กำลังแสดงผล 1 ถึง 5 จากทั้งหมด 5

หัวข้อ: ประวัติพระอาจารย์ หลวงปู่โง่นโสรโย ผู้พลิกตำนานพระสุพรรณกัลยา

  1. #1
    ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมหา สัญลักษณ์ของ sompoi
    วันที่สมัคร
    Mar 2007
    ที่อยู่
    japan
    กระทู้
    6,363
    บล็อก
    23

    ประวัติพระอาจารย์ หลวงปู่โง่นโสรโย ผู้พลิกตำนานพระสุพรรณกัลยา


    ไม่รู้ว่าท่านเป็นเกจิอาจารย์ภาคใดกันแน่ค่ะ แต่อ่านประวัติท่านแล้ว เลยเลือกเอาภาคที่ตามภูมิลำเนาของท่านเกิดค่ะ พอดีไปค้นเจอโดยบังเอิญ อ่านแล้วชอบประวัติและแนวคิดของหลวงปู่ท่านค่ะ เลยอยากนำมาเผยแผ่ให้พี่น้องอ่านบ้าง..

    ..............................................................................................


    ประวัติพระอาจารย์ หลวงปู่โง่นโสรโย ผู้พลิกตำนานพระสุพรรณกัลยา

    หลวงปู่โง่น โสรโย..คือใคร ?
    ก่อนหน้าที่ใครต่อใครจะพากันกล่าวขานถึง พระสุพรรณกัลยา กันอย่างกว้างขวาง เมื่อ 6-7 ปีก่อนหน้านี้ พระองค์ยังทรงเป็นที่รู้กจักกันในวงแคบ เฉพาะผู้ที่ทำการศึกษาประวัติศาสตร์ ในหนังสือบางเล่มก็ไม่ได้กล่าวถึงพระองค์เลย จนอาจกล่าวได้ว่า คนไทยทั้งปวงได้ลืมพระองค์ท่านไปแล้ว..แต่หลังจากที่มีหนังสือชื่อย้อนรอยกรรมพระสุพรรณกัลยา ของพลวงปุ๋โง่น โสรโย แห่งวัดพระพุทธบาทเขารวก ท่านได้บรรยายเหตุการ พิเศษหลายอย่าง เกี่ยวกับการอัญเชิญดวงพระวิญญาณแห่งบรรพราชวงศ์ไทยกลับประเทศ .. ท่านได้เผยแพร่พระเกียรติคุณแห่งราชวงศ์สุโขทัย และความเสียสละแห่ง สตรีสูงศักดิ์ ที่สละแม้ชีวิต เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดินไทย

    หลังจากนั้นไม่กี่ปี หลวงปู่โง่น โสรโยท่านก็ มรณภาพกลับสู่สวรรคาลัย ... หลังจากที่ท่านได้นำดวงใจที่หล่นหายไปของคนไทยกลับสู่มาตุภูมิ

    จุฬนันท์ ลูกเมืองจันทร์ เป็นคนเมืองพิษณุโลก แม้มิได้โดยกำเนิด แต่รับรองได้ว่าดวงจิตและดวงวิญญาณเป็นของแผ่นดินพิษณุโลก ได้อ่านหนังสือของหลวงปู่โง่น โสรโย และขออธิษฐานต่อดวงวิญญานของพระอาจารย์ นำมาเผยแพร่ผ่านระบบ Internet เพื่อให้ผุ้สนใจ และไม่มีโอกาสได้พบได้เห็นหนังสือเล่มนี้อีกแล้วในท้องตลาด มารู้กัน..ว่าความเป็นมาอันแสนจะมหัศจรรย์ ของพระสุพรรณกัลยา และเรื่องราว ทางจิตอีกหลายเกร็ดหลายความรู้
    ซึ่งมนุษย์กิเลศหนาอย่างเราๆ คงต้องใช้เวลาสร้างบารมีอีกหลายภพหลายชาตินัก..จึ่งจักได้สัมผัสอย่างท่าน

    หนังสือเล่มนี้ ..ได้มาจากวัดมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก
    ประวัติพระอาจารย์ หลวงปู่โง่นโสรโย ผู้พลิกตำนานพระสุพรรณกัลยา


    บทความนี้คัดลอกมาจากหนังสือ "ตามรอยกรรมพระสุพรรณกัลยา " ของพระอาจารย์หลวงปู่โง่น โสรโย ซึ่งท่านได้เล่าประวัติของตัวท่านเองลงในเล่มด้วย

    ขอนำมานำเสนอแต่ผู้สนใจเป็นวิทยาทาน ให้ท่านเป็นที่
    รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้นค่ะ


    *+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*+*

    เรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของผู้เขียน ที่ได้เผชิญมาเองว่าผู้เขียนได้ต่อสู้ชีวิตมาอย่างไร


    อันชีวิตของตัวผู้เขียนเอง นับว่าเป็นชีวตที่ต่อสู้มาตลอด ตั้งแต่อายุสิบปี จำความได้ว่ามีคนต่างชาติชาวฝรั่งเศส ท่านรักกับโยมบิดา ของผู้เขียนมาก เพราะท่านบิดาเป็นหัวหน้าล่องแพไม้สักตามลำน้ำปิง สู่แม่น้ำเจ้าพระยา ท่านซาโต้โมมอง เจ้าของบริษัทเรือใหญ่ ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเซีย ยุโรป และอเมริกา เพระเป็นระยะที่มหาอำนาจล่าเมืองขึ้น เขามีหุ้นส่วนใหญ่อย฿ในบริษัทเกือบทุกประเทศ เมื่อท่านขอไปเป็นบุตรบุญธรรม โยมบิดาก็ยกให้ และเราเองก็อยากไป อยากผจญภัย อยากจะท่องเที่ยวกับท่านเพื่อจะได้เห็นทะเล เห็นมหาสมุทร สุดท้ายท่านก็ย้ายไปไซ่ง่อน (ปัจจุบันคือโฮจิมินซิตี้) อยู่ได้ 1 ปี แล้วท่านพาย้ายไปเมืองเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน อยู่ได้ 1 ปี แล้วต่อมาไปแคนาดา เมืองแวนคูเวอร์ ที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส เป็นพื้น แล้วล่องใต้ผ่านอเมริกาตะวันตก ตั้งแต่ ซานฟรานซิสโก ซ๊แอตเติ้ล ลอสแองเจลีส แซนดิเอโก เม็กซิโก กัวเตมาลา นิการากัว ฮอนดูรัส ฮ๊อตตาริก้า ปานามา ถึงโคลัมเบีย ท่านพาไปแต่ละแห่งไม่เกิน 2 เดือน การเดินทางในยุคนั้นต้องไปทางเรือ เพราะไม่มีเครื่องบินอย่างเดี่ยวนี้ บริษัทของท่านมีเรือใหญ่ เดินทะเลเป็นของส่วนตัว อันการเดินทางก็ดี การพักด็ดี คุณพ่อให้เรียนหนังสือ เรียนภาษาท้องถิ่น ที่จะต้องไปพักและให้เรียนหลักวิชาการในยุคนั้นวันละสี่ชั่วโมง แล้วให้ทำงานขูดสนิมเรือ วันละสามชั่วโมง เพระในท้องเรื่อเดินทะเลมันเป็นสนิมเกาะเต็มไปหมด มันแพ้น้ำเค็ม สองเดือนต่อมาก็เข้าคลองปานามา หันหน้าเข้าสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ท่านพาขึ้นฝั่งพักอยู่สำนักงานของบริษัทขอ
    งท่านเองที่ ฟิลลาเดลเฟีย ซึ่งไม่ไกลจากวอชิงตันดีซี อันเป็นเมืองหลวงของประเทศอเมริกา หนึ่งปีต่อมาท่านก็พาขี้นเรือ ไปทางเหนือ (อเมริกาเหนือ) เรือพาลอยละล่อในท้องน้ำมหาสมุทร ผ่านทะลน้ำแข็งแถบขั้วโลกเหนือ บางแห่งเรื่อติดค้างหลายวัน กว่าจะถึงบ้านของท่านใช้เวลาสามปี

    จากนั้นเมื่อถึงที่อยู่ของท่านที่เมืองรียอง คุณพ่อบุญธรรมก็นำมาฝากให้เรียนต่อและทำงานไปด้วย เพราะเมืองหลวงคือกรุงปารีส อันการเรียนก็ต้องเรียนแบบพาสเข้าไฮสคูล ไปเลย เพราะตัวโตแล้วและก็เรียนได้ดี ส่วนงานที่ทำประจำวันนั้น เป็นงานที่คนไทยไม่มีใครทำได้ เพราะเป็นงานที่มีเกียรติที่สดุที่มนุษย์คนอื่นเขาทำกันไม่ได้ งานนั้นคือแบกถึงขี้ ถังอาจมของเขาเน่าเหม็น (ถึงที่เขาถ่ายทิ้งแล้วไม่มีใครสนใจ เพราะภายในพระราชวังแวซายนั้นเขาไม่มีห้องน้ำ ห้องส้วม เขาจะมีถังไว้ห้องละใบ ใครจะถ่าย จะอาบน้ำก็ให้ไหลลงไปที่ถังนี้ ตื่นเช้าก็เป็นหน้าที่เราเหล่านักเรียนแย่งกันแบกเอาไปเททิ้ง ได้ค่าจ้างค่าทิป ถึงละ 1 ฟรังค์ ได้สตางค์ไปใช้วันละพอประทังชีพตัวเอง คุณพ่อให้เงินมาก็เก็บไว้ไม่ยอมใช้ หากินเองกับถังขี้ล้วน ๆ

    เมื่อเรียนจบสาขาศัลยแพทย์ ก็ถูกส่งตัวมาฝึกงานที่เมืองดูไบศูนย์กลางความเจริญด้านตะวันออกกลางของอิสลามในยุคนั้น นิกายฮั้นเขาบังคับให้ผู้ไปฝึกงานต้องนับถือพระอัลเลาะห์ คือศาสนาอิสลาม ตัวเราต้องทิ้งหรือวางศานาคริตส์ นิกายโรมันคารทอลีก พลิกโผมาถืออิสลามอยู่ได้สองปี แล้วก็กลับปารีสนับถือสาสนาคริตส์อีก เรือ่งนีเองจึงทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของทั้งพุทธ คริตส์ อิสลาม พราหมณ์ ได้เป็นอย่างดี พอเป็นหลักวิถี การดำเนินชีวิต ของตัวเองไปได้อย่างไม่มีภัยไม่มีติเดียนศาสนาใดๆ ทั้งนั้น ถือว่าทุกศาสนา เป็นเครื่องจรรโลงโลก ให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข อย่างอิสลามเขาถือว่าสมบัติทุกอย่างมิใช่ของใคร ตายแล้วเอาไปไม่ได้ ผู้มั่งมีศรีสุขมากมายเกินความจำเป็น ถือว่าเป็นคนบาป เพราะเอาเปรียบสังคม การเล่นหวย เล่นแชร์ ตกดอกเงินกู้ ไม่ในในศาสนาอิสลาม ทุกๆปี ต้องถือศีลบวช บวชมาแล้วอดข้าวอดน้ำ อดจนทนไม่ไหว เพื่อ สอนตนเองให้รู้ว่าอันความอดอยากโหยหิว ที่เกิดกับเรา ผู้อื่นก็เหมือนกัน และจะได้แบ่งกัน ใช้ แบ่งกันกิน อยู่ร่วมกันได้ จึงนับว่าเป็นศาสนาหนึ่งในโลก ที่ห้ามเอารัดเอาเปรียบกัน เขาจึงมีศาสนิกชนอยู่ทั้งโลกร่วม หนึ่งพันสามร้อยล้านคน ส่วนศานาคริตส์ที่ข้าพเจ้าแต่ก่อนนับถือเป็นชีวิตจิตใจ เขามีหลักการเช่นกับศาสนาอิสลาม แต่เขาฝากความรับผิดชอบของชีวิตตัวเองไว้กับพระผู้เป็นเจ้า

    อันการเผื่อแผ่ เจือจานแก่คนยากไร้นั้นเรานับว่าเป็นหนึ่งในโลก และบุคลากรของของเขาคือนักบวช เรียกว่าสาธุคุณ เขาก็เลือกเอาบุคคลที่มีคุณภาพ ทั้งด้านความรู้มา อย่างน้อยต้องจบปริญญาตรีทางแพทย์ เป็นหมอสอนศาสนา ส่วนด้านหลักทรัพย์ เขาเอาแต่บุคคลผู้มีเหลือใช้เหลือกิน

    ผู้เขียนเองก่อนเข้าเป็นสาธุคุณ ต้องฝากกองทุนส่วนตัวไว้ไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท ในสมัยนั้น มิใช่เอาพวกกระจอกขี้คอก ไม่มีกินไม่มีความรู้เข้ามาบวชอย่างพุทธเรา บวขเข้ามาแล้วเขาเป็นพระนักสู้ นักให้ นักแจก มิใช่พระนักรบ รบกวนชาวบ้านเหมือนพระไทย เขาจึงมีศานิกทั่วโลกรวมพันกว่าล้านคน แต่ศาสนาพุทธมีเพียงห้าร้อยกว่าล้านเท่านั้นทั่วโลก จะถึงอย่างไร ในชีวิตผู้เขียนก็ขอฝาก ขอมอบกายถวายชีวิต ใว้กับพระพุทธศาสนาก็แล้วกัน

    เมื่อชีวิตต้องหันเหมานับถิอศาสนา ตามคำขอร้องของแม่บังเกิดเกล้าแล้วใช้เวลาถึงหกสิบเอ็ดปีอยู่ในศาสนาทำให้จิตบริสุทธิ์ ไม่พึ่งใคร ไม่พึ่งพระองค์ใด อัตตาหิ อัตตาโนนาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน และก็ได้ใช้ชีวิต ให้คุ้มค่าในการต่อสู้ ดังจะกล่าวต่อไปนี้


    เมื่อปี พ.ศ.2475 โยมคุณตาที่เมืองไทยได้ถึงแก่กรรม คุณโยมพ่อแม่ ให้กลับด่วนในคราวนั้น เราต้องกลับเมืองไทย คุณพ่อบุญธรรมได้ทำพินัยกรรม เรื่องทรัพย์สินไว้ให้ทั้งหมด เพราะท่านรักเรามากถือว่าเป็นเด็กนักสู้ ขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ การกลับเราก็กลับทางเรืออีก คือออกจากท่าเรือมาเซ ก็เข้าทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เข้าทางทะลแดง ผ่านอ่าวส่วนเหนือของ อ่าวเปอร์เซีย ออกคลองสุเอช เข้ามหาสมุทรแปซิฟิก พลิกโผเข้าอ่าวไทย ในระยะที่ไปอยู่ต่างแดนหลายๆประเทศนั้น เราใช้ชีวิตในการต่อสู้ทุกรูปแบบ แต่ต่อสู้เพื่อทำงาน เพื่อการศึกษา หาความรู้ มิใช่ต่อสู้แบบอันธพาล ฝรั่งเค้าเลี้ยงลูก เขาไม่เลี้ยงแบบผู้บังเกิดเกล้าเหมือนคนไทย เขาเลี้ยงให้ลูกช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งต่างกับคนไทย ที่ใช้ความพะเน้าพะนอกับลูกเกินไป จนลูกมีนิสัยเสียคน เลี้ยงตัวเองไม่ได้ (เรื่องนี้คนไทยควรคิดบ้าง) ดีไม่ดี ลูกก็อัปรีย์ เลี้ยงไม่โตเลย เลยกลายเป็นลูกลาก ลูกลอก ลูกเลิก เกือบมีอยู่ทั่วไทย

    เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย โยมแม่ก็บังคับ ให้บวชในศานาพุทธ แต่เรานับถือนิกายคริตส์มาแล้ว และได้รับฐานะเป็นถึงสาธุคุณฟาดินันมาแล้ว นึกถึงพระผู้เป็นเจ้าตลอดชีวิต เรารอดมาได้เพราะพระเจ้าทั้งนั้น แต่การบวชแม่ก็บังคับให้บวชกับพระที่แม่เคารพเลื่อมใส เพระเป็นสายใยญาติของคุณแม่ด้วย พระองค์นั้นคือตุ๊เจ้าครูบาศรีวิชัย บ้านปางเมืองลำพูน เพระภูมิกำเนิดของโยมแม่อยู่ที่ป่าซาง ขัดแม่ไม่ได้ก็ต้องบวชเป็นสามเณร 15 วัน แล้อุปสมบทเป็นพระ เรื่องก็เกิดอีก เพราะอุปัชฌาย์ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอุปัชฌาย์ตามกฎหมายสงฆ์ จึงถูกจับกุมตัว ไปสอบสวนถึงห้าครั้ง
    แต่เราเองก็อยู่หลบๆซ่อนๆ เรื่องนี้นี่เอง ที่ทำให้ผู้เขียนเป็นนักสุ้อยากรู้ความจริง ศาสนาพุทธเขาเอากันอย่างไร และมีใจรู้สึกฮึกเหิม เพิ่มกำลังใจในการที่จะช่วยพระพ่อเราในทางถูกต้องของอุปัชฌาย์เรา ท่านก็มีชีวิตอยู่กับเราได้ปีกว่าๆ ท่านก็มรภาพจากไปเมื่อพ.ศ. 2481 อันดวงจิตดวงใจของเรายังอยากสู้ต่อไป ต่อมาก็เจอพระเพื่อนกัน ซึ่งเคยเห็นกันทำงานอย่างเดียวกันที่ฝรั่งเศส ท่านกลับบ้านมาบวชเป็นพระอยู่วัดจอมไตร นครเวียงจันทร์ ท่านชวนให้ไปช่วยสอนภาษาฝรั่ง ท่านองค์นั้นคือมหาบัวผัน และเราก็จะไปกับท่าน ไปอยู่ได้ปีเดียว ขณะนั้น มหาสงครามเอเซียบูรพา กำลังก่อตัวขึ้น ทหารอ้ายลาว ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส หาเหตุหาเรื่องว่าเราเป็นจารชน พวกสืบความลับ ในด้านทหาร โดนอ้ายลาวจับขังคุกขี้ไก่ สามสิบวันมันแท้ๆ

    ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น คุกขี้ไก่ คือคุก ไก่นอนข้างบน เราเป็นคนอยู่ข้างล่าง ไก่ขี้ใส่หัวทั้งคืน ทนเอา
    พอหาทางแก้ตัวออกมาได้ ข้ามมาเมืองไทยตำรวจไทยก็ถามเราเป็นภาษาอีสาน เราก็ตอบมันเป็นภาษาอีสาน โดนตำรวจไทย จับใส่ห้องขังหาว่าเราเป็นคนชาติลาว

    เป็นพระมาสืบความลับทางบ้านเมือง ร้อนถึงท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม ท่านสั่งปล่อย

    ต่อมาอีกสี่ปีไทยตีได้เสียมราช พระตะบอง คณะสงฆ์ไทยซึ่มีสมเด็จพระมหาสังฆนายกองค์แรกของประเทศไทย คือสมเด็จพระมาหวีรวงศ์ ติสโส (อ้วน) นำคณะสงฆ์ไทยไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาในกัมพูชา พระองค์ท่านเรียตัวเราไปด้วยเพราะไปช่วยพูดภาษาเขมร และภาษาฝรั่งสั่งสอนเขาได้ เพราะพระองค์อื่นพูดไม่ได้

    เมื่อขบวนท่านกลับแต่เรายังมีธุระ อยากพบปะกับบุคคลระดับสูง และเจ้านายกัมพูชาซึ่งเคยคบค้าสมาคม รักกันสมัยอยู่ฝรั่งเศส แต่อะไรได้ เพื่อนรุ่นน้องมันจะฆ่าเราสั่งจับเราหาว่าเป็นผู้วางแผนนำทหารไทยไปตีเอาเมืองมัน ได้เขียวสัมพัน มันจะสั่งฆ่าลูกเดียว เนรคุณจริงๆ เราเลี้ยงดูมันมาตั้งแต่เด็ก ถึงวัยรุ่นพอมันได้เป็นใหญ่แค่ร้อยตรี ไม่สนใจว่าใครมีบุญคุณ เดือดร้อนถึงท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม ส่งคนไปตามเจราจาขอตัวกลับเมืองไทย อีกสี่ปีต่อมาก็มีเคราะห์เข็ญเวรกรรม ตามไปนำเอาเรื่องย้อนรอยกรรม มาจากพม่า คือเรื่องพระสุพรรณกัลยา มาเล่าสู่ท่านฟัง ประเทศพม่าชาติที่เคยเข่นฆ่าทารุณคนไทยระลอกแล้ว ระลอกอีก ต้องเดินธุดงค์ บุกป่า ฝ่าดง ขึ้นเขาลงห้วย จากอยุธยา เข้าสุพรรณบุรี เข้ากาญจนบุร จากด่านเจดีย์ สามองค์ลงแม่น้ำข้ามดอยนิรมิต ซึ่เป็นดอยที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในพื้นแผ่นดินไทย แล้วหันหน้าล่องใต้ ข้ามเขาตะนาวศรีถึงเมืองเย YE หันหน้าขึ้นเหนือ เอาทะลเอนดามันไว้ข้างซ้าย เอาภูเขาตะนาวศรีไว้ข้างขวา เดินบุกป่าฝ่าดง ลงน้ำขึ้นบก เป็นพระธุดงค์ทรงกลด ค่ำไหนนอนนั่น มีสุนัขแสนรู้ตัวโตเป็นเพื่อนทาง ใช้เวลาร่วมสองเดือน ถึงเมืองพะโค (เมืองหงสาวดี) โดนเจ้าหม่องจับในข้อหาสารพัดเรื่อง เมื่อปลดเปลี้องตัวเองออกมาได้ ใช้เวลอยู่ถึงสามปี เราเอาความดี ความอดทน ความไม่กลัวตาย ความเป็นผู้ให้ คือให้อภัยทาน และให้เงินทอง สิ่งอขง จึงขอบอกว่าข้าพเจ้า ผู้เขียนก็เป็ฯนักสู้ สู้กับวิถีชีวิตคนหนึ่งในบรรดานักบวชฝ่ายพุทธ ที่ต้องติดห้องขังในต่างแดนหลายครั้ง ส่วนตุ๊เจ้าครูบาศรีวิชัย ท่านโดนจับถึงห้าครั้ง แต่ท่านโดนอยู่ในวง คณะสงฆ์ในเมืองไทยเท่านั้น ไม่ถึงขั้นร้ายแรง แต่ตัวผู้เขียนเอง (หมายถึงตัวหลวงปู่โง่น) โดนหนักๆ ในต่างประเทศ ต่างแดนทั้งนั้น ถึงขั้นคอขาดบาดตายทีเดียว แต่หนังเหนียวไม่ยักกะตาย จึงเบื่อทุกข์ ทุกครั้งที่ชีวิตเจอมรสุมอย่างนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยลืมภาวนา คาถาของหลวงพ่อครูบาศรีวิชัย ท่านสอนให้ว่า

    " นะโมเม พุทธะวีรัตตุ วิปปะมุตโตสิสัพพะธิ สัพพาธะปะฏิโนสะมิ ตัสสะเม สะระนังภะวะ "

    ท่านบอกว่าใช้ได้ทุกอย่างในคราวมีทุกขฺภัย อันคาถานี้ข้าพเจ้าใช้มาตลอดและได้ผลดีมาก ถ้าใครสนใจก็กรุณาจำไว้เถอะ คราวหนึ่ง ไปแวะทีประเทศญี่ปุ่น ได้มีโอกาสไปและเยี่ยมท่านเอกอัคราชฑูตไทยประจำญี่ปุ่น คือท่านหลวงวิจิตรวาทการ ท่านถูกจับกุมคุมขังทางการเมืองในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ลองบอกคาถานี้ให้ท่านและตัวท่านเองก้เป็นนักปราชญ์ทางภาษาบาลีอยู่แล้ว ท่านอ่านดูแล้วบอกว่าเข้าท่าดี มีครำร้องขอไปให้ตัวท่านภาวนาบ่อยๆ ไม่นานท่านก็ถูกปล่อยกลับเมืองไทย ภายหลังพบกับท่าน ท่านก็ขอบใจเพราะท่านเป็นลูกศิษย์วัดมหาธาตุตั้งแต่เป็นนักบวช ตอนหลังนี้ไปเยี่ยมท่านจอมพบประภาส ที่เมืองไทเป ในคราวที่ท่านถูกขับจากเมืองไทยไปอยู่ต่างแดน ก็ไปสอนให้ท่านบริกรรมภาวนา เมือ่ท่านกลับมาเมอืงไทย ท่านเลื่อมใสข้าพเจ้ามาก
    หากข้าพเจ้ามีงานอะไรที่สำคัญแก่สังคือ คืองานสร้างพระพุทธรูปแจกฟรี ท่านต้องไปวัดเขารวก คาถานี้ใครไม่เชื่อ ก็อย่าสนใจมัน ผู้เขียนเอง และหลายๆท่านเชื่อเต็มร้อย เพระพาให้รอดจากความตาย ความฉิบหายมานับครั้งไม่ถ้วน

    ส่วนงานการภายในประเทศเห็ฯว่างานใดๆ เป็นงานของส่วนรวม งานเพื่อความสงบของบ้านเมือง ทางการให้เข้าไปร่วมกับพลเรือน ทหาร ตำรวจ สมัยมีผู้ก่อนการร้ายทางชายแดน ตั้งแต่ใจใต้จรดเหนือ ผุ้เขียนเองได้ไปร่วมอยู่กับหน่วยทหารทุกแห่ง โดยเฉพาะทีเมืองน่าน งานหนัก งานเสี่ยง กับความตายจริงๆ งานเสี่ยงที่ไหน เราไปที่นั่น ที่ทุ่งช้างบ่อเกลือ ห้วยโกล๋น จังหวัดน่าน โดนหนักมากเราเข้าไปเพื่อช่วยพิทักษ์ใจให้ทหารได้มีกำลัง ซึ่งสมัยนั้น ท่านผู้ว่ากาจ รักษ์มณี ท่านผู้ว่าสุกิจ จุลนันท์ ท่านผุ้ว่าโชดก วีรธรรมพูลสวัสดิ์ ถูกหมุนเวียนเปลี่ยนย้ายกันสามท่าน แต่จข้าพเจ้า สู้อยู่คนเดียวในปา ในเมือง ในที่ทุกๆแห่ง เพื่อช่วยโน้มน้าวจิตใจให้ผุ้คิดร้ายกลายเป็นคิดดี แล้วสร้างอนุสาวรีย์วีรชนไว้ที่เขตทุ่งช้าง และสร้างเสาหลักเมืองไว้ที่วัดมิ่งเมือง ให้เขา ขอบอกตรงๆว่าคราวนั้น เราเอาชีวตเข้าแลกเป็นเดิมพัน และได้ช่วยนำผู้พัฒนาชาตไทยให้เป็นไทย ให้เข้ามามอบตัวจนยหมด บ้านเมืองก็หายเดือดร้อน..
    ครั้งต่อมาเมื่อปี 2528 ทางกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่มีอาจารย์บุญสม มาร์ตินเป้นรัฐมนตรีกระทรวงนี้ ท่านมีนโยบาย ออกนโยบายกฎกระทรวง ให้สถานศึกษาทั่วประเทศ มีเครื่องหมายทางศาสนาไว้หน้าเสาธง
    เพื่อที่ให้เด็กมันจะได้รู้ว่า เครื่องหมายศาสนาที่มันนับถือคืออะไร แต่ประเทศไทยเรานับถือพุทธศาสนาเป็นส่วนมาก จึงมีต้องมีพระพุทธรูปขนาดเขื่อง ขนาดใหญ่ หน้าตักไม่ต่ำกว่า 29 นิ้วไว้หน้าเสาธง และมีองค์เล็กไว้ที่ห้องจริยธรรม ขนาดหน้าตัก 19 นิ้วไว้อีกองค์ รัฐต้องใช่เงินมหาศาล และงบประมาณของรัฐก็มีไม่พอเสียด้วย ข้าพเจ้าจึงรับอาสา สร้างให้เอง นำไปแจกฟรีๆ ให้เองทั่วประเทศ ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 5 ปี ได้จำนวนที่แจกไปแสนกว่าองค์ ใช้ทุนรอนส่วนตัวทั้งนั้น ใช้เงินไปร่วมสามร้อยล้าน ไม่เอาของใคร ไม่เรี่ยไรใคร ใครส่งเงินมาก็ส่งกลับ สร้างให้ฟรีๆอย่างนี้ ยังหนีไม่พ้นจากศัตรูผู้คิดร้ายเจอกับอุปสรรคนานาประการ เพราะเราไปต้านทานสำนักพุทธพาณิชย์ ที่เขาสร้างพระขาย แต่เราแจกฟรี ข้าพเจ้าต้องโดนอุปสรรคอย่างหนัก ขณะนั้นท่านธวัชชัย สมสมาน ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กับคุณหมอปรีชา โรจนายนต์ ถึงกับต้องท้อใจแทน เพราะมีผุไม่หวังดี เข้ามีโทรศัพท์มาขู่ผู้ว่าที่สนับสนุน ห้ามขนพระออกแจกเด็ดขาด ถ้าฝีนโดนจับ คราวนั้นจะนำไปพุทธมณฆล จำนวน 2529 องค์ เขาสั่งสกัดทุกอย่างจนท่านผุ้ว่าธวัชชัย สมสมาน และคุณหมอต้องท้อใจแทน ข้าพเจ้าไม่ยอมแพ้ ต้องสู้
    ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระญาณสังวร ของความกรุณาจากรพระองค์ท่านที่ตำหนัก ท่านจึงติดต่อถึงเบื้องบนสูงสุด ของมวลมนุษย์ไทย ให้ความสะดวก จึงได้ยาตราขบวนพระพุทธรูปเข้าพระพุทธมณฆลได้

    นอกจากนั้นยังมีศัตรูอยู่ลับๆ โดนไล่ยิง อยู่ที่อีสานสามครั้ง โดนจับอยู่ภาคเหนือสองครั้ง รอดตายมาได้ทุกที เพราะผีมันไม่ต้องการคนอย่างข้าพเจ้า นี่แหละคือชีวิตการต่อสู้ของผู้เขียนเอง ดูๆแล้วมันสนุกแท้ๆ แล้วยังมีผู้หวังดี เรียกไปด่าว่า และมาถามด้วยตัวเองว่า ที่ท่านทำแจกให้อย่างมหาศาลทั่วประเทศ และแจกทุกอย่าง มีผ้าห่มกันหนาว อย่างดีปีละ 5,000 ผืน ข้าวปลาอาหาร แจกทานปีละไม่น้อยกว่าร้อยล้านบาทไทย แล้วท่านได้อะไรจากสังคม จากผุ้หลักผู้ใหญ่บ้าง ข้าพเจ้าก็ตอบเขาว่า ฉันไม่อยากได้อะไร ก็ตอบเขาไปว่าฉันอยากให้อย่างเดียว เพราะเป็นความสุขใจของฉัน คือฉันได้ให้แล้วฉันสบายใจ แต่ความสบายใจ คือการได้มา ไม่ว่าจะได้อะไรทั้งนั้น มันกิเลสตัณหาของคนอื่น เขาเอามายื่น ให้เรา มันเป็นโอกาศดีของชีวิตฉัน คือเมื่อทำดีแล้ว ไม่มีใครเห็นความดีของเรา ก็เป็นโอกาสที่จะเอาชนะความน้อยเนื้อต่ำใจ และเอาชนะความที่จิตมันหลงไหนในลาภยศ ฉันขอบอกตรงๆว่า ลาภคือกิเลสของเขาให้มา เมื่อเขาเอามายื่นให้เรา เรารับไว้ ก็เป็นตัวกิเลส ของเขา แล้วความอยากมันก็จะมากขึ้น นักบวชยิ่ได้มากเท่าไหร่ กิเลสยิ่งหนาเท่านั้น ส่วนยศก็เป็นเรื่องตัวกิเลสที่เขาอุปโหลกให้ เขาสมมุติให้ ถ้าอยากได้มาใจมันติดอยู่แล้วไม่รู้จักพอ ก็มีหม้อนรกคอยอยู่แล้ว หม้อนรกคือความร้อนใจ ลาภยศทีได้มาจากคนอื่นนั้น มันให้ความสุขเป็นสวรรค์ในฉากหน้าแต่มันเป็นนรกในฉากหลัง ฉันจึงไม่หวังอะไรในการที่ได้มากจากคนอื่นดังนั้นฉันเองจึงเป็นคนปลอดภัยทางจิต
    ที่ไม่ได้รับของใคร ไม่เป็นหนี้บุญคุณใคร และไม่ต้องการอะไรจากใครทั้งนั้น... แม้แต่กุฏิกระท่อมที่อยู่อาศัยก็มีสภาพอย่างนี้มานานแล้ว และไม่ต้องการดีกว่านี้
    พอกันทีชาตินี้ ที่ได้ต่อสู้ เจอศัตรูมาอย่างโชกโชน เมื่อท่านอ่านถึงตรงนี้แล้ว ก็อย่าปรารถนาต้องการอยากพบฉันเลย เพราะผู้เขียนไม่ต้องการวิจารณ์ เรื่องอะไร พอกันที่เรื่องมนุษย์ เรื่องคน ไม่ว่าระดับไหน
    ........................

    ด้วยความเคารพ
    บุญรักษา
    จุฬนันท์ ลูกวังจันทร์

  2. #2
    ดีเจ นักจัดรายการ สัญลักษณ์ของ บักขามป้อม
    วันที่สมัคร
    Jun 2009
    ที่อยู่
    อิสานบ้านเฮา
    กระทู้
    667
    บล็อก
    5

    ขอบคุณจ้า

    ขอบคุณหลายๆจ้าพี่มิค สำหรับประวัติหลวงปู๋จ้า
    บาดนี้สิได้นำหาหนังสือ "ตามรอยกรรม ตำนานพระสุพรรณกัลยา" มาอ่านเด้บาดนี้จ้า
    น้องเคยได้ยินเรื่องราวอยู่ หั่งบ่ละเอียดจ้า เริ่มสนใจจริงๆจังๆ หลังจากได้เบิ่งหนัง
    สมเด็จพระศรีสุริโยทัยกับตำนานสมเด็จพระนเรศวรทั้งสามภาคนี้ล่ะจ้า
    น้องกะเป็นอีกคนหนึ่งจ้าที่มักอ่านประวัติศาสตร์
    แล้วกะประวัติเกจิอาจารย์แต่ละท่านนำ ขอบคุณอีกเทื่อจ้าเอื้อย

  3. #3
    ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมหา สัญลักษณ์ของ sompoi
    วันที่สมัคร
    Mar 2007
    ที่อยู่
    japan
    กระทู้
    6,363
    บล็อก
    23
    ยินดีจ้าน้อง คึดคือกันเลยจ้า ว่าสิได่หาอ่านหนังสือต่อ.. ได่ความจั่งได๋เอามาอ่านนำแน่ะเด้อน้อง..

  4. #4
    Moderators สัญลักษณ์ของ บ่าวตั้ม
    วันที่สมัคร
    Jan 2009
    ที่อยู่
    ไปทั่วทีป
    กระทู้
    456
    บล็อก
    2
    ขอบคุณสำหรับขอมูลดีๆครับ ได้ความรู้เพิ่มอีกหนึ่งอย่าง

  5. #5
    สมาชิกที่ยังไม่ยืนยันอีเมล์
    วันที่สมัคร
    Jan 2009
    ที่อยู่
    บ้านละเอาะ ต.จีกแดก จ.สุรินทร์
    กระทู้
    531
    บล็อก
    1
    มารหลายอีหลี ขนาดเฮ้ดดีปานนี้มารยังมีตลอด...นับปะสาหยังคนธรรมดา
    มารกะต้องมีเป็นธรรมดา ....คันซั่นบารมีสิบ่เกิด
    ขอบคุณหลายๆที่นำมาสู่อ่าน....

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •