กำลังแสดงผล 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

หัวข้อ: ทำอย่างไรให้ใจเป็นหนึ่ง

  1. #1

    สว่างใจ ทำอย่างไรให้ใจเป็นหนึ่ง


    ทำอย่างไรให้ใจเป็นหนึ่งขัดใจตนให้สะอาด สว่าง สงบ
    พระธรรมเทศนา
    หลวงพ่อสนอง กตปุญฺโญ วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรี


    การที่เราเข้ามาศึกษาศีลธรรม ชื่อว่า ให้ตัวเองฉลาด ให้ตัวเองได้รู้สิ่งที่ไม่เคยรู้ ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น ได้เข้าใจหลักคำสอนของพระพุทธเจ้ามากขึ้น ดีกว่าที่เราไม่เคยศึกษาเลย อย่างน้อย...เราก็ฉลาดในเรื่องของศาสนา ฉลาดในการให้ทาน รักษาศีล ฉลาดในการภาวนาที่มีอุบายอออกจากความวุ่นวายใจ

    อยู่บ้านครองเรือนเราวุ่นวายใจเหลือเกิน มีแต่ปัญหาร้อยแปดพันประการที่จะต้องเก็บเอามาคิด ไม่มีเวลาว่าง...ทำอย่างไรจะให้ใจสบายได้ ทำอย่างไรจะให้ใจเป็นสุขได้ เราต้องหันหน้าเข้าหาธรรมะ เพื่อปล่อยละวางจิตที่เป็นกังวลให้สู่ความเป็นหนึ่ง

    ทำอย่าไรให้ใจเป็นหนึ่ง เราก็ต้องหัดฝึกใจเราให้สบ รู้เนื้อรู้ตัว รู้ลมหายใจเข้าออก รู้ภาวนา "พุทธ" ...ลมเข้า "โธ" ...ลมออก เพียงเท่านี้เราก็มีหลักเกาะในชีวิตความทุกข์ยากลำบากใจต่างๆ ก็คลีคลายหายไป ที่เคยเสียใจ เคยวิตกกังวล...ที่เกิดสติ เกิดสมาธิ เกิดปัญญาในการตัดออกไปได้ คนใจร้อนก็กลายเป็นคนใจเย็น เท่านี้เราก็รู้ว่าการแก้ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นแล้ว ด้วยการแก้ใจเรา

    เมื่อก่อนแก้ไม่ได้...โกรธก็ต้องแสดงออก เกลียดอะไร ก็มีความทุกข์ ทางใจก็ปิดไว้ไม่อยู่ ก็ต้องแสดงออกมา เดือดร้อนทั้งกายทั้งใจเราเดือดร้อนทั้งกายใจผู้อื่นที่อยู่รอบข้าง เพราะเราไม่สามารถสงบระงับจิตใจของเราให้เย็นลงได้ เพราะเราขาดหลักปัญญา ขาดหลักสติ ขาดหลักสมาธิเข้าไปยึดรั้งเหนี่ยวใจของเราไม่สงบ

    แต่พอเรามาปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ความโกรธที่เคยมีมาก...มันก็ดับไป ด้วยการประพฤติปฏิบัติบ่อยๆ ครั้งเข้า เหมือนอย่างที่เราโกรธ เราก็..."พุทโธ" มาขึ้น ใจไม่สบายก็..."พุทโธ" มากขึ้น "พุทโธ" ไม่ต้องมานั่งอย่างเดียว

    จะทำอะไรก็ให้รู้ตัวว่าเราจะทำอะไร จะกิน จะเดิน จะนั่ง จะนอนเราก็ศึกษาใจของเราอยู่เรื่อย ดีชั่วมันรู้ที่ใจของเรา เมื่อเข้าใจตัวเองก็ปล่อยวางสิ่งที่เป็นทุกข์ใจได้ จึงว่า...มาวัดแล้วได้กำไร

    ความสุขที่ซื้อด้วยเงินไม่ได้...แต่ต้องลงทุนด้วยการประพฤติปฏิบัติจึงจะมีค่า ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า ทำให้บุคคลเจริญทางใจรวยทางใจ สวยทางใจ มีเสน่ห์ทางใจ มีความสุขทางใจ

    เพราะอะไร?...เพราะใจมันดี ใจมันเป็นเทวดา ใจงาม...งามศีลงามธรรม เพราะ...ไม่โกรธ การทำความไม่โกรธให้เกิดขึ้นกับใจได้นั้นเป็นผู้วิเศษ พระพุทธเจ้าทรงยกย่องผู้ทำใจได้นั้นว่า มีปัญญา เพราะใจของเรามันละเอียดอ่อนยากที่จะควบคุม ใจคนเรานี่เปรียบเหมือนลิง...มันคิดอยู่ตลอดวัน เดี๋ยวคิดเรื่องนั้น เดี๋ยวคิดเรื่องนี้...มันอยู่ไม่สุข ต้องอาศัยหลักปฏิบัติจึงจะทำให้ใจเราเย็นลงได้ เป็นลงที่ผูกอยู่ได้ ไม่ซนอีกต่อไป

    ไม่เป็นคนขัดคอใคร...ขัดใจตัวเองดีกว่า

    การสร้างบุญสร้างกุศลเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับชีวิตคนเรา เราต้องทำให้เกิดขึ้นทำให้ชำนิชำนาญ จะได้นำไปใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น

    ความเดือนร้อนใจ...มันมีอยู่ทุกคน คนที่เรารัก...พูดดีตลอดวัน...เราก็ดีใจ แต่ไม่มีคนรักคนไหนที่จะพูดให้ตรงใจเรา พูดดีบ้าง ไม่ดีบ้าง...อยู่กันไปนานๆ มีแต่เรื่องไม่ถูกใจ ใหม่ๆ ...ก็พูดดีให้กัน อยูไปนานๆ ...ค้นเคยก็ไม่เกรงใจ พูดไม่ดีขึ้นมาก็ไม่สบายใจทั้งวัน และเราก็หลีกเลี่ยงกันไม่พ้น...ก็ต้อง "ฝึกใจ"

    จะทำการทำงานก็ดี อยู่บ้านก็ดี...มันคุ้มเคยกันมาก ก็แสดงออกมาในสิ่งที่ไม่ดีตลอดวัน ก็ยิ่งไม่สบายตลอดวัน ขัดข้องหมองใจ ขัดหูขัดตาอยู่เรื่อยไป คนอื่นขัดเรา...เราก็ไม่สบายใจ เราขัดเขา...เขาก็ไม่สบายใจ ขัดหูเขา ขัดคอเขา ขัดการกระทำของเขา ทักท้วง ท้วงติ ไม่มีความสบายใจ ทั้งเรา...ทั้งเขา

    แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ให้เรามานั่งสมาธินี้ เรียกว่า "ขัดใจตนเอง" ที่จะด่าจะว่าได้ตอบ เราก็ไม่ด่าไม่ว่า ขัดใจตัวเองด้วยการสงวบมันอยากพูดก็ไม่พูด มันยากด่าก็ไม่ด่า มันอยากเถียงก็ไม่เถียง มันอยากคิดเราก็หยุดคิดซะ..."พุทธ" ไว้

    ขัดใจตัวเองนี่ทำให้เรียบร้อย ถ้าคนเราไม่ขัดใจตนเอง..ก็ไม่เรียบร้อยจะวุ่นวายมากเลย เขาเรียกว่า "ขัดคอคน สนจมูกม้า" หมายความว่าขัดคอคนอื่นไม่ขาว

    ภรรยาขัดคอสามี...ก็ไม่ขาว สามีขัดคอภรรยา...ก็ไม่ขาว ทำงานทำการขัดคอเพื่อนฝูง...ก็ไม่ขาว....ขัดใจยาว!....

    จะเอาอะไรมาขัดล่ะ? มันก็ดีสิ ! เอาไปโชว์ที่ไหนมันก็สวยดี มันก็น่ารัก เวลาพูดขึ้นมาเราไม่ขัดคอใคร...คนก็ชอบ เหมือนเราไปคุยกับคนบางคน "แหม...คุยกับใครไม่เคยถูกใจเท่ากับคุยกับคนนี้เลย คนนี้พูดี" แต่ที่แท้ไม่ไดคุยหรอก มันนั่ง "อือๆ" อย่างเดียว เขาชอบใจเพราะอยู่ที่บ้านมีแต่คนขัดคอ พอคุยกับคน "อือๆ " "แหม...คุยดีจังเลย แสดงว่ารู้ใจเรา" ที่นี้เขาก็ไม่อยากคุยกับใคร...อยากคุยกับคนที่ตามใจ ไม่ต้องพูดอะไรเพียง "อือ" ตาม ที่ชอบใจแล้ว นี่แสดงว่าเขารู้จักการคุยกัน เพียไม่ขัดคอคนอื่น...เขาก็คุยกันได้เป็นสุข

    ที่นี้ที่คนเรามันคุยกัไม่ได้ เพราะเอ่ยปากขึ้นมามันก็รู้ไส้กันชัดเผงเลย...รุจัดอยู่แล้ว อย่างภรรยาสามีนีขี้จุดกันพั้วะ ! เอาแล้ว...โกรธปุดๆ ขึ้นมา จุดบกพร่องตรงไหนมันเห็นกันหมดนี่ ภรรยา...ก็เห็นจุดบกพร่องสามี สามี...ก็เห็นจุดบกพร่องของภรรยาลูกเต้า...ก็เห็นจุดบกพร่องของพ่อแม่ ไปจี้จุดก็เต้นทันทีเลยตรงนั้นไม่ดี ตรงนี้ไม่ดี เอาแต่เรื่อไม่ดีมาพูดมันก็ขัดใจกัน

    ขัดคอเลยไม่ขาว ไม่สะอาด ไม่สวย ไม่ดีใจ
    หัดเป็นคนใจเย็น...
    แล้วไม่เป็นคนขัดคอใคร
    "ขัดใจตัวเองดีกว่า"



    พระพุทธเจ้าท่านไม่ขัดคอใคร

    บางคนตอนธรรมะเกิดในหัวมันรุนแรง ใครพูดอะไรไม่ถูกมันขวางหมดแหละ เหมือนนักศึกษาที่เรียนหนังสือใหม่ๆ นี่หัวจะรุ่นแรง ใครจะบริหารอะไรไม่ถูกหลักล่ะ...ขวางหมดเลย...ขัดมหด! จะเอาใจตัวเองเป็นใหญ่ เช่นเดียวกับนักธรรมะที่ฝึกใหม่ๆ พออะไรมันเกิดขึ้นมาก็อยากจะพูดออกไป โดยไม่พิจารณาเลยว่า

    ...ขัดใจเขาหรือเปล่า...

    แต่ถ้าอยู่ในนานๆ แล้วใจมันก็เย็น พอเรียนจบไปเป็นครูบา อาจารย์...มันก็มีเหตุผล ไม่อยากจะไปขัดใคร รู้ว่าผลการกระทำที่แล้วมา มันไม่ได้ส่งผลดีอะไรขึ้นมา มันมีแต่ทำให้ผู้อื่นเดือนร้อน มีแต่ศัตรู

    เราอยู่ในสังคมก็ต้องขัดคอเรา ไอ้คำพูที่จะพูดออกไปตามใจตนเอง...ถ้ามันขัดคอคนอื่น เราก็หยุดซะ มาหัด "พุทโธ" แล้วจะขัดคอตนเองขัดใจตนเอง แต่เราไม่ชอบขัดใจตนเอง ชอบตามใจตนเอง มันก็เลยมีปัญหาร้อยแปดที่ตามมาในชีวิตของเรา

    พระพุทธเจ้าท่านไม่ขัดคอใครนะ! ไม่ขัดคอใคร ท่าน "อือๆ" แต่สรุปแล้วท่านให้เหตุผลกับบุคคลนั้น จนได้ตาสว่างขึ้นมา เพราะท่านไม่ขัดคอใคร โจรมาหาท่าน ท่านก็ไม่ขัดคอโจร โสเภณีมาหาท่าน ท่านก็ไม่ขัดคอ โสเภณี คนกินหล้ามาหาท่าน ท่านก็ไม่ขัดคอคนกินเหล้า

    เพราะอะไร?

    ท่านรู้ว่าคนพวกนี้ไม่ชอบขัดคอตัวเอง เป็นคนที่ไม่ชอบขัดใจตัวเอง แต่ชอบขัดใจคนอื่น เมื่อเป็นอย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็เป็นมิตรที่ดี เป็นอาจารย์ที่ดี ไม่ขัดคอเสีย คล้อยตามไปเพื่อให้เขาได้สติที่หลัง

    เช่น ไม่ขัดคอโจร โจรมันก็เลยรักพระพุทธเจ้า

    พระพุทธเจ้าไม่ขัดคอโจรเป็งไง?

    "หม่อมฉันเป็นโจรก็ต้องปล้นต้องฆ่า ต้องทำบาปทุกอย่าง ต้องใช้ความหยาบคายทั้งหมด"
    พระพุทธเจ้าบอก..."เธอเป็นโจรก็เป็นโจรที่ดีสิ! โจรที่ดีก็มีนะ! ก็ต้องรักษาสัจจะโจร เธอต้งการอะไร? ต้องการทรัพย์ใช่ไหม? เมื่อเธอปล้นก็เอาแต่ทรัพย์อย่างเดียว เธออย่าไปฆ่าสิ!...เจ้าของบ้านไม่ใช่ทรัพย์นี่ ฆ่าเจ้าของบ้านแล้วมีประโยชน์อะไร? เธออย่าไปเผาบ้านเขาสิ! ให้เขามีบ้านอยู่ เธอเอาแต่ทรัพย์อย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องฆ่าเจ้าของ ไม่จำเป็นต้องเผาบ้าน และเธอไม่จำเป็นต้องฉุดคร่าลูกสาวเขาให้เดือดร้อนเพราะเธอปรารถนาทรัพย์อย่างเดียว... ก็เอาแต่ทรัพย์สิน! นั่นแหละเป็นโจรที่ดี ไม่ต่อสู้เจ้าหน้าที่ ไม่เบียดเบียน...เธอเป็นโจรได้นาน"

    โจรก็นึก "เอ...กูจะเป็นโจร ไม่ฆ่าคนบ้านนี้ได้ยังไง ก็เจ้าของบ้านมันเอาเราก่อน เราก็ต้องฆ่ามัน เมื่อมาปล้นกันแล้วมันก็ต้องมีคบเพลงอะไรต่ออะไรมาเหวี่ยงมาขว้างกัน...มันก็ต้องไหม้บ้านคน ไอ้ลูกเมียมันไม่ยอมเราต้องฉุดคร่า คิดแล้วเรามันมีความชั่วทั้งนั้น เราจะเป็นโจรที่ดีคงไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ให้เป็นโจรที่ดีจึงจะดี ถ้าหากว่าจะเป็นโจรที่ดี...ไม่เป็นซะดีกว่า...เป็นคนดีเลย จะได้ไมม่ต้องหลบซ่อน"

    ผลที่สุด พอฟังพระธรรมพระพุทธเจ้าก็เลิกเลย ...เป็นโจร ไปบวชจนได้เป็นระอรหันต์ เพราะพระพุทธเจ้าไม่ขัดคอใคร โจรก็เลยยอม ลองขัดคอโจรสิ! โจรมันเอาเรื่องเลย โจรเลยอย่างนั้น โจรเลวอย่างนี้พรรณาความเลวของโจร...มันโกรธพระพุทธเจ้าตายเลย ที่นี้เจอพระเป็นศัตรูหมดเลย

    นี่! คนเราถ้าไม่ขัดคอกันก็เป็นมิตรกัน
    แม้เป็นโจรกับพระก็อยู่กันได้ เข้ากันได้

    เป็นโสเภณีท่านก็บอกว่า

    "เธอเป็นโสเภณีไม่เป็นไร เขาสร้างเธอมาอย่างนั้นแล้ว เธอก็อย่าไปแย่งสามีเขาสิ! ถามเขาก่อนว่า "นี่ภรรยาเธอ หวงไหม? เธอหลบหลีกภรรยาเธอมาหรือเปล่า?" ถ้าเขาบอกว่า "ฉันเป็นชายโฉด อิสระ พ่อแม่ ไม่ห่วง...ภรรยาไม่ว่าอะไร" เธอก็หลับนอนกับเขาได้ แต่ถ้าภรรยาเขาตามหวงหึง เธออย่าไปทำนะ! มันเป็นบาป เธอต้องเป็นโสเภณีที่ดี"

    โสเภณีก็คิด....
    "เราจะเป็นโสเภณีที่ดีได้ยังไงหนอ... ไอ้ผู้ชายมันก็บอกไม่มีเมียทั้งนั้นเลย แต่จริงๆแล้วมันมีเมียที้งนั้น...มันโกหกเรา ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องเป็นบาป... เพราะเราผิดศีลข้อกาเมฯ เสียแล้ว งั้นก็อย่างเป็นโสเภณีดีกว่า ไม่งั้นก็ต้องบาปอยู่นันเอง" คิดแล้วก็เลยเลิกดีกว่า

    โสเภณีบางคนฟังธรรมของพระพุทธเจ้าก็บรรลุโสดาบันก็มี ดีกว่าคนที่ไม่เป็นโสเภณีเสียอีก เพราะมีปัญญา

    ผลจากการที่พระพุทธเจ้าไม่ขัดคอนั่นเอง...คล้อยตามโสเภณี นโสเภณีนั้น...เกิดความเมตตา เกิดความเคารพรักพระพุทธเจ้าว่า มีเมตตาต่อตน จึงได้ปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรม

    มีคนถามพระพุทธเจ้าว่า
    "พระองค์เป็นคนไม่ลุกรับใครเลย พระองค์เป็นคนมีทิฏฐิไม่ลุกรักใคร ไม่ต้องรับใคร จริงไหม?"
    พระองค็บอก "จริง เราไม่ลุกรับใครเลย เพราะเราไม่เห็นว่า ใครมีคุณธรรม พอที่จะให้เราจะลุกรับเลย ไม่มีความรู้ที่จะเป็นผู้สละกิเลสได้เราจะลุกรับเฉพาะผู้ที่มีคุณธรรมเหนือเราเท่านั้น แต่เราก็มองไม่เห้นเลยผู้มีมา แม้แต่ผู้เฒ่าผู้แก่ก็ไม่รู้อะไร เขายังสั่งสอนอะไรเราไม่ได้เลย"
    "เออจริง! เราเข้าใจพระพุทธเจ้าผิด"

    "พระพุทธเจ้าเป็นคนรังเกียจใช่ไหม...ตัดเยื่อใยต่อรูป เสียง กลิ่น รส!"
    พระองค์ก็บอก "ใช่! เราไม่มีเยื่อใยต่อรูป เสียง กลิ่น รส เพราะเราเห็นว่าโทษมันมาก ถ้าเราไม่มีเยื่อใยแล้ว เราก็มีแต่โทษทุกข์ เราจึงตัดออกฆ่าออก ทั้งออก เราไม่ได้รังเกียจหรอก...แต่เราไม่ต้อการที่จะให้มันเป็นทุกข์กับเรา"

    นี่คำสอนของพระพุทธเจ้า
    พระองค์จะคล้อยตาม แล้วค่อยให้เหตุผลทีหลัง



    หุงข้าวประชดหมาปิ้งปลาประชดแมว

    เราอยู่กันด้วยปัญญาสิ! เราอยู่กันด้วยเหตุผล
    เราจะดูแลสั่งสอนลูกก็ต้องมีเหตุผล
    คนเราถ้าอยูกันด้วยอารณ์แล้วไม่มีความสุข

    สามีใช้อารมณ์กับภรรยา ภรรยาใช้อารมณ์กับสามี พ่อแม่ใช้อารมณ์กับลูก เขาเรียกว่า ตีตัวกระทบคราด โบราณเขาว่าอย่างนั้น

    ภรรยาโมโหสามีไม่รู้จะตีสามีไง ก็ตบลูกตัวเองล้มคว่ำไปเลย! ลูกก็เจ็บ...ร้อง ลุกขึ้นมาก็ไม่รู้เรื่องอะไร ที่แท้โมโหสามี...ตบลุกประชดสามี

    สามีก็โมโหภรรยา เตะลูกกระเด็นกระดอน ! จะเตะภรรยาก็ไม่ได้เลยเตะลูกแทน ตีลูกแทน นั่นเป็นผลกรรมที่ทำให้ครอบครัวนั้นไม่มีความสุข และผลที่ได้รับ...คือลูกก็กลายเป็นคนมีปัญหา กระทบกระเทือนประสาท ไม่สบายใจก็คิดว่า "พ่อไม่รักเรา แม่ไม่รักเรา เราไม่มีความผิด ทำไมมาตบมาตี?"

    เด็กมันก็คิดสับสนกลายเป็นปัญหาในครอบครัว การเรียนบาทีก็ตกไปก็มี เพราะอะไร? เพราะมันไม่มีเหนุผลในการปกครอง เหมือนตีวัวกระทบคราด หรือพอตีไม่ได้ก็ประชด เขาเรียกว่า หุงข้าวประชดหมาปิ้งปลาประชดแมว

    "ไอ้แมวตัวนี้มันชอบกินปลา ปิ้งให้มันกินให้ท้องแตกตายเลย" แมวไปเลย กินปลาคนนั้น ผลที่ดตัวเองก็ไม่ได้กินปลา...ปิ้งปลาให้แมวกินหมด เพราะโมโหแมว แมวไม่รู้เรื่องอะไรก็กินปลาหมด...เสียปลาไป

    ไอ้หมาย่องมากินข้าว โมโหหมา หุงข้าวประชดหมา "มันอยากมาขโมยกิน เอ้า! กินซะให้อิ่ม" หมดเลย วันนั้นตัวเองไม่ต้องกิน หุ่งข้าวให้หมากินหมด

    โบราณเขาว่ามันไม่ดี ไม่มีเหตุผล "ตีวัวกระทบคราด" "หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว" เขาเรียกว่า คนโง่

    เหมือนพอชนอะไร...โมโหกลับไปชนอีกปึ้ง บางคนมีนะ! ชนแล้วโมโหตัวเอง...อยากเช่อ ชนซะอีกที เพราะไม่มีเหตุผล เจ็บแล้วยังชนให้เจ็บอีก

    นี่..เราไม่มีธรรมะ คือความเย็นใจ ไม่มีหลักควบคุมใจเรา จึงระบายออกไปในทางผิดๆ กระทบกระเทือนภายในครอบครัว ภายในสังคมแล้วก็เป็นนิสัยติดไปถึงลูกถึงหลาน

    บางคนประชด...เขาไม่รัก ผูกคอตายดีกว่า! เป็นงั้นเลย...โถ! ผูกคอตาย คนอื่นเขาก็พ้นทุกข์ไป เราก็ตายฟรี

    บางคนโกรธสามีไปกินยาตาย ต้องหามไปล้างท้องที่โรงพยาบาลหมอก็บอกว่า "เอามาทำไม? อยากตายก็ปล่อยให้ตายเถอะ" หมอไม่อยากล้างท้องคือมันไม่มีเหตุผล

    เรามีข้อบกพร่องอะไร...เราต้องขัดใจเรา ไม่ใช่ไปแก้คนอื่น
    ขัดใจเรานี่ดีที่สุด ไม่ต้องขัดคอใคร


    ความโกรธ...เราขัดไว้ ความคิดน้อยเนื้อต่ำใจ...เราขัดไว้
    เราต้องมองเหตุผลว่า เราไดเป็นมนุษย์นี่เราประเสริฐแล้ว พัฒนาจิตใจให้ดี เราก็มีความสุข เป็นบุญ เป็นบารมี ไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจ ไปกระทบกระเทือนคนอื่นให้เดือนร้อน

    ธรรมะทำให้เรามีหลักชีวิต เรา "พุทโธ" ไป ภาวนาไป หนักๆเข้าเราก็มองตัวเองออก สามารถยับยั้งชั่งใจตัวเองได้ดี ทีนี้ก็เย็นกันทั้งครอบครัวนั้นเอง

    ธรรมะนี่เราจึงต้องฝึกฝน ต้องเข้ามาหา หาทางดับอารมณ์ หาทางดับความร้อนใจ ไม่งั้นเราเองก็จะเป็นเจ้าอารมณ์ เป็นคนมีทิฏฐิกับทั้งครอบครัวเราและกับสังคมเรา ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วทุกคนก็ขัดใจเรา ถ้าไม่ต้องการให้ใครขัดคอเรา เราต้องขัดคอตัวเองเสียก่อน แล้วจะจบสิ้นด้วยความสบายใจ

    เหมือนเราคุยกันนั่นแหละ ไม่ขัดคอกันแล้ว...คุยสนุกจังเลย! แต่ถ้ารายไหนขัดคอปุ๊บ! อารมณ์ที่จะคุยสนุกก็หมด..ไม่คุยดีกว่า
    พอเจ้าใจใช่ไหมโยม? ต่อไปนี้ไม่ขัดใครนะ! ขัดใจตัวเองดีกว่า ทำได้ไหม? หรือเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขาเลย

    "ถ้าดีแล้วเราจะยอมตาม...ไม่ดีจะยอมทำไม มันไม่ถูกไม่มีเหตุผล เราจะยอมได้ยังไง!" มีเหตุผล ไม่มีเหตุผล เราก็ทำเป็นคนมีเหตุผลก็แล้วกัน เราทำเป็นไม่รู้ ทำเป็นโง่เสีย มันก็จบเรื่อง

    บาทีบางคนมาอธิบายให้อาตมาทำอย่างงั้นๆ ความรู้สึกของอาตมา ที่เขาพูดน่ะ เราไม่เห็นด้วยหรอก แต่ถ้าเราขัดคอ...เขาก็ไม่สบายใจแล้วเรื่องนี้ก็ทำไม่ได้ เรานั่งฟังดีกว่า เขาก็บรรยายให้ทำอย่างนั้น ๆ อาตมาก็ฟังจนจบ จบแล้วก็แล้วกัน เขาไม่รู้อาตมามีความรู้สึกอย่างไร นโยบายของเขาก็นโยบายของเขา อาตมามานึก ถ้าคนไม่เข้าใจคงขัดกันตายเลย แล้วมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร นโยบายของเขาก็ดีสำหรับเขา ก็ปล่อยให้เขาพูดไป..ไม่ต้องขัดกัน

    คนเนาถึงจะอยู่ด้วยกันก็มีความเห็นไม่เหมือนกันหรอก แม้จะเป็นพี่น้องคลานตามกันมา ความรู้สึกนึกคิดก็ไม่ตรงกัน แต่เราก็นิ่งเฉยเสียแล้ว...ปัญหาก็จบ ไม่ต้องไปขัดกันทุกวัน ก็อยู่กันอย่างร่มเย็น

    ทำใจนะโยม! นักปฏิบัติต้องทำใจ...ทำใจตรงนี้ได้ก็สบาย ปลดทิฏฐิมานะได้อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข ถ้าปลงไม่ตกก็นึกว่าเป็นกรรมก็แล้วกัน
    พระสองรู้พายเรือกันไปบิณฑบาต รูปหนึ่งขัดคอ อีกรูปเลยเอาพายตีหัวพระรูปนั้น เป้ง!

    "มาตีหัวผมทำไม? ผมยังไม่ได้ตีหัวท่านเลย"
    ก็มันอยากขัดคอนัก...ตีหัวเสียเลย พระที่ถูกตีหัวกลับไปฟ้องสมภาร
    สมภารก็ว่า "ท่านไปตีเขาก่อนนี่"
    "ไม่ได้ตีเลย"
    "ก็ชาติ่กอนท่านตีหัวเขามาก่อนนี่"
    "เอ..ไม่รู้สิ! แต่ชาตินี้ไม่ไดตีหัวพระรูปนี้เลย"
    มันเป็นกรรมชาติก่อนไปตีหัวเขา พระรูปนี้เลยมาตีแบบไม่มีเหตุผล

    สามีมาด่าภรรยา ภรรยาก็ด่าสามีมาก่อน ภรรยาด่าสามี สามีก็ต้องนึกว่าเราเคยด่ากันมา มันคงเป็นคู่สร้างกันอย่างนี้แหละ คงไม่หยุดกันแค่นี้หรอก ถ้ามาเจอกันชาติหน้าก็ต้องมาด่ากันอีก มันไม่ใช่วันนี้วันเดียวแสดงว่ามันสร้างกรรมกันมนาน ถ้าเราปลงตก..."เออ..ยอม! ยอมให้เขาตีหัว ดีกว่าที่จะตีตอบเขาอีก ตีตอบก็ไปเพิ่มพลังกรรมมากขึ้น" ถ้าหยุดก็จบกัน เป็นอโหสิกรรม

    เขาด่าเรา เราไม่ด่าตอบ อโหสิกรรม เขาตีเรา เราไม่ตีตอบ...อโหสิกรรม หมดกรรมกันชาตินี้ ไม่มีชาติหน้าต่อไป แต่ถ้าเราไม่ยอมก็มีกรรมกันเรือย ได้ตอบกันเรื่อย เขาด่าเรา เราด่าเขา เขาตีเรา เราตีเ ไม่มีวันสิ้นสุด ไปที่ไหนก็เจอคู่วิวาทกันตลอด ไม่เจอความสงบ เพราะเราไม่มีเหตุผล ตัวเราไม่สามารถขัดใจตัวเราเองได้ เลยมีทุกข์กันอย่างนี้

    การที่เรามาเข้าวัดมาหาธรรมะ ก็เพื่อจะขัดใจขัดเกลากิเลสในจิตใจให้เบาบาง เพื่อจะเกิดความสุขความสงบที่แท้จริง ไม่งั้นแล้วเราก็ทำอะไรไม่ได้ เข้มาแล้วกลับไปบ้านก็เหมือนเดิม

    เข้ามากะว่าจะทำให้ใจเย็น กลับไปถึงบ้านก็ร้อนเหมือนเดิมอีกแล้ว กี่ครั้งๆ ก้ยังขัดใจเราไม่ได้สักที เราขัดใจคนอื่นทุกที เราต้องลงเอย เหตุอยู่ที่เราทั้งหมด ผลก็อยู่ที่เรา

    เป็นยังงั้นหรือเปล่าโยม? ตีวัวกระทบคราดรึเปล่า? คนหนึ่งไถนา...คราดมันไม่ดี คราดแล้วหญ้าไม่ติดก็โมโหแล้วก็ใส่ลูกใส่คนโน้นคนนี้ต้องแก้นิสัยใหม่

    บางคนระบายอะไรไม่ได้ ก็ขว้างถ้วยขว้างชาม ทุบโน่นกระทืบนี่ คือ ทำอะไรไม่ได้ก็ระบายออก ตอนอาตมาอยู่อังกฤษ พวกฝรั่งมันแสดงละคร เวลาโมโหผัวมัน...เก็บจานเกลี้ยงครัว พอผัวกลับมาขว้างหมดเลย เก็บด้วยชามมากองไว้ "มึงมากูจะเขวี้ยง!" แตกหมดเรียบร้อยผัวก็รู้ล่ะ "เมียกูเอาเรื่องแล้ว" หลบได้ก็หลบ ถ้าหลบไม่ทัน...จานแตกหมดทั้งครัว เกลี้ยงหมดเลย จานแตกหมดเพื่อระบายอารมณ์ มันไม่มีทางดับทุกข์ พอคิดได้ก็ไปซื้อมาใหม่ ไม่กี่วันพอโมโหก็ขว้างใหม่อีก เพราะมันไม่มีสติ ไม่ได้ฝึกใจ ไม่ได้ห้ามใจ ก็ต้องระบายในทางผิดๆ ออกมาเรื่อย

    เป็นงั้นหรือเปล่าโยม?

    คนเข้าวัดแล้วคงจะดีขึ้นเนอะ! คงไม่ประชดโน่นกระแทกนี่เหมือนเขาเนอะ! คงจะ "พุทโธ" ไว้ได้นานๆ "พุทโธ" ไว้เวลาโมโหก็ "พุทโธ" ไว้ถ้า "พุทโธ" แตก...ก็ระวังให้ดี!



    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ขอโทษที่คิดถึง...เด็กดื้อ; 18-07-2011 at 17:29. เหตุผล: เพิ่มข้อมูลจ้า

  2. #2
    ท่องเวบ สัญลักษณ์ของ pui.lab
    วันที่สมัคร
    Jul 2006
    ที่อยู่
    โสดไม่มีใครเอา หรือว่าเราไม่เอาใคร
    กระทู้
    10,172
    บล็อก
    9
    อ่านบทความแล้วก็รู้สึกดีจ้า ทำอย่างไรให้ใจเป็นหนึง
    ข้อเสียปุ้ยเรื่องงาน กับเพื่อนร่วมงาน ต้องพยายามใจเย็นๆ
    แต่ทำบ่ค่อยได้ดี ยังใจร้อนบ่อยๆ บางทีโมโหกลับบ้านเลย

    ปุ้ยเป็นคนตั้งใจทำงานมากๆ เอาใจใส่เรื่องานคิดว่าดีที่สุด
    แต่พอเวลางานตีกลับ 3-4 รอบ ใจร้อนปรี๊ดดดดดด
    เอางานทิ้งไว้บนโต๊ะกลับบ้านเลยจ้า

    ทำอย่างไรดีน้อ ถึงจะชนะใจตัวเองเรื่องอารมณ์ร้อน

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •