กำลังแสดงผล 1 ถึง 3 จากทั้งหมด 3

หัวข้อ: สะท้านขวัญทุกย่างก้าว ตอนที่ 1 หม่าเอ่อไทร์รั่วซี

  1. #1

    ดวงดาว The Star สะท้านขวัญทุกย่างก้าว ตอนที่ 1 หม่าเอ่อไทร์รั่วซี


    สืบเนื่องจากบ้าหนังจีนเข้าขั้นโคม่าประกอบกับภาษาจีนที่มีก็แค่หางอึ่ง บีเลยต้องขวนขวาย(แกมบ้า)หาผู้รู้แปลเรื่องนี้ในเน็ตที่รู้ภาษาจีนดีทำให้ได้ต้นฉบับของเรื่องมาทั้งหมดแต่บีจะเอาย่อส่วนลงให้จบแค่15ตอนจากทั้งหมด35ตอน ตอนแรกๆที่ดูต้องพึ่งทั้งซับเกาหลีและอังกฤษตอนนี้ก็เลยเอาแบบเรื่องย่อในหนังสือมาเรื่องนี้มีชื่อว่า ปู้ปู้จิงซิน ผู้รู้แปลเป็นไทยว่า สะท้านขวัญทุกย่างก้าว บีต้องขอโทษที่ยังคงพิมพ์เรื่องที่ค้างไว้ไม่เสร็จเพราะแป้นพิมพ์มีปัญหา แต่เรื่องนี้จะลงทุกวันจนจะจบเพราะใช้วิธีก๊อปแล้วแก้ไขจากโปรมแกรมพิมพ์ไทยเอา ถ้าสนุกหรือไม่ยังก็ขอคำติชมเพื่อปรับปรุงแก้ไขด้วยนะคะ


    เรื่องย่อตอนที่ 1 หม่าเอ่อไทร์รั่วซี
    จางเสี่ยวเหวิน อายุ 25 ปี เป็นสาวออฟฟิศในเซินเจิ้น น่าจะทำงานในแผนกบัญชี เป็นผู้หญิงเก่งที่เรียนเก่งมาแต่เด็กและเรียนจบ ม.ปักกิ่ง มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของจีนที่ตอนนี้ระดับเทียบเท่า ม.อ็อกซ์ฟอร์ดนั่นแหละ - - )

    วันหนึ่ง หลังกลับมาจากทำงาน และปีนบันไดเปลี่ยนหลอดไฟในห้องน้ำ ก็ลื่นตกลงมาหัวน็อคพื้นสลบไป ฟื้นมาอีกครั้งเธอได้มาอยู่ในร่างของ หม่าเอ่อร์ไท่ รั่วซี เด็กผู้หญิงวัย 13 ปีคนหนึ่งซึ่งอยู่ในยุคคังซีฮ่องเต้

    ปีนั้นเป็นปีคังซีที่ 43 รั่วหลาน พี่สาวของรั่วซีเป็นภรรยารองขององค์ชายแปด เนื่องจากก่อนหน้าที่จางเสี่ยวเหวินจะย้อนอดีตได้ไม่กี่ปี ละครทีวีซีรีย์เรื่อง “ยงเจิ้งหวางฉาว” ของเอ้อร์เยว่เหอเพิ่งจะฉายจบไป จางเสี่ยวเหวินจึงมีความทรงจำด้านรายละเอียดของยุคสมัยนี้มากพอสมควร อย่างน้อยก็รู้ว่าช่วงนี้อยู่ในช่วงแย่งบัลลังก์กัน โดยที่แบ่งใหญ่ๆ เป็นสองฝ่าย คือฝ่ายสนับสนุนองค์รัชทายาท(องค์ชายรอง) ได้แก่ องค์ชายใหญ่ องค์ชายสี่ และองค์ชายสิบสาม กับฝ่ายสนับสนุนองค์ชายแปด ได้แก่ องค์ชายแปด, เก้า, สิบ, สิบสี่



    เนื่องจากรั่วซีรู้ดีว่าสุดท้ายแล้วศึกชิงบัลลังก์นี้ องค์ชายสี่จะเป็นผู้ชนะ ได้ขึ้นครองบัลลังก์เป็นที่รู้จักกันในนาม “ยงเจิ้ง” และยงเจิ้งก็จัดการกับเหล่าพี่น้องที่เป็นผู้แพ้แบบโหดมาก โดยเฉพาะองค์ชายแปดกับเก้านี้โดนถึงตาย เมื่อมองดูตัวเองที่ดันโผล่มาเป็นน้องเมียขององค์ชายแปด รั่วซีก็เก๊กซิมมากว่าอนาคตทั้งของตัวเองและของพี่สาวมืดมนเห็นๆ


    ในปีคังซีที่ 43 ซึ่งรั่วซีโผล่มานี้ องค์ชายแปดเพิ่งจะอายุแค่ 22-23 ปี องค์ชายสิบอายุ 16 ปี องค์ชายสิบสามกับสิบสี่อายุประมาณ 14 กับ 13 ปี และเนื่องจากรั่วซีอาศัยอยู่กับพี่สาวในวังขององค์ชายแปด เหล่าองค์ชายน้องๆ ที่เป็นสมัครพรรคพวกขององค์ชายแปดจะแวะมาหาองค์ชายแปดเพื่อปรึกษาเรื่องโน้นเรื่องนี้กันบ่อยๆ รั่วซีจึงมีโอกาสได้พบกับองค์ชาย 9, 10, 14 บ่อยๆ และสนิทกับองค์ชาย 10, 14 ที่สนิทกับองค์ชายสิบ เพราะองค์ชายสิบค่อนข้างซื่อ ตรงไปตรงมา คุยด้วยแล้วสบายใจ เล่นหัวด้วยได้ ส่วนองค์ชายสิบสี่นั้นอายุน่าจะเท่ากัน ก็เลยสนิทกัน


    ภรรยาหลวงขององค์ชายแปดทั้งสวยทั้งเก่งทั้งฉลาด แต่องค์ชายแปดไม่ได้รักนางเลย เขารักรั่วหลาน พี่สาวของรั่วซี แต่พี่สาวของรั่วซีไม่ได้รักองค์ชายแปด นางมีคนรักอยู่แล้วก่อนแต่งงาน แล้วถูกพรากจากคนรักมาแต่งกับองค์ชายแปด แล้วตอนที่รั่วหลานกำลังตั้งท้อง ก็รู้ข่าวว่าคนรักของตัวเองโดนพ่อของนางส่งไปอยู่แนวหน้าและตายในการรบไปแล้ว ก็ช็อกจนแท้งลูก แล้วหลังจากนั้นวันๆ ก็เอาแต่เข้าห้องสวดมนตร์ซะครึ่งวัน องค์ชายแปดเองก็เสียใจกับเรื่องนี้มาก จึงไม่กล้ามารบกวน จะแวะมาหาก็นานๆ ครั้ง จนคนในวังที่ไม่ได้รู้เบื้องลึกพากันพูดว่า รั่วหลานไม่ใช่เมียคนโปรด


    ในวันเกิดขององค์ชายสิบ เนื่องจากองค์ชายสิบยังไม่มีวังเป็นของตัวเอง จึงขอจัดในวังองค์ชายแปด ในส่วนที่พักของพี่สาวรั่วซี องค์ชายสิบชอบรั่วซี จึงจงใจขอมาแบบนี้ และงานเลี้ยงนี้เป็นงานเลี้ยงกันเองของพี่ๆ น้องๆ คนที่มาก็มีแต่พวกองค์ชายกับภรรยาหลวงภรรยาน้อย ในงานเลี้ยงนี้ องค์ชายสี่ ว่าที่ยงเจิ้งก็มาด้วย รั่วซีตื่นเต้นมากที่ได้เห็นว่าที่ยงเจิ้ง



    ในงานก็มีจัดแสดงงิ้ว พวกคนโบราณทั้งหลายนั่งดูเพลิน รั่วซีดูไม่รู้เรื่องว่างิ้วมันแสดงเรื่องอะไรนั่น แล้วบังเอิญเห็นองค์ชายสิบแวบหลบออกมาท่าทางมึนๆ จึงเดินเข้าไปหาบอกให้ตามมา จะให้ของขวัญวันเกิด พอไปถึงกลางสวนที่เงียบและลับตาคน รั่วซีก็กระแอม แล้วร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้ หลังร้องจบองค์ชายสิบยืนตะลึง ส่วนองค์ชาย 13, 14 ที่ยืนแอบดูอยู่และได้ยินก็ปรบมือชม สิบสี่แซวว่าคราวหลังวันเกิดเขา รั่วซีไปร้องให้ฟังบ้างสิ รั่วซีบอก ได้เลย

    องค์ชายสิบสามกับสิบสี่ลากองค์ชายสิบกลับเข้าไปในงาน ส่วนรั่วซีโดนหมิงเยว่ น้องภรรยาหลวงขององค์ชายแปดเข้ามาขวาง(หมิงเยว่น่าจะแก่กว่ารั่วซีหนึ่งปี มีศักดิ์เป็นเจ้าหญิง) พูดจาหาเรื่อง ล่วงเกินไปถึงรั่วหลาน ตั้งแต่หลงมายุคนี้ คนเดียวที่รั่วซีรักมากที่สุดคือรั่วหลานพี่สาว เมื่อหมิงเยว่ว่ามาถึงรั่วหลาน รั่วซีจึงโมโหมาก เข้าไปตบหน้าฉาด จากนั้นก็กลายเป็นการฟัดกันนัวเนียของสองสาวน้อย
    ฟัดกันจนตกน้ำไปทั้งคู่ รั่วซีว่ายน้ำเก่ง แต่ชุดที่ใส่เป็นอุปสรรคทำให้ว่ายไม่ได้ จึงกลั้นหายใจรอคนมาช่วย สุดท้ายสิบสามกับสิบสี่แยกย้ายกันลากสองสาวขึ้นมาบนฝั่ง รั่วซีแค่เหนื่อยเพราะกลั้นหายใจนาน ส่วนหมิงเยว่ร้องไห้หงิงๆ รั่วหลานรีบเอ็ดรั่วซีแล้วเข้าไปปลอบหมิงเยว่ หมิงเยว่ด่ารั่วหลานแล้วทำท่าจะร้องต่อ รั่วซีตวาดสั่งเสียงดังลั่นว่า “อย่าร้องนะ !” ทำเอาทุกคนตะลึงกันไปหมดรวมทั้งพวกองค์ชายทั้งหลาย

    วีรกรรมครั้งนี้ทำให้รั่วซีชื่อเสียงโด่งดังในชั่วข้ามคืน โดยได้รับการตั้งฉายาว่า “น้องสาวสิบสาม” (เนื่องจากองค์ชายสิบสามนิสัยปล่อยตัวตามสบาย ทำอะไรไม่ค่อยสนใจพิธีการ และบ้าระห่ำมากจนขึ้นชื่อ รั่วซีจึงโดนแซวว่าเป็นน้องสาวขององค์ชายสิบสาม)

    หลังเรื่องทะเลาะกับหมิงเยว่ในงานวันเกิดองค์ชายสิบ องค์ชายแปดส่งขันทีมาเรียกตัวรั่วซีไปพบ รั่วซีรู้ว่าโดนเรียกไปดุแหงๆ ตัวนางไม่ได้กลัว แต่กลัวว่าพี่สาวจะพลอยโดนว่าไปด้วย ตอนขันทีมาเรียก องค์ชายสิบกับสิบสี่ยืนอยู่ด้วยพอดี สองคนเห็นรั่วซีหน้าเสีย จึงไปเป็นเพื่อนรั่วซี สิบสี่บอก เขาจะช่วยพูดกับพี่แปดให้เอง



    เมื่อทั้งสามไปถึงห้องหนังสือ(ห้องทำงาน)ขององค์ชายแปด องค์ชายแปดก็ทักน้อง แล้วทำเหมือนไม่เห็นรั่วซี ปล่อยให้ยืนอยู่แบบนั้นสองชั่วโมง โชคดีที่รั่วซีเคยฝึกทหารมาก่อนแล้ว (คนจีนต้องผ่านการฝึกทหารทุกคนทั้งหญิงชาย เป็นเวลาประมาณสองเดือน ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่งเทอมสอง) ยืนสองชั่วโมงแค่นี้เรื่องเล็ก หลังสองชั่วโมงผ่านไป องค์ชายแปดก็วางพู่กัน ชวนน้องชายทั้งสองคนอยู่กินข้าวด้วยกัน แล้วให้ออกไปก่อน พอเหลือแต่รั่วซีก้บเขา องค์ชายแปดก็เดินมาหยุดยืนตรงหน้ารั่วซี สั่งให้เงยหน้าขึ้นมา รั่วซีก็เงยหน้าขึ้นแบบกลัวๆ + กดดันมาก องค์ชายแปดมองหน้ารั่วซีแล้วหัวเราะออกมาแบบขำมาก แซวว่าท่าทางแบบเมื่อคืนหายไปไหนหมดแล้วล่ะ จากนั้นเดินไปที่ประตู หันมามองรั่วซีที่ยังยืนงง ถามว่าจะยืนอยู่แบบนั้นอีกนานไหม รั่วซีจึงรีบวิ่งตามไปแบบงงๆ

    ในงานวันไหว้พระจันทร์ คังซีฮ่องเต้เสด็จมาด้วย รั่วซีได้เห็นคังซีเป็นครั้งแรก ในงาน คังซีได้สั่งยกหมิงเยว่เป็นภรรยาหลวงขององค์ชายสิบ องค์ชายสิบหน้าซีดทันทีเพราะเขารักรั่วซี แต่ไม่สามารถขัดราชโองการได้ รั่วซีดูเพื่อนรักโดยจับคลุมถุงชนแล้วหนาวเยือก นางไม่ได้รักองค์ชายสิบ แต่เพราะเกิดและโตมาในยุคปัจจุบันที่หญิงชายเท่าเทียม และชะตาชีวิตอยู่ในกำมือตัวเอง การต้องโดนคนอื่นมาบงการชีวิตแบบเลี่ยงหนีไม่ได้ แถมยังอาจต้องตกนรกทั้งเป็นไปจนชั่วชีวิตที่เหลือเพราะการนี้ จึงเป็นเรื่องที่คาดฝันไม่ถึงมาก่อน รั่วซีมองชะตากรรมขององค์ชายสิบแล้วกลัวมาก อยากจะหนีไปหลบที่ไหนสักแห่งที่ใครก็หาไม่เจอ จะได้หนีพ้นจากชะตากรรมนี้ แต่ก็เป็นไปไม่ได้

    รั่วซีซึมอยู่หลายวัน จนได้รั่วหลานปลอบ ถึงค่อยดีขึ้น วันหนึ่ง รั่วซียืนเหม่อดูใบไม้ร่วงอยู่ริมสระ องค์ชายแปดกับสิบสี่เดินมาหยุดยืนดูเป็นเพื่อน องค์ชายสิบสี่พูดปลอบใจรั่วซีเรื่ององค์ชายสิบ รั่วซีจึงบอกไปตามตรงว่านางรักองค์ชายสิบแบบเพื่อนสนิทเท่านั้น ไม่ได้รักแบบคนรัก ที่นางออกอาการผิดปกติแบบนี้ไม่ใช่เพราะเสียใจที่องค์ชายสิบแต่งงาน แต่เจ็บใจที่เขาถูกคนอื่นบังคับให้แต่งงาน เจ็บใจที่ชะตาชีวิตของเขาถูกกุมอยู่ในมือของคนอื่น สิบสี่ฟังแล้วตกใจมาก ส่วนองค์ชายแปดบีบคางรั่วซีขึ้นมามองหน้าแบบเอาเรื่อง สั่งเสียงเย็นว่าทีหลังห้ามพูดแบบนี้อีก ได้ยินไหม ? รั่วซีดื้อไม่ตอบ พอโดนบีบแรงขึ้นจนเจ็บ จึงตะโกนใส่หน้าไปว่าได้ยินแล้ว ! องค์ชายแปดจึงสะบัดหน้าจากไป ส่วนสิบสี่ พูดทิ้งท้ายว่า “คนอื่น” ที่รั่วซีพูดถึงน่ะ คือฮ่องเต้เชียวนะ แล้วเดินตามพี่ชายจากไป

    วันแต่งงานขององค์ชายสิบใกล้เข้ามา วันหนึ่ง สิบสี่มาหารั่วซี บอกว่าองค์ชายสิบทำใจไม่ได้ กำลังแย่ ให้รั่วซีช่วยไปพูดเกลี้ยกล่อมให้หน่อย รั่วซีก็ตกลง เมื่อไปถึงก็เจอองค์ชายสิบกินเหล้าเมาแอ๋ แต่พอเห็นรั่วซีมา ก็ทำท่าจ๋อย เขาถามรั่วซีว่าจะยอมเป็นเมียน้อยเขาไหม ? รั่วซีเซย์โนทันที บอก ไม่มีทาง องค์ชายสิบก็ทำหน้าซึม บอก เขารู้ว่าต่อให้ยกตำแหน่งเมียหลวงให้ รั่วซีก็ไม่เอาอยู่ดี เพราะรั่วซีไม่ได้รักเขา รั่วซีบอก รู้ก็ดีแล้วนี่ องค์ชายสิบระบายว่า ใครๆ ก็ว่าเขาโง่ เรียนไม่เก่ง สู้พี่น้องคนอื่นไม่ได้ ทั้งที่เขาพยายามแล้ว รั่วซีล่ะ คิดว่าเขาโง่หรือเปล่า ? รั่วซีบอก ใช่ เจ้าน่ะโง่ แต่เพราะเจ้าโง่แบบนี้ ข้าถึงได้ชอบเจ้า คุยกับเจ้าได้อย่างสบายใจ พูดกันได้ตรงๆ ไม่ต้องคิดมาก นี่แหละเป็นข้อดีของเจ้าที่คนอื่นไม่มี องค์ชายสิบฟังแล้วก็สบายใจขึ้น

    ในวันแรกที่หิมะตก รั่วซีไม่ได้เห็นหิมะมาหลายปี จึงใส่ชุดกันหนาวอย่างดีออกไปเดินเล่นกลางหิมะอย่างอารมณ์ดี เดินไปเรื่อยเปื่อยแบบไม่มีจุดหมาย เดินไปๆ อยู่ๆ องค์ชายแปดไม่รู้มาจากไหนเดินเร่งฝีเท้ามาเดินอยู่ข้างๆ รั่วซีก็มองหน้า แล้วเลิกสนใจ เดินต่อไปเงียบๆ ก็พอดีเท้าดันไปเหยียบหินที่หิมะกลบ ทำท่าจะล้ม องค์ชายแปดก็จับตัวไว้ แล้วจับมือไม่ยอมปล่อย จูงให้เดินตามไปที่ห้องหนังสือ จากนั้นให้นั่งอยู่เฉยๆ ส่วนตัวเขาก็ไปนั่งทำงาน รั่วซีก็นั่งมองโน่นมองนี่ในห้องจนเริ่มหิว จึงบอกว่าถ้านางยังไม่กลับไปอีก พี่สาวจะเป็นห่วง องค์ชายแปดจึงให้ขันทีพารั่วซีไปส่ง รั่วซีได้แต่มานั่งตีความว่านี่มันหมายความว่ายังไงกันก่อนจะเลิกสนใจ
    ในวันแต่งงานขององค์ชายสิบซึ่งจัดขึ้นในวังที่คังซีพระราชทานให้ รั่วซีกลัวองค์ชายสิบวางหน้าไม่ถูกตอนมาคารวะสุราให้นาง หลังเสร็จพิธีแต่งงาน ตอนเจ้าบ่าวเริ่มคารวะสุราให้แขก รั่วซีจึงขออนุญาตพี่สาวแวบหลบออกไปเดินเล่นข้างนอก ก็เจอองค์ชายสิบสามนั่งอยู่ในเงามืดเงียบๆ คนเดียว องค์ชายสิบสามบอก วันนี้ทั้งเจ้ากับข้าไม่สบายใจด้วยกันทั้งคู่ งั้นไปหาที่กินเหล้ากันดีกว่า พูดจบก็คว้าแขนลากรั่วซีให้เดินไปด้วยกันโดยไม่ฟังเสียงประท้วง แล้วพาอุ้มขึ้นหลังม้าขี่ไปในป่า ก่อกองไฟนั่งล้อมวงดื่มเหล้ากัน จนรั่วซีเมาพับหลับไป (รั่วซีคอแข็งมาก แต่สิบสามคอแข็งกว่า) มาตื่นอีกทีตอนฟ้าใกล้สางเมื่อสิบสามปลุก พาขึ้นขี่ม้ากลับไปส่งที่หน้าประตู แล้วจากไป รั่วซีหนาวจนแข็งไปทั้งตัว และคิดว่าองค์ชายสิบสามต้องชอบหมิงเยว่แหงๆ ถึงได้ล้างแค้นแทนหมิงเยว่ เอานางไปแช่แข็งอยู่บนม้า

    คืนวันรุ่งขึ้น กว่ารั่วซีจะตื่นก็ตอนกินข้าวเย็น องค์ชายแปดก็มากินด้วย รั่วหลานถามว่าเมื่อคืนสิบสามพาไปไหนมา รั่วซีนึกถึงว่าตัวเองเคยฝันหวานตอนอ่านนิยายกำลังภายในว่าได้นั่งม้าตัวเดียวกับจอมยุทธ์ แล้วมองตากันแบบหวานเจี๊ยบ ก็นึกขำว่าเมื่อคืน ฝันเป็นจริงแล้ว เพียงแต่นอกจากได้ขี่ม้าตัวเดียวกับจอมยุทธ์ นอกนั้นไม่ตรงกับที่ฝันเอาไว้เลย จึงหัวเราะก๊าก ก่อนจะรีบหุบปากเมื่อเจอสายตาเย็นชาสุดๆ ขององค์ชายแปดที่มองมา และบอกพี่สาวว่าองค์ชายสิบสามพาไปกินเหล้ามาทั้งคืน แค่นั้นแหละ รั่วหลานจึงถามว่าทำไมสิบสามต้องพารั่วซีไปกินเหล้าด้วย รั่วซีบอกว่า เขาคงเห็นใจนางมั้ง แล้วตัดสินใจไม่บอกความลับเรื่องที่สิบสามชอบหมิงเยว่

    ต่อมา องค์ชายรัชทายาท (องค์ชายรอง) ชวนทุกคนไปแสดงฝีมือขี่ม้าโชว์ รั่วซีขี่ม้าไม่เป็น เลยนั่งอยู่ในกระโจมดูเฉยๆ หมิงเยว่ก็มาด้วย และขี่ม้าโชว์ได้เจ๋งมาก หลังจากโชว์จบ หมิงเยว่ก็เข้ามาในกระโจม เจอรั่วซี ก็ท้าให้ขี่โชว์บ้าง องค์ชายสิบสามกับสิบสี่ก็อยู่ในกระโจมด้วย รั่วซีกลัวโดนสิบสามแก้แค้นเอาอีกหากนางหาเรื่องหมิงเยว่ จึงอดทนไม่กล้าสวนกลับใส่หมิงเยว่ สุดท้ายหมิงเยว่พูดท้าจนรั่วหลานทนไม่ไหว ออกแสดงฝีมือโชว์ให้ดูเองอย่างงดงามมาก จากนั้นองค์ชายสิบก็ตามเข้ามาในกระโจม รั่วซียังกระอักกระอ่วนอยู่ ไม่ค่อยอยากเจอหน้าองค์ชายสิบ จึงขอตัวออกมาเดินเล่น สิบสามตามออกมาพูดเยาะๆ ว่ารีบๆ ทำใจซะเหอะ เขาเป็นของคนอื่นไปแล้ว รั่วซีหันไปมองหน้า พูดว่า “เช่นกันๆ” สิบสามทำหน้างง นิ่งคิด ก่อนจะหัวเราะก๊าก บอกว่า อ้อ งี้นี่เอง ถึงว่าทำไมเมื่อกี้ตอนอยู่ในกระโจมถึงได้เรียบร้อยผิดปกติ เพราะเข้าใจผิดว่าเขาชอบหมิงเยว่นี่เอง รั่วซีก็มองหน้าแบบประหลาดใจ ก่อนจะบอกว่า นางก็ไม่ได้ชอบองค์ชายสิบเหมือนกัน พูดจบทั้งคู่ก็หัวเราะ บอกว่า หายกันแล้ว ! รั่วซีถามว่าแล้ววันก่อนสิบสามไม่สบายใจเรื่องอะไร ? สิบสามบอก วันนั้นเป็นวันตายของแม่เขา การที่มีการจัดงานแต่งงานในวันนั้นเลยเสียดแทงสายตาเขามาก อยากไปให้พ้น จากนั้นชวนรั่วซีไปดวดเหล้ากันต่อ รั่วซีก็ตกลง

    สิบสามพารั่วซีไปหอนางโลมแบบขายฝีมือไม่ขายตัวที่เขาสนิทกับนางโลมอายุน้อยแต่ฝีมือดีมากคนหนึ่งในนั้น แล้วเรียกคนใช้มาตั้งโต๊ะกินเหล้าไปคุยไปกับรั่วซี ยิ่งคุยยิ่งถูกคอกันมากจนนึกแค้นใจว่าทำไมไม่ได้เจอกันคุยกันให้เร็วกว่านี้ และตกลงคบหาเป็นเพื่อนรู้ใจกัน

    สิบสามพารั่วซีกลับมาส่งหนนี้ ก็เข้าไปคุยอธิบายกับองค์ชายแปด ส่วนรั่วซีโดนพี่สาวมองด้วยสายตาเย็นชา แต่รั่วซีก็ไม่แก้ตัว เพราะถือว่าไม่ได้ทำเรื่องอะไรที่ไม่อาจพบหน้าผู้คน

    รุ่งขึ้น องค์ชายแปดสั่งคนใช้มาเรียกให้รั่วซีไปพบ ถามว่าเมื่อวานไปไหนมากับสิบสาม รั่วซีย้อนถามว่าสิบสามไม่ได้บอกเขาหรือ ? องค์ชายแปดเน้นเสียงหนักว่าตอนนี้เขาถามรั่วซี รั่วซีชักไม่สบายใจ แต่เห็นว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรที่มันน่าละอายใจ จึงจ้องตาตอบไปตามตรงว่าสิบสามพาไปกินเหล้า องค์ชายแปดก็จ้องตานิ่งไม่พูดอะไร จนรั่วซีชักตะครั่วตะครอ จึงทำเป็นมองหาเก้าอี้นั่งหลบสายตา แต่เพิ่งจะนั่งลงได้ องค์ชายแปดก็เรียกให้เดินเข้าไปหา จึงต้องเดินเข้าไปหาแล้วหยุดยืนนอกระยะยื่นมือถึงแบบไม่เต็มใจ เพราะเวลาองค์ชายแปดมายืนใกล้ๆ รั่วซีจะรู้สึกกดดันมาก

    องค์ชายแปดถอนหายใจ พูดว่าเขาน่ากลัวมากเลยหรือ ? แล้วเดินเข้ามาใกล้ คว้ามือรั่วซีขึ้นมา ใส่กำไลวงหนึ่งให้ แล้วบอกให้ไปได้ รั่วซีก็จากไปแบบงงๆ



    ในวันตรุษจีน มีจัดงานเหมือนเดิม ในงาน องค์ชายสิบเห็นรั่วซีปุ๊บ ก็เดินตรงดิ่งเข้ามาหาทันทีด้วยสายตาร้อนแรง ส่วนหมิงเยว่ พระชายาสิบก็มองตรงมาเขม็งเช่นกันด้วยสายตาเย็นชาสุดๆ หลังจากทนสายตาหนึ่งร้อนหนึ่งหนาวอยู่พักใหญ่ รั่วซีก็สุดทน จ้องตาองค์ชายสิบกลับด้วยสายตาเพชฌฆาต องค์ชายสิบสะดุ้ง แล้วเบือนสายตาหลบไปทางอื่น หมิงเยว่เห็นสามีเลิกจ้องรั่วซีแล้ว จึงพลอยเลิกจ้องไปด้วย รั่วซีเพิ่งนึกโล่งอกได้แป๊บเดียว ก็รู้สึกว่ามีคนจ้องอีกแล้ว เลยเดือดจัด นึกในใจว่าให้มันรู้จักพอซะบ้างนะอ้ายสิบ ! เงยหน้าขึ้นจ้องกลับไปทางทิศที่รู้สึกว่ามีคนจ้องมาด้วยสายตาอยากฆ่าคน ปรากฏว่าคนที่จ้องมาดันเป็น...สิบสามที่มองมาด้วยสายตาเป็นมิตร



    สิบสามที่ยิ้มมองมาด้วยสายตาเป็นมิตรยิ้มค้างทันทีที่เจอสายตาอยากฆ่าคนของรั่วซีมองตอบกลับไป รั่วซีรีบเปลี่ยนจากสายตาฆ่าคนเป็นยิ้มตอบทันควันจนกล้ามเนื้อหน้าแทบกระตุก แล้วทำสีหน้าจนปัญญา สิบสามก็ยิ้มตอบ แล้วยกจอกเหล้าคารวะ รั่วซีก็ยกจอกเหล้าคารวะตอบ จากนั้นพอทำท่าจะก้มหน้าเหม่อต่อไป ก็เห็นว่าองค์ชายแปดมองมายิ้มๆ รั่วซีทำตัวไม่ถูกว่าควรรับมือยังไง จึงรีบรินเหล้าให้ตัวเองแล้วยกจอกเหล้าคารวะให้เหมือนสิบสาม องค์ชายแปดก็ยกจอกเหล้าคารวะตอบด้วยสีหน้าเหมือนหัวเราะ

    รั่วซีวางจอกเหล้าลง นึกในใจว่าคราวนี้คงพักได้สักทีแล้วสินะ แต่ดันกวาดตามองไปเห็นสิบสี่มองมาด้วยสายตาครุ่นคิด นางขี้เกียจเดาความคิดของสิบสี่ว่าคิดอะไรอยู่ เลยยิ้มร่าแล้วทำหน้าแลบลิ้นหลอกใส่ สิบสี่ก็ส่ายหน้าให้แล้วอมยิ้ม รั่วซีก็หัวเราะตอบ กวาดตามองต่อ ก็ไปเจอองค์ชายสี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ องค์ชายสี่มองมาเหมือนจะเห็นหมดแล้วว่าเมื่อกี้นางทำอะไรไปบ้าง เนื่องจากยงเจิ้งนั้นขึ้นชื่อมากว่าโหดเหี้ยมไร้ปรานี ดังนั้นองค์ชายสี่คนนี้ ห้ามไปทำไม่พอใจเด็ดขาด ไม่งั้นตัวเองถูกเก็บด้วยสาเหตุอะไร ตายไปแล้วยังไม่มีปัญญาบอกยมบาลได้เลย รั่วซีจึงรีบยิ้มหวานประจบ แล้วก้มหน้าลงนั่งเหม่อตามเดิม


    ขอบคุณ คุณseriaจากเว็ปbuildboard.comที่จากแปลจีนเป็นไทยค่ะ


    ลิขสิทธิ์บน YouTube Credit By : https://www.youtube.com/watch?v=PMuZ_7pYs0Y
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สาวชัยภูมิ ลูกพ่อขุน; 06-12-2011 at 10:03.

  2. #2
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ แจ่มใสยิ้มสวย
    วันที่สมัคร
    Mar 2009
    ที่อยู่
    USA
    กระทู้
    1,014
    บล็อก
    18
    รู้ไหมบีเวลาพี่อ่านนิยายแปลจีนเนี่ยยากที่สุดก็ตรงอ่านชื่อเช่นหมิงเยว่. เนี่ยจะอ่านออกเสียงไงน้อ กำลังอ่านได้อรรถรสเดี๋ยวมาอ่านต่อ ขอบคุณมากนะค่ะ. คนเก่ง

  3. #3
    อ่านว่าหมิงเยียค่ะพี่แจ่มใส คล้ายๆกับต้องออกเสียงควบกล้ำบีฟังออกย่างนี้ยิ่งซับเกาหลีเปลี่ยนชื่อซะใหม่ บีก็เลยหาผู้รู้อธิบาย ยากจริงๆภาษาจีน ขอบคุณที่ติดตามและให้กำลังใจเสมอมาค่ัะ

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •