ควบคุมเครื่องสำอาง...ตามกฎหมาย (Lisa ฉ.18/2553)
โดย อ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช
น.บ. , น.บ.ท. , น.ม. (กฎหมายมหาชน)

สองสามวันก่อนผมเดินเข้าไปในที่ทำงานก็ต้องตกอกตกใจที่คุณผู้หญิงในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นสาวน้อย สาวใหญ่ หรือสาวแก่ กรูกันไปดูตัวอย่างเครื่องสำอางยี่ห้อดังจากเกาหลีที่โฆษณาทางโทรทัศน์ว่าสามารถลดริ้วรอยได้บ้างหล่ะ หรือไม่ก็กระชับรูขุมขน ขอโทษเถอะครับพอผมเดินใกล้เข้าไป อย่าคิดว่าจะถอยให้เจ้านายนะครับ กลับตะโกนชี้ชวนผมให้มาดูอีกแหนะ เพราะไอ้ยี่ห้อนี้มันมีเครื่องสำอางของคุณผู้ชายด้วยครับ

เอาหล่ะครับเมื่อเครื่องสำอางกลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ (จำเป็น) ของคุณผู้หญิงและคุณผู้ชาย (ที่รักความสวยความงาม) เสียขนาดนั้น ก็ต้องมีการควบคุมครับ ไม่งั้นใครผลิตอะไรขึ้นมา แล้วมาอวดอ้างสรรพคุณจนคนเห่ไปซื้อมาใช้ด้วยความไม่รู้ก็จะเหมือนกรณีของคุณป้าน้ำมหาบำบัดที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไปแล้วครับ

ความหมายและประเภท...ของเครื่องสำอาง

ในทางกฎหมายนั้น กำหนดความหมายของเครื่องสำอางไว้ในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 ว่า “วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบหรือกระทำด้วยวิธีอื่นใดต่อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเพื่อความสะอาด ความสวยงาม หรือ ส่งเสริมให้เกิดความสวยงามและรวมตลอดทั้งเครื่องประทินผิวต่างๆ ด้วย แต่ไม่รวมถึงเครื่องประดับและ เครื่องแต่งตัวซึ่งเป็นอุปกรณ์ภายนอกร่างกาย โดยมีจุดมุ่งหมายใช้เพื่อความสะอาด ความสวยงาม เพื่อสุขอนามัยที่ดี ไม่มีผลต่อโครงสร้างหรือการกระทำหน้าที่ใดๆของร่างกาย”

เมื่อเครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะต้องมีการใช้กับร่างกายของมนุษย์ หากการผลิตไม่ได้มาตรฐาน หรือผลิตมาไม่ตรงกับที่โฆษณาไว้ผลเสียย่อมเกิดกับผู้บริโภคแน่นอนครับ ดังนั้นกฎหมายจึงได้จัดแบ่งประเภทเป็น 1) เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ (ชนิดนี้ต้องขึ้นทะเบียน เมื่อได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนแล้ว จึงจะผลิตหรือนำเข้ามาจำหน่ายได้) 2) เครื่องสำอางควบคุม (ชนิดนี้ต้องแจ้งรายละเอียดต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาไม่น้อยกว่า 15 วันก่อนผลิตหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร) และ 3) เครื่องสำอางทั่วไป (ชนิดนี้ต้องทำฉลากให้ถูกต้องและครบถ้วนครับ)

สำหรับบทลงโทษเบื้องต้นสำหรับผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้นำเข้าเพื่อขาย และผู้ขายเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้จะต้องถูกระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ใช้เครื่องสำอางไม่ขึ้นทะเบียน...แล้วเกิดปัญหา

แม้กฎหมายจะมีข้อกฎหมายที่ชัดเจนในเรื่องของการควบคุมเครื่องสำอางแต่ก็อาจจะมีผู้ลักลอบผลิตเครื่องสำอางออกมาวางขายทั้งๆ ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนและเผลอๆ บางทีลักลอบใช้สารต้องห้ามอีก เมื่อสาวๆ หนุ่มๆ เอาไปใช้แล้วเกิดปัญหา แต่การใช้สินค้าแล้วเกิดปัญหาแบบนี้คุณผู้ใช้สินค้าสามารถฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนความสูญเสียเหล่านั้นได้จากผู้ผลิตเลยนะครับ ส่วนใหญ่แล้วผู้บริโภคมักจะถูกหลอกว่ามีส่วนผสมทำมาจากสมุนไพรนะจ๊ะ ซึ่ง ถ้าผู้ประกอบการรายใดหลอกผู้บริโภคด้วยการหลอกลวงที่มา แหล่งผลิต ตลอดจนส่วนผสมของเครื่องสำอาง จนเป็นเหตุให้ผู้บริโภคหลงเชื่อและซื้อมาใช้จนได้รับอันตราย อย่างนี้ก็อาจจะมีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 271 มีโทษจำคุกถึง 3 ปีเลยทีเดียวนะครับ

หลอกลวง...ด้วยฉลาก

ถึงแม้ว่ายังไม่มีใครซื้อไปใช้ หรือซื้อไปใช้แล้วไม่เกิดอันตรายใดๆ (เพราะไม่เป็นข่าว) กระนั้นก็ตามหากผู้ผลิตรายใดใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้ หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง เช่นหลอกลวงว่า “ริ้วรอยจะหายไปภายใน 7 วัน” (ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงทำไม่ได้หรอกครับที่ริ้วรอยจะหายไวขนาดนั้น) ผู้กระทำความผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากกระทำความผิดซ้ำอีกภายใน 6 เดือน นับแต่วันกระทำความผิดครั้งก่อน ต้องระวางโทษเป็น 2 เท่า คือ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ขาย...ก็ต้องระวัง

สำหรับแม่ค้าพ่อค้าเครื่องสำอางก็ต้องระวังด้วยนะครับ เพราะสำหรับผู้ขายที่ขายเครื่องสำอางโดยไม่มีข้อความฉลากภาษาไทยตามที่กำหนด หรือการแสดงฉลากนั้นไม่ถูกต้อง หรือขายเครื่องสำอางที่คณะกรรมการเครื่องสำอางสั่งเลิกใช้ฉลากนั้นแล้ว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ในกรณีที่กระทำไปโดยประมาท ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ครับผม

คุณผู้อ่านที่ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่กลุ่มควบคุมเครื่องสำอาง สำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย อย. หมายเลขโทรศัพท์ 0-2590-7277-8 และตรวจสอบรายชื่อเครื่องสำอางที่มีสารอันตรายได้ทางเว็บไซต์ www.fda.moph.go.th จะได้รายละเอียดมากยิ่งขึ้นครับ

ขอขอบคุณท่าน อ.ประมาณฯและทีมงานครับ