กำลังแสดงผล 1 ถึง 1 จากทั้งหมด 1

หัวข้อ: หลวงอัครเทพฯ ทวิภพ ที่แท้ “ปู่ทวด” นีโน่!!

  1. #1

    อ่านข่าวออนไลน์ หลวงอัครเทพฯ ทวิภพ ที่แท้ “ปู่ทวด” นีโน่!!

    จินตนาการของ “ทมยันตี” ผ่านตัวละคร “คุณหลวงอัครเทพวรากร” ในนวนิยายเรื่อง “ทวิภพ” อาจจะเคยถูกจัดสร้างมาแล้วหลายครั้งต่างรูปแบบ เรื่องราวของอดีตกับปัจจุบันผ่านกระจกโบราณนั้น ก็ดำเนินไป … แต่ยังมี “บางเรื่อง” ที่คนไม่รู้คือ จินตนาการของทมยันตีกับ “ตัวละคร” นี้ บังเอิญไปพ้องกับ “ตัวจริง” ทางประวัติศาสตร์ ผู้เป็น “ปู่ทวด” ของ “นีโน่” เมทนี บุรณศิริ

    ความเรื่องนี้ เคยปรากฏอยู่ในเซ็กชัน “ปริทรรศน์ - บันเทิง” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ เมื่อวันที่ 12-18 พฤศจิกายน 2533 ครั้งนั้น “เชิด ทรงศรี” นำนวนิยายเรื่องนี้มาเป็นภาพยนตร์ครั้งแรก นำแสดงโดย ฉัตรชัย เปล่งพานิช และจันทร์จิรา จูแจ้ง

    หลังครั้งนั้น เรื่องนี้....ไม่มีใครกล่าวถึงอีกตลอดเส้นทางของทวิภพที่เดินทางข้ามกาลเวลาอีกหลายครั้งตลอด 21 ปีที่ทั้งในรูปของภาพยนตร์ , ละครโทรทัศน์, ละครเวที ขณะนี้ละครโทรทัศน์เรื่องนี้กำลังแพร่ภาพทางช่อง 7 สีอยู่ในขณะนี้ ในเวอร์ชันนี้ เขียนบทโทรทัศน์โดย นันทววรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์ กำกับการแสดงโดย มาวิน แดงน้อยและเพ็ญลักษณ์ อุดมสิน

    นวนิยาย “ทวิภพ” อ้างถึง เจ้าคุณอัครเทพวรากร “ว่าเป็นขุนนางในปีพุทธศักราช 2436 หรือรัตนโกสินทร์ศกที่ 112 (รศ. 112) และต่อมาได้เป็นทูตไทยคนแรกประจำประเทศสหรัฐอเมริกา
    “หลวงอัครเทพฯ” ในประวัติศาสตร์

    ความจริงตามประวัติศาสตร์ของไทย ในปีพุทธศักราช 2436 มีขุนนางไทยชื่อ “พระอนันต์นรารักษ์” ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมกองตระเวนฝ่ายกองรักษาในกระทรวงนครบาล ในรัชสมัยของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5

    ซึ่งต่อมาในปีพุทธศักราช 2444 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาอรรคราชวราทร” หรือ “เจ้าคุณอรรคราชวราทร” และได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นอรรคราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตันประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นคนแรก

    “เจ้าคุณอัครเทพวรากร” ในนวนิยายเรื่อง “ทวิภพ” กับ “เจ้าคุณอรรคราชวราทร” ในประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 5 ทั้ง 2 ชื่อใกล้เคียงกันมาก มิหนำซ้ำต่างได้เป็น “ทูต” ไทยคนแรกในประเทศ สหรัฐอเมริกา !!

    ทมยันตียืนยันว่า เมื่อประพันธ์นวนิยายเรื่องนี้ ไม่ทราบเรื่อง เจ้าคุณอรรคราชวราทรจนเขียนเรื่องใกล้จบนั่นแหละ ถึงได้เจอข้อมูลทางประวัติศาสตร์เรื่องนี้

    “พี่ไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีชื่อที่คล้ายคลึงกันมากจริงๆ จนกระทั่งเขียนไปได้เกือบจบเรื่องถึงได้ทราบ และเห็นรูปท่านจากหนังสือราชทูตไทยคนแรกของแต่ละประเทศที่มีผู้อ่านส่งมาให้..

    พอเปิดหนังสือเห็นรูปท่านก็ก้มไหว้ท่านทีหนึ่ง แล้วก็วิ่งออกนอกบ้านไปตั้งหลัก จากนั้นถึงค่อยกลับมานั่งยิ้มใหญ่ดูรูปท่าน และบอกกับท่านว่า..ทำไมท่านถึงหล่อจัง” “ทมยันตี” บอกเล่ากับ “ปริทรรศน์-บันเทิง” ฟังเมื่อ- 21 ปีล่วงมาแล้ว

    สาแหรกตระกูล “บุรณศิริ”
    พระยาอรรคราชวราทร เป็นบุตรของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (บุญศรี) ต้นตระกูล “บุรณศิริ” ที่สืบเชื้อสายจากพราหมณ์เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย เข้ารับราชการในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา

    ครั้งถึงรัชกาลที่ 4 ต้นตระกูล “บุรณศิริ” ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “เจ้าพระยาธรรมกรณาธิบดี” เสนาบดีกระทรวงวัง ต่อมาเมื่อชราได้รับพระราชกรุณาโปรดเกล้าฯเปลี่ยนราชทินนามเป็น “เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี”

    ในแผ่นดินถัดมา รัชสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เจ้าพระยาสุรธรรมมนตรีได้ขอพระราชทานนามสกุลจากในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานนามสกุล “บุรณศิริ” และใช้สืบมาจนถึงปัจจุบัน

    นิเวศานุรักษ์ (กระจ่าง บุรณศิริ), พระยาอุเทนเทพโกสินทร์ (ประสาน บุรณศิริ), พระยาธรรมจรรยานุกูลมนตรี (จำเริญ บุรณศิริ) และหม่อมแหวว บุรณศิริที่เกิดกับมารดา “พัน” บุตรีเจ้าอนุวงศ์เมืองเวียงจันทน์ และหม่อมแหววท่านนี้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมชเคยเขียนถึงในหนังสือ “โครงกระดูกในตู้” ว่า เป็นหม่อมยาย” ของตน

    “เจ้าคุณอรรคราชฯ ท่านเป็นน้องชายของหม่อมยายแหววของผมไงล่ะ ก็ถือว่าท่านมีศักดิ์เป็นตา”

    พระยาอรรคราชวราทรไม่เพียงแต่เป็น อัครราชทูตไทยคนแรกประจำสหรัฐอเมริกานั้น ท่านยังเป็นคนไทยคนแรกที่ไม่ใช่เจ้านายชั้นสูงซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯจากสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 ให้ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษรวมกับเจ้านายพระองค์อื่น

    รวมทั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้นที่ทรงพระเยาว์อีกด้วย

    เมื่อสำเร็จการศึกษาจึงกลับมาได้เข้ารับราชการ ในกรมมหาดเล็ก และเป็นเลขานุการส่วนพระองค์ เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศในปีพุทธศักราช 2432

    ปู่ทวดของ “นีโน่”
    “จริงๆ แล้วปู่ทวดตามที่ฟังผู้ใหญ่เล่ามา ท่านเป็นคนที่ทันสมัย เป็นคนที่มีบุคลิกดีมาก ภาษาพูดก็เยี่ยมแถมเป็นคนขยัน ท่านเป็นคนแรกที่นำ “ไบซิเกิล” รถจักรยานที่มีล้อหน้าใหญ่ ล้อหลังเล็กของสมัยนั้นเข้ามาให้ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทอดพระเนตรอีกด้วย

    “นีโน่”- เมทนี บุรณศิริ ดารา-พิธีกรมีศักดิ์เป็น “เหลน” ยังได้กล่าวในครั้งนั้นถึงเจ้าคุณอรรคราชวราทรให้ฟังว่า

    สกุลที่มีบรรพบุรุษร่วมกันกับ “บุรณศิริ” ในสมัยปัจจุบัน ได้แก่ รังสิพราหมณกุล, จันทรโรจนวงศ์, สิงหเสนี และสุจริตกุล

    “จริงๆ แล้วคือนามสกุลเดียวกัน เชื้อสายเดียวกัน คือทุกคนในนามสกุลเหล่านี้ มีต้นตระกูลเป็นพราหมณ์มาจากเมืองพาราณสี มีสิทธิ์เป็นพราหมณ์ใหญ่ได้หมด แต่ทางสายนามสกุล “บุรณศิริ” จะรับราชการในกระทรวงต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่”

    คุณสมบัติอีกประการหนึ่งที่เมทนี บุรณศิริ “ปลื้ม” มากกับปู่ทวด “พระยาอรรคราชวราทร” คือได้รับคำบอกเล่าจากป้าสะใภ้-ประภาศรี สวัสดิวัตน์ว่า เจ้าคุณอรรคราชฯ สมัยหนุ่มนั้นได้รับคำชมจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีว่าหล่อมาก..หล่อกว่าพวกเหลนๆ ทุกวันนี้เสียอีก

    “เท่าที่ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังก็คือในสมัยรัชกาลที่ 5 ทวดต้องไว้หนวดด้วย เพราะรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้ข้าราชบริพารไว้หนวดทุกคน แถมมีเงินเดือนให้อีกต่างหาก ใครไว้หนวดเยอะและสวยก็จะได้เงินพระราชทานมากขึ้น..บางคนได้ถึง 10 บาทขึ้นไป” เมทนี บุรณศิริ อธิบายถึงรูปท่านปู่ทวดของเขา

    ถัดจากพระยาอรรคราชวราทร ตระกูล “บุรณศิริ” อีกท่านหนึ่งที่เข้ารับราชการในกระทรวงต่างประเทศก็คือ “พระมิตรกรรมรักษา” (นัดดา บุรณศิริ) บุตรชายของเจ้าคุณอรรคราชฯ หรือปู่ของ “นีโน่” เมทนี บุรณศิริ นั่นเอง

    พระมิตรกรรมรักษาถูกบิดาส่งไปเรียนหนังสือ ที่ประเทศเยอรมนีตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จนอายุ 18 จึงกลับมาศึกษาในประเทศไทย อีก 2 ปีหลังจากนั้นจึงไปศึกษาทางด้านกฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศสจนจบปริญญาเอก เมื่ออายุประมาณ 27-28

    และเข้ารับราชการในกระทรวงต่างประเทศ ตามรอยเจ้าคุณอรรคราชฯ ผู้เป็นบิดาทันทีและได้รับตำแหน่งกงสุลไทยในประเทศญี่ปุ่น และที่ตั้งสถานทูตไทยในประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้คือ สถานกงสุลไทยที่พระมิตรกรรมรักษาเป็นผู้เลือกด้วยตัวเองในสมัยนั้น

    “สมัยนั้นยังไม่ได้เป็นเอกอัครราชทูต เขาเรียกว่า “มินิสเตอร์” ช้างไทยตัวแรกที่เอาไปให้สวนสัตว์ญี่ปุ่น คุณปู่ผมก็เป็นคนเอาไป คนญี่ปุ่นเขาจะตื่นเต้นมากเวลาที่รู้ว่าบ้านผม เป็นคนเอาช้างไปให้ญี่ปุ่น คุณพ่อผมก็เกิดที่ญี่ปุ่น เกิดใกล้แม่น้ำซูมิดะ

    คุณพ่อเลยได้ชื่อว่า ซูมิดะ ตอนหลังเปลี่ยนเป็นไทยเลยกลายเป็น สุมิดา” เมทนี บุรณศิริ รำลึกความหลังของบรรพบุรุษให้ฟัง

    พระมิตรกรรมรักษามีทายาทกับสุพรรณ บุนนาค บุตรีเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ ถึง 6 คน แต่ไม่มีใครเลยที่จะสืบทอดเข้ารับราชการในกระทรวงต่างประเทศเยี่ยงบุพการี

    เมทนี บุรณศิริอธิบายความนี้ว่า เนื่องจากคุณปู่-พระมิตรกรรมรักษาเสียชีวิตในขณะที่ลูกๆ ยังเป็นเด็กๆ ผู้เป็นย่าจึงเบนเข็มไปเอาดีทางธุรกิจเพื่อเลี้ยงลูก ๆ ทั้ง 6 ให้ดีที่สุด

    ดังนั้นมาถึงรุ่นลุงและพ่อของเขาจึงดำเนินรอยตามโดยคุณพ่อ “สุมิดา บุรณศิริ” เป็นกรรมการบริษัทเทยิน โพลีเอสเตอร์ และคุณแม่ “เชอรี่” เชื้อสายออสเตรเลีย ร่วมทุนทำที่นอนแก้ปวดหลังกับนักลงทุนญี่ปุ่น

    “คุณลุงปรีดา บุรณศิริ ท่านสนิทกับพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณก่อนที่จะเป็นนายกฯ มาก และท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาญี่ปุ่นจนคนญี่ปุ่นเองยังยอมรับนับถือรวมทั้งยังเป็น “พระสหาย” ของพระอนุชาอดีตสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น ที่สิ้นพระชนม์ไปไม่นานมานี้

    ท่านนายกฯ (หมายถึง พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ) เคยพูดถึงคุณลุงว่าถ้าได้รับราชการในกระทรวงต่างประเทศ คงทำประโยชน์ให้ประเทศชาติไม่น้อย” นีโน่-เมทนีผู้เป็นหลาน... ซึ่งเรียนจบมาทางด้าน รัฐศาสตร์การทูตมาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าไว้ อย่างนั้น

    ข้อมูลจำเพาะ

    พระยาอรรคราชวราทร(ภัศดา บุรณศิริ)

    เกิดเมื่อวันพุธขึ้น 12 ค่ำ เดือนสาม ปีวอก จุลศักราช 1222 ตรงกับวันที่ 23 มกราคม พระพุทธศักราช 2403
    พ.ศ.2415 ใด้ถวายตัวเปนมหาดเล็กวิเศษในรัชการที่ 5
    พ.ศ.2424 ใด้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เปนนายรองบำรุงราชบทมาลย์
    พ.ศ.2425 ใด้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกใปศึกษาวิชา ณ ประเทศอังกฤษ
    พ.ศ.2432 กลับจากประเทศอังกฤษเข้ารับราชการในกรมมหาดเล็กและเปนเลขานุการส่วนพระองค์เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ
    พ.ศ.2434 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใปเปนปลัดกรมๆ กองตระเวรฝ่ายกองรักษาในกรมพระนครบาล
    พ.ศ. 2435 เลื่อนตำแหน่งเปนเจ้ากรมกองตระเวรฝ่ายกองรักษาในกระทรวงนครบาล และเลื่อนบรรดาศักดิ์เปนพระอนันต์นรารักษ์
    วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2440 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใปเปนข้าหลวงจัดราชการเมืองสมุทรปราการแลเมืองนครเขื่อนขันธ์ (จังหวัดสมุทปราการจังหวัดพระประแดง)
    ธันวาคม พ.ศ.2440 ใด้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์เปนพระยาเพชรชฎา
    พฤศภาคม พ.ศ.2441 กลับจากข้าหลวงจัดราชการ มารับราชการในกองบัญชาการน่าที่เจ้ากรมกองแปล
    วันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2441 ใด้รับพระราชทานตรามงกุฎสยามชั้นที่ 3
    วันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2444 ใด้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เปนพระยาอรรคราชวราทร และใด้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไปเปนอรรคราชทูตสยามประจำกรุงวอชิงตัน
    พ.ศ.2449 ย้ายจากอรรคราชทูตสยามกรุงวอชิงตันกลับกรุงเทพฯเข้ารับราชการเปนอธิบดีกองทูตและกองกงซุลในกระทรวงการต่างประเทศ
    วันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2451 ใด้รับพระราชทานเหรียญจักรพรรดิมาลา
    วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2452 ใด้รับพระราชทานตราช้างเผือกชั้นที่ 3 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กลับใปเปนอรรคราชทูตสยามประจำกรุงวอชิงตัน
    พ.ศ.2454 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ย้ายจากอรรคราชทูตสยามกรุงวอชิงตัน ใปเปนอรรคราชทูตประจำกรุงอังกฤษ และใด้รับพระราชทานตรามงกุฎสยามชั้น 2
    กรกฎาคม พ.ศ.2455 ย้ายจากอรรคราชทูตกรุงอังกฤษกลับกรุงเทพฯ แลกราบถวายบังคมลาออกจากราชการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้รับพระราชทานเบี้ยบำนาญ

    หมายเหตุ สะกดการันต์ตามอักขรวิธีที่ประวัติชีวิตราชการของพระยาอรรคราชวราทรบันทึกไว้



    ขอขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สาวชัยภูมิ ลูกพ่อขุน; 24-08-2011 at 16:52.


Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •