กำลังแสดงผล 1 ถึง 3 จากทั้งหมด 3

หัวข้อ: "อยู่ เย็น เป็น สุข" เป้าหมายชีวิตใหม่

  1. #1
    ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สัญลักษณ์ของ sert1964
    วันที่สมัคร
    Nov 2007
    กระทู้
    340

    "อยู่ เย็น เป็น สุข" เป้าหมายชีวิตใหม่


    "อยู่ เย็น เป็น สุข" เป้าหมายชีวิตใหม่
    โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

    เป้าหมายชีวิตแห่งความพอเพียงอยู่ที่ "อยู่ เย็น เป็น สุข" มิใช่ "มั่ง มีศรี สุข" ตามแนวคิดแบบทุนนิยม ที่คนส่วนใหญ่ฝังใจ !!!

    การที่เราจะนำเอาระบบเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตได้ เราจะต้องรู้เท่าทันว่าเป้าหมายของชีวิตคืออะไร เนื่องจากทุกวันนี้มนุษย์แทบไม่รู้จักเป้าหมายของชีวิตเดิมเรานิยามกันว่า เป้าหมายของชีวิต คือ "มั่ง มี ศรี สุข" หมายความว่า "ต้องมีเงินมีทองจึงจะมีความสุข" !!!

    แต่จริงๆ แล้วเป้าหมายของชีวิตน่าจะอยู่ที่ "อยู่ เย็น เป็น สุข" นั่นคือ ในทางจิตใจก็อยู่ได้ ในทางเศรษฐกิจก็ไม่ลำบากมากเกินไป สามารถอยู่ เย็น เป็น สุข !

    นิยามของความสุขไม่ควรจะแขวนไว้กับเงิน เพราะถ้าเราแขวนนิยามความสุขไว้กับเงิน
    มนุษย์จะกลายเป็นหนูถีบจักรที่ทำงานไม่มีวันหยุด ทำงานจนป่วยตาย

    แนวโน้มแบบนี้ปัจจุบันอาตมภาพเห็นว่ามีมากขึ้นเรื่อยๆ อาตมภาพอ่านงานวิจัยชิ้นหนึ่งในอเมริกา เขาบอกว่าผู้บริหารทั่วโลกตอนนี้นิยมหัวใจวายตอนวันจันทร์เพราะตลาดหุ้นมันเริ่มทำการ

    เพราะฉะนั้น เราต้องนิยามเป้าหมายชีวิตใหม่

    1.เป้าหมายต้องไม่ใช่ "มั่ง มี ศรี สุข" แต่คือ "อยู่ เย็น เป็น สุข"

    2.ต้องปลูกฝังวิธีคิดชีวิตใหม่ แบบคุณค่าแท้ คุณค่าเทียม

    ทุกวันนี้มนุษย์เราดำเนินชีวิตแบบวิ่งตามคุณค่าเทียม คุณค่าเทียมก็หมายถึงว่า คุณค่าเคลือบแฝง คุณค่าจอมปลอม คุณค่าที่ถูกสร้างขึ้นมาแล้วเอาการตลาดมาประชาสัมพันธ์ว่าเป็นสิ่งที่ดี เช่น รถยนต์ คุณค่าที่แท้ของรถยนต์คือเป็นพาหนะ คุณค่าเทียมของมัน
    คือ แสดงถึงอัครฐานทางการเงินสะท้อนถึงรสนิยม, คุณค่าแท้ของนาฬิกาคือบอกเวลา คุณค่าเทียมคือแบรนด์เนม รสนิยม วิไล ทันสมัย, คุณค่าแท้ของเสื้อผ้าคือปกปิดอวัยวะไม่ให้เกิดความละอาย เข้าสังคมได้ถูกกาลเทศะ แต่คุณค่าเทียมของมันคือถ้าเป็นเวอร์ซาเช่ก็ถือว่าอินเทรนด์ใช่ไหมล่ะ ถ้าเป็นแบรนด์เนมระดับโลกก็จะถือว่าตัวเองเป็นบุคคลระดับเวิรลด์คลาส รสนิยมดีมีอัครฐานทางการเงิน

    เพราะฉะนั้น ถ้าเราวิ่งตามคุณค่าเทียม มนุษย์เราหาเงินเท่าไรก็ไม่พอ !

    ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนวิธีคิด ปรัชญาในการดำเนินชีวิตต้องหันกลับมาดำเนินชีวิตด้วยการปลูกฝังวิธีคิดแบบ คุณค่าแท้...

    นั่นคือเวลาจะบริโภคปัจจัยสี่ต้องถามตัวเองว่า "สิ่งนี้จำเป็นหรือไม่"
    อย่าถามตัวเองว่า "สิ่งนี้ทันสมัยหรือไม่"

    ถ้าเราถามว่าทันสมัยหรือไม่ เราจะวิ่งไม่จบไม่สิ้นเพราะคนที่วิ่งตามความอยาก ตามกระแสของทุนนิยมบริโภคที่เน้นการยั่วให้อยากแล้วกระตุ้นให้ซื้อเปรียบเสมือนคนที่ตักน้ำไปเติมทะเล เติมไปจนตายทะเลก็ไม่เต็ม แต่คนที่ดำเนินชีวิตด้วยวิธีคิดแบบคุณค่าแท้ เปรียบเสมือนคนที่ไปว่ายน้ำในทะเล พอชื่นใจแล้วก็เดินขึ้นมาใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบ ร่มเย็น เป็น สุข

    ดังนั้น เราจะเลือกเป็นคนที่ตักน้ำไปเติมทะเล หรือจะเป็นคนที่ว่ายอยู่ในทะเลให้พอชุ่มเย็นแล้วขึ้นมา ดำเนินชีวิตต่อไปอย่างปกติ

    อาตมาอยากฝากถึงนักธุรกิจด้วยว่า เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ปฏิเสธความรวย
    เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้บอกว่า เรามาเป็นคนจนกันเถิดแต่เศรษฐกิจพอเพียงบอกว่า เรามาเป็นคนที่ รู้จักพอกันเถิด...

    เรารวยได้ แต่มีข้อแม้ว่าความรวยนั้นต้องเป็นความรวยที่สุจริต ต้องไม่ใช่ความรวยที่เกิดขึ้นจากการเบียดบังส่วนรวมมาเป็นส่วนตน ก่อให้เกิดความเดือดร้อนขึ้นมาทุกหัวระแหง !!!

    มหาตมะ คานธี เคยพูดตรงกับพระพุทธเจ้าอย่างหนึ่ง โดยพระพุทธเจ้าบอกว่า
    "ต่อให้เงินทองลงมาเป็นห่าฝนก็ไม่สามารถเติมเต็มความอยากของมนุษย์คนหนึ่งได้" แล้วมหาตมะ คานธี บอกว่า "ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งโลกตอนนี้เพียงพอสำหรับที่จะหล่อเลี้ยงคนทั้งโลก แต่ไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงความโลภของคนเพียงคนเดียว"
    เห็นไหม ตรงกัน เพราะฉะนั้นที่บอกให้รู้จักพอ ต้องเข้าใจความจริง 2 อย่าง คือ

    1.ต้องเข้าใจความจริงของโลกว่าทรัพยากรของโลกมีจำกัด

    2.ต้องเข้าใจความจริงของกิเลสในใจเรา ถ้าความต้องการนั้นไร้ขีดจำกัดถ้าเราวิ่งตามความต้องการทรัพยากรของโลกมีเท่าไรก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จักตัวเองด้วยการปลูกฝังวิธีคิดแบบคุณค่าแท้ ไม่ใช่วิธีคิดแบบคุณค่าเทียม

    เวลามีใครมายั่วให้อยาก แล้วกระตุ้นให้ซื้อเราไม่จำเป็นต้องวิ่งตามเขาไป
    แต่เราบอกว่า "เราพอดีกับความอยากแล้วเราก็อยู่ได้"

    กระตุ้นให้เราซื้อ...ก็ซื้อได้ แต่ซื้อ...สิ่งที่จำเป็น
    ไม่ใช่ซื้อ...สิ่งที่อินเทรนด์

    เพราะอินเทรนด์เมื่อไร อินทุกข์เมื่อนั้น..

  2. #2
    Banned

    วันที่สมัคร
    Oct 2010
    กระทู้
    798
    บล็อก
    4
    อย่า อยู่ อย่าง อยาก...คนเราถ้าไม่มีความรู้สึกอยากได้นั่นนี่มากก็คงไม่ต้องดิ้นรนไคว่ขว้าอะไรมากมายอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้...สภาพสิ่งแวดล้อมสังคมที่เปลี่ยนไป จิตใจคนก็เปลี่ยนไปด้วย การที่ตัวเองเฉยๆกับสิ่งของสิ่งเร้าทั้งภายนอก ภายในไม่รู้ว่าเป็นการเพียงพอ หรือไม่สนใจไม่ใส่ใจไม่แยแสกันแน่ อิอิ งงกะตัวเอง

  3. #3
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ lungyai1123
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    381
    บล็อก
    63
    เป็นไปคุแนวแหลวจารย์เอ้ยคนทุกมื่อนี่ มีแต่สิ่งหลอกล่อเย้ายวนใจ
    ให้กิเลสมันพองตัวขึ่นมา...มันกะคันคะเยอเห่อด้วยความยากซะแหลว

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •