กำลังแสดงผล 1 ถึง 6 จากทั้งหมด 6

หัวข้อ: สะท้านขวัญทุกย่างก้าว ตอนที่ 2 นางกำนัลของคังซี

  1. #1

    ดวงดาว The Star สะท้านขวัญทุกย่างก้าว ตอนที่ 2 นางกำนัลของคังซี


    ผ่านเทศกาลตรุษจีนก็เป็นเทศกาลโคมไฟ รั่วซีออกมาเดินเที่ยวแต่หัววัน ก็เจอสิบสามที่มาดักเจอโผล่มาทัก ลากไปกินเหล้าด้วยกัน คราวนี้สิบสามพา หญิงนางโลมอายุพอๆ กันที่ขายฝีมือไม่ขายตัว และฝีมือดีมากที่เขาช่วยดูแลอยู่มาด้วย ชวนกันไปกินเหล้าชมโคมไฟในภัตตาคาร ก็เจอองค์ชายเก้ากับสิบสี่และพวกเพื่อนๆ มาเที่ยวด้วยพอดี สิบสี่เห็นรั่วซีกับสิบสามอยู่กับหญิงนางโลมก็ไม่พอใจมาก ตอนจะแยกกัน จึงบอกว่าเขาจะไปส่งรั่วซีให้เอง

    เมื่อมาถึงวังองค์ชายแปด สิบสี่ก็พารั่วซีไปฟ้องพี่ชายว่าวันนี้เจอรั่วซีกับสิบสามและหญิงนางโลม รั่วซีไปสนิทกับสิบสามขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วยังไปสนิทกับหญิงนางโลมอีก รั่วซีก็พูดแบบเอาเรื่องว่า อยู่กับสิบสามแล้วไง อยู่กับหญิงนางโลมแล้วไง ? จากนั้นร่ายชื่อหญิงนางโลมที่สร้างวีรกรรมน่านับถือในประวัติศาสตร์ออกมาตอกใส่หน้าสิบสี่ บอกว่าหญิงนางโลมไม่ดีตรงไหน สิบสี่เถียงกลับไม่ทันเลยได้แต่ถลึงตาใส่ รั่วซีก็ถลึงตาตอบ องค์ชายแปดเห็นเด็กทะเลาะกันแล้วขำ จึงบอกให้สิบสี่กลับไปก่อน เขาจะคุยกับรั่วซีเอง สิบสี่ก็กลับไป

    หลังจากสิบสี่กลับไปแล้ว องค์ชายแปดก็ถามรั่วซีว่า กลัวการคัดเลือกนางกำนัลหรือเปล่า ? รั่วซีก้มหน้านิ่งโดยไม่ตอบ

    เพราะที่รั่วซีมาอยู่กับพี่สาวนี้ ก็เพื่อเตรียมตัวเข้าไปให้ในวังเลือกเป็นนางกำนัลในตอนที่รั่วซีอายุครบ 14 ปี และตอนนี้ก็อายุครบ 14 ปีแล้ว หากถูกเลือกเป็นนางกำนัลในวังหลวง ก็คือต้องทำงานในนั้นจนกว่าจะถึงเวลาเกษียณอายุ รู้สึกจะ 21 ปี และในระหว่างนั้น มีโอกาสที่จะโดนฮ่องเต้สั่งยกให้แต่งงานกับใครก็ตามที่เหมาะสมสูงมาก หรือเลวร้ายที่สุดคือกลายเป็นสนมคนหนึ่งของฮ่องเต้ รั่วซีจึงกลัวมาก

    องค์ชายแปดเปลี่ยนเรื่อง เล่าให้รั่วซีฟังว่าเขาเจอพี่สาวของรั่วซียังไง และหลงรักรั่วหลานตั้งแต่แรกพบ จากนั้นก็ดีใจมากตอนที่เสด็จพ่อยกรั่วหลานให้แต่งงานกับเขา เขาตระเวนทั้งเมืองหลวงหาซื้อกำไลวงนี้เพื่อมอบให้คนที่เขารัก แต่ในวันแต่ง ตอนเลิกผ้าคลุมหน้า เขากลับพบว่ารั่วหลานต่างจากหญิงที่เขารักโดยสิ้นเชิง เขาจึงส่งคนไปสืบเรื่องนี้ แต่กลายเป็นว่าคนที่ส่งไปสืบดันไปทำให้พ่อของรั่วหลานกับรั่วซีรู้ตัว จึงส่งคนรักของรั่วหลานไปเป็นทหารแนวหน้า สุดท้ายก็ตาย

    รั่วซีฟังแล้วทำท่าจะถอดกำไลที่ควรจะเป็นของพี่สาวออกคืนให้ องค์ชายแปดคว้ามือไว้ บอกอย่าถอด กำไลนี้เขามอบให้แก่คนที่เขารัก ขอให้รั่วซีรับปากว่าจะไม่ถอดมันออกตลอดไป รั่วซีโดนองค์ชายแปดมองหน้าแบบขอร้อง ก็ใจอ่อน (กับกลัว ?) จึงพยักหน้า องค์ชายแปดค่อยยิ้มออกมา บอกว่าไม่ต้องกลัวเรื่องคัดเลือกนางกำนัล เขาจะไปบอกเสด็จพ่อให้ยกรั่วซีให้เขาเอง

    รั่วซีฟังแล้วร้อง “หา ! ไม่เอานะ !” นางไม่อยากแต่งกับองค์ชายแปด เพราะอนาคตอายุสั้นเห็นๆ (องค์ชายแปดจะถูกยงเจิ้งสั่งขังและเคี่ยวกรำจนตายในที่คุมขังในปียงเจิ้งที่สี่) องค์ชายแปดฟังแล้วเข้าใจผิด หน้าเครียดทันที ถามว่าหรือนางอยากจะเป็นสนมของเสด็จพ่อเขา รั่วซีก็ส่ายหน้า ไม่เอามันทั้งสองอย่างนั่นแหละ แล้วนึกกลัวมากจนร้องไห้ องค์ชายแปดเลยถอนใจ บอกตามใจ เอาไว้เขาจะหาทางออกให้เองก็แล้วกัน

    เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว รั่วซีอายุ 17 ปี เข้ามาทำงานเป็นนางกำนัลในวังหลวงได้ 3 ปีแล้ว โดยทำตำแหน่งนางกำนัลผู้นำน้ำชาและอาหารว่างเข้าไปถวายในตอนที่ฮ่องเต้ออกว่าราชการ
    ตอนเข้าพิธีเลือกนางกำนัล ความจริงมีพระสนมที่มีศักดิ์สูง 2 รายระบุพร้อมกันว่าต้องการรั่วซีไปรับใช้ในตำหนักของตัวเอง คือพระสนมที่เป็นพระมารดาขององค์ชายใหญ่ กับพระสนมที่เป็นพระมารดาขององค์ชายสี่กับสิบสี่ รั่วซีมารู้จากสิบสี่ตอนเรื่องผ่านมาได้สามปีแล้วว่า ที่ท่านแม่เขาจงใจระบุชื่อรั่วซีไปเป็นนางกำนัลที่ตำหนักตัวเองนั้น เป็นเพราะเขากับพี่สี่ไปขอร้องท่านแม่ด้วยกันทั้งคู่ ท่านแม่เห็นเขาสองพี่น้องเพิ่งจะมีความคิดตรงกันเป็นครั้งแรก จึงรับปากทันที และที่เขาไปขอร้องท่านแม่ ก็เพราะพี่แปดมาขอร้องเขาอีกที ส่วนที่พี่สี่ไปขอร้องท่านแม่ เพราะพี่สิบสามไปขอร้องพี่สี่ แล้วที่พระมารดาขององค์ชายใหญ่ก็เลือกรั่วซีด้วย เพราะพี่ชายของภรรยาหลวงของพี่แปดเป็นเพื่อนร่วมเรียนขององค์ชายใหญ่ เขาเลยไปขอให้องค์ชายใหญ่ช่วยบอกให้พระมารดาเลือกรั่วซี และเพราะพระสนมสูงศักดิ์สองคนเลือกรั่วซีพร้อมกัน เพื่อเลี่ยงการล่วงเกินฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หัวหน้าขันทีจึงกำหนดให้รั่วซีเป็นนางกำนัลเสิร์ฟชาให้ฮ่องเต้ซะเลย

    สิบสี่บอกตอนแรกที่รู้ว่ารั่วซีต้องไปเป็นนางกำนัลเสิร์ฟชาให้ฮ่องเต้ พี่แปดทั้งโมโหและร้อนใจมาก แต่พอต่อมาเห็นว่าเสด็จพ่อไม่ได้คิดอะไรในแง่นั้นกับรั่วซีจริงๆ ถึงค่อยวางใจลงได้

    เมื่อรั่วซีรู้ความจริงเรื่องนี้ ก็ไปขอบคุณสิบสาม สิบสามก็หัวเราะ บอกว่า ก็ตอนนั้นเขาถามรั่วซีว่า ถ้าถูกเลือกให้กลายเป็นพระสนมของเสด็จพ่อเขาล่ะ รั่วซีจะว่ายังไง รั่วซีตอบว่า แบบนั้นยอมตายซะดีกว่า เขาเลยต้องหาทางช่วยให้ได้น่ะสิ รั่วซีฟังแล้วตื้นตันใจมาก เพราะตอนที่รั่วซีเพิ่งเข้าวัง สิบสามก็อายุแค่ 14-15 ปีเท่านั้น เพื่อช่วยเพื่อน เขาถึงกับยอมไปขอร้องพี่ชายคนเดียวที่เขาพึ่งพาได้ให้ช่วย เรียกว่าเป็นเพื่อนแท้ที่คู่ควรแก่คำว่า “เพื่อนแท้” จริงๆ
    รั่วซีเป็นคนโปรดของคังซี เพราะตั้งใจทำงานอย่างจริงจัง มีความคิดสร้างสรรค์ และไม่พาตัวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการแย่งบัลลังก์ของพวกองค์ชาย ทั้งไม่ให้ร้ายฝ่ายไหนและลำเอียงเข้าข้างฝ่ายไหน เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีเพื่อนสนิทของรั่วซีอยู่กันทั้งนั้น คือฝ่ายองค์ชายรัชทายาทก็มีสิบสามที่รั่วซีสนิทด้วยมากที่สุดอยู่(องค์ชายสี่ยืนอยู่ฝ่ายรัชทายาท สิบสามสนับสนุนองค์ชายสี่สุดตัว จึงอยู่ข้างรัชทายาทด้วย) ฝ่ายองค์ชายแปดก็มีทั้งองค์ชายแปด สิบ และสิบสี่อยู่ และระหว่างที่รั่วซีมาเป็นนางกำนัลนี้ ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นก็เพราะพวกองค์ชายทั้งหลายที่สนิทกันคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะองค์ชายแปดด้วยแล้ว ยังส่งกลอนมาถามใจรั่วซีอยู่ทุกปี ปีละหนในวันเดียวกัน แต่รั่วซีไม่ตอบกลับไปเลย ความจริงไม่ใช่เพราะว่าไม่มีใจให้ แต่เมื่อนึกถึงว่าองค์ชายแปดจะต้องตายในคุก(ความจริงไม่ใช่คุก แต่ไม่ต่างจากคุกเท่าไหร่นัก)ในปียงเจิ้งที่ 4 แล้ว สัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดก็ทำการป้องกันตัวเองโดยไม่ยอมใจอ่อน

    เนื่องจากรู้ประวัติศาสตร์อยู่แล้วว่าสุดท้ายคนที่จะชนะในศึกชิงบัลลังก์ครั้งนี้คือ องค์ชายสี่และสิบสาม (ตอนแรกที่สิบสามชวนออกไปดวลเหล้ารอบสอง รั่วซีรับปากเพราะจงใจพาตัวเข้าไปสนิทด้วยเพื่อความอยู่รอดของตัวเองในอนาคต แต่หลังจากได้คุยกันแล้วก็ถูกคอกับสิบสามจริงๆ จึงกลายเป็นเพื่อนสนิทกันจริงๆ) รั่วซีจึงพยายามเอาใจองค์ชายสี่แบบไร้เค้าเงื่อน เพื่อความปลอดภัยของชีวิตตัวเองที่เป็นน้องเมียขององค์ชายแปดซึ่งจะเป็นฝ่ายแพ้ นั่นคือ ในปีที่สามที่ทำงานเป็นนางกำนัลเสิร์ฟชา รั่วซีได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้านางกำนัลฝ่ายเสิร์ฟชา จึงทำการปฏิรูปการเสิร์ฟชาที่เดิมเสิร์ฟเหมือนกันหมดทั้งขนมและน้ำชาตามแบบที่คังซีชอบ เปลี่ยนเป็น ไปสืบว่าองค์ชายทุกคนชอบน้ำชาอะไร จากนั้นไปหามาจนครบ เวลาเสิร์ฟก็เสิร์ฟตามที่แต่ละคนชอบ แล้วองค์ชายสี่จะได้บริการพิเศษ

    อาจเป็นเพราะความตั้งใจที่จะประจบมันปิดไม่มิดพอ โดยเฉพาะในสายตาของคนที่จับตาสังเกตรั่วซีอยู่ตลอด คือ องค์ชายแปด สิบสาม และสิบสี่ กับในสายตาของเจ้าตัวองค์ชายสี่เองที่เป็นเป้าการประจบ สี่คนนี้สังเกตเห็นเรื่องนี้ และต่างเข้าใจผิดว่ารั่วซีแอบชอบองค์ชายสี่

    ยิ่งกว่านั้น ในปีที่สามที่รั่วซีเข้ามาทำงานในวังหลวง ได้เกิดเรื่องที่เป็นความผิดขององค์ชายรัชทายาท คังซีจึงเรียกพวกองค์ชายที่โตแล้วทุกคนมาร่วมประชุมถามความเห็น ตอนที่องค์ชายสิบกำลังพูดแสดงความเห็นตำหนิองค์ชายรัชทายาท และเลยมาถึงองค์ชายสี่ รั่วซีตกใจมาก กลัวว่าคำพูดของเจ้าเพื่อนซี้คนนี้จะไปทำให้องค์ชายสี่ผูกใจเจ็บอาฆาตในวันหน้า จึงจงใจแกล้งทำน้ำชาหกใส่ขัดจังหวะการพูด แต่กลายเป็นถูกมองว่ารั่วซีจงใจช่วยองค์ชายสี่ไม่ให้ต้องโดนคังซีตำหนิไปเสียนี่ ส่วนน้ำชาที่ทำหก เนื่องจากทำหกใส่องค์ชายสิบเพื่อนซี้กันเอง เพื่อนเลยไม่กล้าด่าไม่กล้าว่าอะไร

    (ยงเจิ้งก่อนขึ้นครองราชย์ จะเก็บความคิดความทะเยอทะยานของตัวเองไว้มิดชิดมากจนคังซีไม่รู้เลย แถมยังเป็นคนจดจำความแค้นและอาฆาตมากด้วย เมื่อได้ขึ้นครองราชย์แล้ว ใครที่เคยล่วงเกินอะไรเขาไว้สมัยเขายังเป็นองค์ชายสี่ โดนจัดการอย่างโหดหมดทุกคน รั่วซีจึงกลัวว่าการพลั้งปากพูดในครั้งนี้ขององค์ชายสิบ จะนำพาภัยมาสู่ตัวหนักหนากว่าที่ควรจะเป็นในอนาคต)
    สิบสี่รู้ว่าพี่แปดที่เขารักและเคารพรักรั่วซี จึงเคืองมากที่เห็นรั่วซีปกป้องและลำเอียงเอาใจองค์ชายสี่เรื่องเสิร์ฟชา เขาโวยใส่รั่วซีว่าไม่รู้หรือไงว่าพี่แปดทุ่มเทเพื่อรั่วซีมากแค่ไหน ในใจของรั่วซีมีพี่แปดอยู่บ้างไหม รั่วซีตอบว่าไม่รู้ แต่บอกได้เลยว่านางไม่ได้จงใจทำน้ำชาหก ไม่ได้คิดจะช่วยองค์ชายสี่ ในใจของนางไม่ได้มีองค์ชายสี่อยู่

    ความจริงคือถึงจะพยายามแอบประจบแบบลับๆ แต่รั่วซีกลัวองค์ชายสี่มาก เพราะองค์ชายสี่มีหน้าเย็นชาหนึ่ง อีกหนึ่งคือรู้ดีอยู่แก่ใจว่าองค์ชายสี่เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นจนขึ้นชื่อ ถึงแม้ยงเจิ้งจะเป็นฮ่องเต้ที่ดีมากสำหรับประชาชน แต่ก็โด่งดังมากในเรื่องเป็นฮ่องเต้ที่โหดสุดๆ ไม่มีการยั้งมือไว้ไมตรีกับพี่น้องน้องแย่งบัลลังก์ด้วยกันมาและกับขุนนางโกงกิน ตอนอ่านและเรื่องของยงเจิ้งในฐานะคนนอกวงที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับใครในเรื่องนั้น รั่วซีหรือจางเสี่ยวเหวินชื่นชมยงเจิ้งมาก แต่เมื่อตัวเองต้องมาอยู่ในยุคนี้ที่มีโอกาสตายเพราะคำสั่งของยงเจิ้งได้ง่ายนิดเดียว มันเป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง ดังนั้นการพยายามอยู่ห่างๆ แต่อย่าให้เจ้าตัวรู้สึกอคติ มองในแง่ลบ จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยต่อชีวิตของตัวเองมากที่สุด

    เนื่องจากสิบสามสนิทกับองค์ชายสี่มากที่สุดถึงขนาดแทบจะไปไหนมาไหนด้วยกัน เวลาเจอก็มักจะเห็นโผล่มาด้วยกัน รั่วซีจึงหาโอกาสลากตัวสิบสามมาถามข้อมูลขององค์ชายสี่ แต่เมื่อถามแล้วสิบสามโวยว่าใครจะไปรู้ละเอียดขนาดนั้น เขารู้แค่ไม่กี่อย่างเอง รั่วซีก็บังคับบีบคอสั่งให้สิบสามไปสืบมาซะ
    ผลคือ...วันหนึ่ง รั่วซีบังเอิญเจอองค์ชายสี่ตามลำพัง ตอนที่ถวายบังคมแล้วขอตัวเพื่อรีบย่องหนี องค์ชายสี่ดันไม่อนุญาตให้หนี แล้วพูดว่า วันหลังมีคำถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของเขา ก็ให้มาถามเขาตรงๆ ได้ ไม่ต้องไปวานคนอื่นมาถาม รั่วซีฟังแล้วหน้าซีด นึกด่าสิบสามในใจว่าไปสืบอีท่าไหนเจ้าตัวเขาถึงรู้ตัวแบบนี้ แล้วนึกในใจว่านี่นางต้องก้มลงกราบขอโทษองค์ชายสี่ บอกข้าน้อยผิดไปแล้ว หรือฉวยโอกาสที่เจ้าตัวเปิดโอกาส ถามให้หมดเปลือกเลยดี ?

    สุดท้ายรั่วซีก็เลือกทำอย่างหลัง ถามอย่างกับถามข้อมูลของดารา ชอบสีอะไร ไม่ชอบสีอะไร ชอบอากาศแบบไหน เกลียดอากาศแบบไหน ชอบดอกไม้อะไร ชอบสัตว์เลี้ยงอะไร เกลียดสัตว์อะไร ฯลฯ นึกอะไรได้ก็ถามออกไปหมด จนนึกไม่ออกแล้วก็บอกแบบตัวแข็งทื่อว่า ไม่มีอะไรจะถามแล้ว ขอบคุณมากเพคะ จากนั้นรีบวิ่งหนีไปโดยด่วน

    หลังจากนั้น พอเจอสิบสาม รั่วซีก็ตรงเข้าไปจ้องหน้าแบบเอาเรื่อง สิบสามเห็นเข้าก็หน้าเจื่อน เสหลบสายตา แต่เพราะองค์ชายสี่ก็อยู่ข้างๆ สิบสามด้วย รั่วซีเลยไม่กล้าเอาเรื่องเพื่อน

    ต่อมา คังซีจะออกประพาสมองโกล(ตอนนั้นมองโกลอยู่ในเขตปกครองของแมนจู) ซึ่งทำเป็นประจำทุกปี รั่วซีก็ได้ตามไปรับใช้ด้วย ทำให้หลั่นล้ามากว่าได้ไปเที่ยว

    ตั้งแต่ได้เลื่อนขึ้นมาเป็นหัวหน้านางกำนัลฝ่ายเสิร์ฟชา รั่วซีก็ได้ย้ายมาอยู่เรือนส่วนตัวที่กว้างขวางสบายมาก มีเพื่อนร่วมเรือนเป็นนางกำนัลเสิร์ฟชาฐานะต่ำกว่า ชื่อ อวี้ถาน นิสัยดีมาก รั่วซีรักเหมือนน้องสาว ก่อนออกเดินทาง ระหว่างที่กำลังเก็บเสื้อผ้าอยู่ มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น รั่วซีก็บอกให้เข้ามาได้ พอหันไปดูว่าใครมา ก็ช็อคค้างอยู่ตรงนั้น เพราะคนที่มาคือองค์ชายแปด

    องค์ชายแปดยิ้มทักว่าเขาเพิ่งเคยมาดูที่พักของรั่วซีเป็นครั้งแรกเลยนะนี่ (องค์ชายแปดจะบุคลิกนุ่มนวล ยิ้มบางๆ อยู่ตลอด ชื่อเสียงในหมู่ขุนนางและประชาชนจึงดีมากๆ) รั่วซีบอก ถ้ามาเมื่อครึ่งปีก่อน ก็ไม่ได้อยู่สบายมากเท่านี้หรอก องค์ชายแปดบอก เขาเองก้นึกไม่ถึงเหมือนกันว่ารั่วซีจะทำงานเก่งก้าวหน้าเร็วขนาดนี้ จากนั้นบอกว่าไปมองโกลครั้งนี้เขาไม่ได้ตามไปด้วย ให้รั่วซีระวังรักษาตัวให้ดีๆ กับเตือนโน่นนี่อีก 2-3 อย่าง ก็ขอตัวกลับไป

    ออกประพาสหนนี้ คังซีพาองค์ชายรัชทายาท องค์ชายสี่ และสิบสามไปด้วย ช่วงกลางคืนก็มีงานรื่นเริงกัน ท่านอ๋องมองโกลถวายม้ามังกรเหงื่อโลหิตให้คังซีสองตัว แล้วมีการจัดงานเลี้ยงล้อมรอบกองไฟ (มองโกลเป็นเขตทุ่งหญ้า) ท่านอ๋องให้ลูกสาวคนเล็ก อายุประมาณ 13-14 ปีออกมาเต้นรำเสิร์ฟเหล้าให้พวกองค์ชาย ตอนเสิร์ฟเหล้าให้องค์ชายสี่ รั่วซีมองแบบอยากเห็นมากว่าคนที่หน้าเย็นชาตลอด เวลามีสาวมาเต้นยั่วเสิร์ฟเหล้าให้ตรงหน้า จะทำหน้ายังไง ปรากฏว่าองค์ชายสี่ไม่ทำหน้ายังไง เย็นชายังไงก็เย็นชาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย รั่วซีเลยยิ้มแล้วส่ายหน้า นึกในใจว่ายอมแพ้เลยจริงๆ องค์ชายสี่หันมาเห็นรั่วซีพอดี ก็ทำหน้าเฉย แต่ตายิ้มๆ

    ตอนองค์หญิงมองโกลเสิร์ฟเหล้าให้สิบสาม สิบสามลุกขึ้นร้องเพลงตอบ เนื่องจากสิบสามทั้งหล่อทั้งเท่และเสียงร้องเพลงก็เพราะองค์หญิงมองโกลจึงตกตะลึง และหลงรักสิบสามในทันที
    วันถัดมา รั่วซีแสดงฝีมือของตัวเอง ทำน้ำแข็งใสถวายให้คังซีและพวกองค์ชาย โดยแต่ละคนเสิร์ฟด้วยถ้วย จานรอง และน้ำผลไม้แตกต่างกันไปตามที่แต่ละคนชอบ องค์ชายสี่ได้ถ้วยเป็นรูปดอกมู่หลาน จานรองเป็นรูปใบมู่หลาน กับได้เสิร์ฟน้ำองุ่น ผลไม้ที่เขาชอบ พอเห็นถ้วยกับน้ำองุ่น องค์ชายสี่ก็วางหน้าเฉย แต่ยิ้มด้วยสายตา ส่วนสิบสามได้ถ้วยดอกเหมยบนจานรูปเกล็ดหิมะ คังซีเห็นแล้วถูกใจมาก ถูกใจทั้งถ้วย จานรอง และน้ำแข็งใส

    ถ้วยและจานรองพวกนี้ รั่วซีวาดออกแบบเอง แล้วขอให้ช่างทำภาชนะดินเผาของทางวังหลวงช่วยทำให้ คังซีปูนบำเหน็จรางวัลให้รั่วซีเพราะถูกใจน้ำแข็งใสนี้ รั่วซีจึงบอกว่า ผลงานครั้งนี้เป็นของทุกคน ไม่ใช่ของนางคนเดียว นางจึงขอแบ่งรางวัลครั้งนี้ให้ทุกคน ด้วยการขอให้พวกนางมีโอกาสได้ขี่ม้าเป็น คังซีก็อนุญาตให้พวกนางกำนัลและขันทีในกลุ่มเสิร์ฟชาทั้งหมดหัดขี่ม้าจนเป็นได้

    หลังจากกินเสร็จและปลีกตัวมาคุยกัน สิบสามก็ถามรั่วซีว่า ทำไมพี่สี่ได้ถ้วยดอกมู่หลานที่พี่เขาชอบ แต่เขาได้ถ้วยดอกเหมยล่ะ ? รั่วซีบอกไม่ได้ว่าเป็นเพราะต่อไปสิบสามจะโดนมรสุมการชิงบัลลังก์จนต้องถูกคุมขังสิบปีเต็ม แต่หลังจากได้รับการปล่อยตัวออกมา ก็จะมีชีวิตอย่างสมบูรณ์พูนสุขเต็มไปด้วยลาภยศสรรเสริญไปจนตาย เหมือนดอกเหมยที่จะส่งกลิ่นหอมโชยมาหลังความหนาวเหน็บของหิมะน่ะสิ แต่ปากตอบไปว่าแล้วไม่ชอบหรือไง ? ยังไงคำถามของสิบสามก็ทำให้รั่วซีนึกถึงบัญชีเก่าที่ยังไม่ได้สะสางกับเพื่อนขึ้นมาทันที จึงจ้องหน้าสิบสามแบบเอาเรื่อง แค่นเสียงว่า ทีตอนนี้ละดันรู้นะว่าองค์ชายสี่ชอบดอกอะไร ตอนแรกที่ถามละดันไม่รู้ พอบอกให้ไปสืบก็ไปสืบซะจนเจ้าตัวเขารู้เรื่อง สิบสามก็หัวเราะแห้งๆ แก้ตัวว่า เพราะตั้งใจสืบมากไง พี่สี่ถึงได้รู้ตัว

    เมื่อได้เริ่มหัดขี่ม้า รั่วซีก็ชักเดือดมากขึ้นทุกทีเมื่อพบว่าทหารองครักษ์ที่มาช่วยหัดให้กลัวว่านางจะตกจากหลังม้า จึงไม่ยอมหัดให้ม้าวิ่ง ให้แต่ขี่ม้าเดินไปเรื่อยๆ สิบสามกับองค์ชายสี่ผ่านมาเห็นเข้า สิบสามจึงรับปากว่างั้นคืนนี้หลังข้าวเย็นเขาพอมีเวลาว่าง จะสอนขี่ม้าให้เองก็แล้วกัน

    หลังข้าวเย็น รั่วซีรีบไปเตรียมตัวรอให้สิบสามสอนขี่ม้าให้แบบตื่นเต้น เพราะจะได้หัดขี่ม้าจริงๆ แล้ว แต่สิบสามมาช้า รั่วซีจึงเอาเสื้อคลุมปูนอนรอ ปรากฏว่าคนที่มาดันเป็นองค์ชายสี่ ไม่ใช่สิบสาม องค์ชายสี่บอกว่าสิบสามโดนองค์ชายรัชทายาทเรียกตัวไปกะทันหัน จึงวานให้เขามาแทน รั่วซีก็หัวเราะแห้งๆ บอก งั้นไว้วันหลังก็ได้เพคะ แล้วรีบขอตัว แต่องค์ชายสี่ไม่ให้ไป ถามเสียงเย็นว่าทำไมเขาหัดให้ไม่ได้หรือไง ?

    ด้วยความกลัวตาย ไม่กล้าขัดคำสั่งว่าที่ยงเจิ้ง รั่วซีเลยได้แต่คอตกยอมให้องค์ชายสี่หัดขี่ม้าให้

    ความจริงองค์ชายสี่ก็สอนเก่งหรอก แต่ความกลัวทำให้สมาธิรั่วซีแตกกระเจิง แค่นั่งบนหลังม้าได้โดยไม่ตกลงมาก็ดีแล้ว
    วันนี้มีเวลาตอนสองเลยนะคะ



    ลิขสิทธิ์บน YouTube Credit By : https://www.youtube.com/watch?v=ilatWuPhmw8
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สาวชัยภูมิ ลูกพ่อขุน; 07-12-2011 at 08:18.

  2. #2
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ แจ่มใสยิ้มสวย
    วันที่สมัคร
    Mar 2009
    ที่อยู่
    USA
    กระทู้
    1,014
    บล็อก
    18
    จบตอนหนึ่งวันนี้เองค่ะ น่าสนุก. แต่งานก็เยอะเหลือหลาย.

  3. #3
    บีเองก็ยุ่งคะแต่สัญญาว่าจะลงให้ครบ มีปัญหาที่คียบอร์ดค่ะเลยต้องหาโปรมแกรมพิมพ์ไทย ค่อยๆอ่านก็ได้ค่ะแต่ละตอนยาวมากนี่บีย่อจาก35มาเป็น15ก็ยาวมากกลัวคนขี้เกียจอ่านเพราะมันยาวเกิน ขอบคุณอีกครั้งสำหรับกำลังใจค่ะ

  4. #4
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ แจ่มใสยิ้มสวย
    วันที่สมัคร
    Mar 2009
    ที่อยู่
    USA
    กระทู้
    1,014
    บล็อก
    18
    ถ้าพี่เป็นรั่วซีต้องคิดสักนิดว่า ประวัติศาสตร์ที่เคยอ่านใครเป็นคนเขียน.

  5. #5
    Maximum learning
    ศิลปิน นักเขียน
    สัญลักษณ์ของ khonsurin
    วันที่สมัคร
    Apr 2008
    ที่อยู่
    ท่าตูม สุรินทร์
    กระทู้
    9,605
    บล็อก
    197
    เรื่องน่าอ่านมากจังเลยค่ะ อ่านแล้วประทับใจมากมายค่ะ

  6. #6
    พี่เล็กคะขอให้มีความสุขกับการอ่านค่ะบีจะลงจนกว่าจะจบจะเขียนหลานชาวนาให้จบสักที
    พี่แจ่มใสคะ ประวัติศาสตร์จีนน่าสนใจมากบีเคยอ่านเจอที่ยงเจิ้งเป็นคนโหดร้ายเก็บกดเพราะขาดความรักตอนเกิดมาแม่ก็ไม่เลี้ยงให้สนมคนอื่นเลี้ยงพอมีน้องก็รักแต่น้องพอ แต่ยงเจิ้งก็เป็นคนตั้งใจทำงานขยันขันแข็งแต่ขุนนางก็ไม่ชอบเพราะเก็บภาษี+ทวงหนี้เพื่อลดภาระประชาชนทำให้สมัยเฉียนหลงเจริญถึงขีดสุดแต่นิยายก็คงมีบางอย่างเสริมเพื่อให้สนุกค่ะ

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •