกินไป
    2. เกลี่ยกองปุ๋ยหมักบนพื้นให้หนาประมาณ 1 ศอก คลุมด้วยกระสอบป่านหรือกระสอบปุ๋ย หรือคลุมด้วยแกลบสดหรือฟาง ไม่ให้ถูกแสงแดดหมักนาน 7 วัน ถ้าปุ๋ยกองใหญ่มากใช้เวลา 20 วัน


    คนไร้สาร Humus

    3. บรรจุปุ๋ยหมักชีวภาพลงในกระสอบปุ๋ย สามารถเก็บไว้นาน 1 ปีปุ๋ยหมักชีวภาพที่ได้จะประกอบด้วยจุลินทรีย์ สารอินทรีย์ต่างๆ ที่มีสารอาหารเหมาะสำหรับพืชนำไปใช้ทันที ปุ๋ยหมักชีวภาพที่ดีจะมีกลิ่นหอม มีใยสีขาวของเชื้อรา ในระหว่างการหมักถ้าไม่เกิดความร้อน แสดงว่ามีข้อผิดพลาด อุณหภูมิในการหมักที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 40-50 องศาเซลเซียส ถ้าให้ความชื้นสูงเกินไปจะเกิดความร้อนนาน

    วิธีใช้
    1. ผสมปุ๋ยหมักชีวภาพกับดินในแปลงปลูก อัตรา 1 กก. ต่อ 1 ตร.ม.
    2. พืชผักอายุเกิน 2 เดือน เช่น กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว แตง ควรใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพคลุกกับดินรองก้นหลุมก่อนปลูกผักประมาณ 2 กำมือ รดน้ำให้ชุ่ม
    3. ไม้ผลควรรองก้นหลุมด้วยเศษหญ้า ใบไม้แห้ง ฟาง และปุ๋ยหมักชีวภาพ 1 กก. สำหรับไม้ผลที่ปลูกแล้วใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ ตามแนวทรงพุ่ม 2 กำมือ ต่อพื้นที่ 1 ตร.ม. คลุมด้วยหญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง ฟาง แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
    4. ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้กระถาง ควรใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพเดือนละ 1 ครั้งต่อ 1 กำมือ ใช้ 1 กก. ต่อพื้นที่ 2x3 ตร.ม. ปุ๋ยหมักชีวภาพย่อยสารอาหารให้พืชได้เร็วกว่าปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เมื่อใส่ลงดินที่มีความชื้นพอเหมาะเชื้อจุลินทรีย์จะทำหน้าที่ย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดินให้เป็นธาตุอาหาร สำหรับต้นไม้


    คนไร้สาร Humus

    5. ไม่จำเป็นต้องให้ปริมาณมาก ในดินควรมีอินทรีย์วัตถุพวกปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง ฟาง และมีความชื้นเพียงพอ พืชจึงจะได้ประโยชน์เต็มที่จากการใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ แต่หากใส่ครั้งละมากเกินไปอาจทำให้ต้นไม้ตายได้
    ปุ๋ยดินหมักชีวภาพสำหรับเพาะต้นกล้า
    วัสดุที่ใช้
    1. ดินแห้งทุบให้ละเอียด สามารถใช้ดินได้ทุกชนิด จำนวน 5 ส่วน
    2. ปุ๋ยคอกแห้งทุบละเอียด 2 ส่วน 3. แกลบดำ 2 ส่วน
    4. ขุยมะพร้าวหรือขี้เค้กอ้อย 2 ส่วน 5. รำละเอียด 2 ส่วน 6. หัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ลิตร น้ำตาล 1 กก.และน้ำ

    วิธีทำ
    1. ผสมวัสดุทั้งหมด คลุกเคล้าจนเข้ากันดี
    2. ผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์กับน้ำ และกากน้ำตาล แล้วรดบนกองวัสดุให้ความชื้นพอประมาณ ไม่ให้แฉะเกินไป
    3. เกลี่ยบนพื้นซีเมนต์ให้กองหนาประมาณ 1 ศอก คลุมด้วยพลาสติกหรือกระสอบป่าน หมักไว้ 5-7 วัน จึงนำไปใช้ได้
    4. ปุ๋ยดินหมักชีวภาพที่ดีจะมีราสีขาวเกิดขึ้น มีกลิ่นหอม สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน
    วิธีใช้
    1. ผสมปุ๋ยดินหมักชีวภาพกับดินแห้งทุบละเอียดและแกลบดำอย่างละเท่าๆกัน คลุกจนเข้ากันดี เพื่อนำไปกรอกถุงหรือถาดเพาะกล้า หรือนำไปใส่ในแปลงสำหรับเพาะกล้า จะช่วยให้ได้ต้นกล้าที่เจริญเติบโตสมบูรณ์แข็งแรง
    2. นำไปเติมในกระถางต้นไม้ ดอกไม้ประดับได้ดี กระถางละ 2 กำมือ


    ขอขอบคุณและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม จาก

    การทำปุ๋ยอินทรีย์จากภูมิปัญญาชาวบ้าน

    http://www.stou.ac.th/study/sumrit/1...ge3-12-52.html

    ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ/ปุ๋ยชีวภาพ

    http://www.bangkokshow.com/index.php...cle&Id=5377494
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ฅนภูค่าว; 01-09-2010 at 00:04. เหตุผล: จัดวรรค

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •