กำลังแสดงผล 1 ถึง 1 จากทั้งหมด 1

หัวข้อ: สะท้านขวัญทุกย่างก้าว ตอนที่ 4 รักกับบัลลังค์

  1. #1

    ดวงดาว The Star สะท้านขวัญทุกย่างก้าว ตอนที่ 4 รักกับบัลลังค์


    การมาขององค์ชายสิบสี่ในเวลานี้เท่ากับขัดราชโองการเลยทีเดียว แต่องค์ชายสิบสี่ก็มีเรื่องร้อนใจ คือ องค์ชายรัชทายาทฉวยโอกาสที่คังซีกับองค์ชายแปดไม่อยู่เมืองหลวงวางแผนเล่นงานองค์ชายแปดด้วยการให้พวกขุนนางที่ตัวเองลากมาเป็นพวกทำการเปลี่ยนตำแหน่งเอาขุนนางที่เป็นพวกขององค์ชายแปดออก แล้วเอาขุนนางที่เป็นพวกเขาเข้ามาเสียบแทน สิบสี่จึงต้องเสี่ยงปลอมตัวมาหาองค์ชายแปดเพื่อปรึกษาวางแผนรับมือ แล้วมาขอหลบในกระโจมของรั่วซี รั่วซีฟังแล้วก็นึกดีใจว่าสิบสี่ต้องไว้ใจนางมากเลยนะถึงได้เลือกขอหลบในกระโจมของนาง


    รั่วซีตกลงรับปากช่วยสิบสี่ ช่วยคิดหาวิธีให้สิบสี่นัดเจอและคุยกับองค์ชายแปดได้ ตอนแรกรั่วซีแกล้งพูดว่ามีวิธีให้สิบสี่นัดเจอกับองค์ชายแปดดีๆ อยู่วิธีหนึ่งที่รับรองว่าไม่มีใครจับได้ คือให้สิบสี่ปลอมตัวเป็นผู้หญิงออกไปนัดพบกับองค์ชายแปด รับรองว่าต่อให้มีใครมาเจอ ก็ไม่สงสัยแน่นอน ! สิบสี่ฟังแล้วอ้าปากค้าง ช็อคมากกับวิธีนี้ ! แล้วโล่งอกเมื่อรั่วซีบอกว่าแค่พูดเล่น สิบสี่ด่าว่าแหม่ ชักจะไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำมากขึ้นทุกทีแล้วนะ ถึงกับกล้าคิดจะให้องค์ชายอย่างเขาไปใส่ชุดผู้หญิง


    รั่วซีให้สิบสี่นอนพักในกระโจมกับเตรียมของกินเอาไว้ให้ระหว่างที่นางออกไปบอกเรื่องนี้กับองค์ชายแปด เพราะสิบสี่เร่งเดินทางมาแบบไม่ได้กินไม่ได้นอน หลังจากบอกเวลาและสถานที่นัดหมายให้องค์ชายแปดมาเจอกับสิบสี่เรียบร้อย รั่วซีก็กลับมาบอกสิบสี่


    ตอนสิบสี่กับองค์ชายแปดนัดเจอกัน คนขององค์ชายรัชทายาทไปพบตอนสององค์ชายกำลังคุยปรึกษากันเข้าพอดี จึงร้องบอกว่ามีโจรบุกเข้ามา แล้วสั่งค้นทั่วทุกกระโจมเพื่อหาตัวโจร แถมยังบอกด้วยว่ายิงธนูใส่โจรไปแล้ว โจรเป็นชาวมองโกลหนีเข้าไปในเขตกระโจมของมองโกลแล้ว พวกองค์ชายใหญ่จึงตามไปค้นในเขตกระโจมมองโกล


    ตอนนั้นรั่วซีกำลังคุยอยู่กับหมินหมิ่นที่แวะมาหาอยู่พอดี เมื่อรู้ว่าการนัดเจอกันขององค์ชายแปดกับสิบสี่ถูกจับได้ รั่วซีก็ตกใจมาก เป็นห่วงทั้งองค์ชายแปดและสิบสี่ จึงโกหกหมินหมิ่นไปว่าคนรักของนางตามมาพบนางจากเมืองหลวง แล้วโดนเจอตัวเข้า ตอนนี้หนีไปซ่อนตัวอยู่ในเขตกระโจมมองโกล หมินหมิ่นที่เป็นเด็กสาวกำลังมีความรักจึงอยากช่วยคนที่กำลังมีความรักเหมือนกัน ก็อาสาช่วยอย่างเต็มใจ พาไปหาดูในทุกที่ที่ซ่อนคนได้ จนได้เจอตัวสิบสี่ก่อนทหารขององค์ชายรัชทายาท


    รั่วซีรีบถามสิบสี่ว่าบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า พอสิบสี่บอกว่าเปล่า ก็โล่งอก แต่เมื่อสิบสี่เสริมว่าคนที่โดนธนูคือพี่แปด เพราะเอาตัวมารับธนูแทนเขา รั่วซีก็ร้องอุทาน สั่นไปทั้งตัวจนสิบสี่ต้องจับมือเอาไว้แน่น พูดย้ำว่าพี่แปดโดนธนูแค่ตรงแขนเท่านั้น ไม่ได้บาดเจ็บสาหัสอะไร รั่วซีจึงค่อยหายสั่น

    หมินหมิ่นให้สิบสี่ซ่อนตัวในกระโจมของนาง รั่วซีก็เตี๊ยมกับสิบสี่ให้รู้ว่ารั่วซีโกหกเอาไว้ว่าสิบสี่เป็นแฟนนาง สิบสี่ ก็รับปาก
    เมื่อแยกจากสิบสี่มาแล้ว รั่วซีก็ไปกระโจมองค์ชายแปด กระโจมองค์ชายแปดเงียบสงบดีไม่มีใครมาตรวจค้น มีแต่ขันทีและองครักษ์คนสนิทเฝ้าอยู่หน้ากระโจม เมื่อเข้าไปในกระโจม ก็เห็นว่าองค์ชายแปดถูกยิงเข้าที่แขนจริง ขันทีคนสนิทกำลังทำแผลให้อยู่ รั่วซีก็เข้าไปบอกว่าตอนนี้สิบสี่หลบอยู่ในกระโจมมองโกล หมินหมิ่นช่วยดูแลให้



    หลังจากทำแผลเสร็จ ขันทีก็ออกไป องค์ชายแปดของให้รั่วซีนั่งลงข้างๆ เขา แล้วพูดยิ้มๆ ว่าอย่างกับฝันไปเลย เขาคาดหวังให้รั่วซีเต็มใจมานั่งข้างๆ เขาแบบนี้มานานแล้ว รั่วซีรีบเปลี่ยนเรื่องไปถามถึงเรื่องที่ออกไปพบกับสิบสี่ และคุยกันจนถึงเรื่องที่องค์ชายรัชทายาทถึงกับใช้ธนูยิงกันเลย องค์ชายแปดบอกแน่นอนอยู่แล้ว เพราะถ้าฆ่าเขาได้ก็เท่ากับกำจัดศัตรูได้นี่ รั่วซีจึงนึกถึงจุดจบขององค์ชายแปดที่ได้รู้มา และนึกเศร้าใจจนเริ่มอยากทำตัวเหินห่างอีกครั้ง เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องเจ็บเมื่อถึงเวลานั้น องค์ชายแปดรู้สึกได้ถึงสายตาของรั่วซีที่เปลี่ยนไป จึงรั้งร่างรั่วซีเข้ามากอดแน่น บอกว่าเขาไม่ชอบสายตาแบบนี้ของนางเลย มันเหมือนกับว่านางอยู่ห่างไกลจากเขามาก นางกลัวอะไรงั้นหรือ ? มีเขาอยู่ด้วยทั้งคน ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น !

    ตอนนั้นเอง ขันทีได้เข้ามารายงานว่า องค์ชายรัชทายาทค้นจนทั่วกระโจมไป 2-3 รอบแล้ว แต่ไม่เจอโจร เนื่องจากชาวมองโกลไม่ชอบขี้หน้าองค์รัชทายาทมาตั้งแต่เมื่อปีก่อนที่เอาม้าซึ่งพวกเขามอบให้คังซีเป็นของบรรณาการไปขี่เล่น จึงยิ่งเขม่นหน้าองค์ชายรัชทายาทหนักขึ้นที่มาบอกว่าโจรเป็นชาวมองโกล แต่พอค้นกระโจมแล้วกลับหาตัวไม่พบเหมือนจงใจปรักปรำกัน ตอนนี้องค์ชายรัชทายาทจึงย้อนกลับมาค้นทางกระโจมของเราแทน องค์ชายแปดจึงวางแผนให้ลูกน้องไปต้มน้ำชาเดือดๆ มา แล้วแกล้งทำเป็นหกรดใส่แผลของเขาในตอนที่รัชทายาทเข้ามาหา แบบต้องทำให้เนียนด้วย

    หลังจากพวกนี้วางแผนกันเสร็จ รั่วซีก็กลับไปกระโจมของตัวเอง

    ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี องค์ชายแปดได้แผลน้ำร้อนลวก พันผ้าเอาไว้โดยที่ความลับเรื่องแผลธนูไม่ถูกเปิด ส่วนสิบสี่ ผ่านไป 2-3 วัน ก็ออกเดินทางกลับไปเมืองหลวงโดยสวัสดิภาพ

    ระหว่างที่สิบสี่ยังหลบอยู่ในกระโจมของหมินหมิ่น และแอบออกไปเจอองค์ชายแปดครั้งหนึ่งเพื่อคุยปรึกษากันต่อให้จบ ขากลับมา สิบสี่รู้เรื่องที่องค์ชายแปดคบกับรั่วซีแล้ว จึงเข้ามาคารวะถวายบังคมให้รั่วซีแบบดีใจมากที่รั่วซีจะได้มาเป็นพี่สะใภ้ของเขา และพี่แปดของเขาจะได้สมหวังเสียทีหลังจากที่ต้องรอมาหลายปี ทำเอารั่วซีเขินจัด

    หลังจากสิบสี่กลับไปแล้ว รั่วซีก็ได้ทำการตัดสินใจเด็ดขาดอย่างหนึ่ง โดยตกลงที่จะคบกับองค์ชายแปด เรียกว่าช่วงนี้เป็นช่วงหวานชื่นมากๆ ยิ่งองค์ชายแปดด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง อารมณ์ดีทุกวัน องค์ชายแปดช่วยสอนขี่ม้าให้รั่วซีจนเป็น องค์ชายแปดบอกว่ากลับไปเมืองหลวงเมื่อไหร่ เขาจะขอรั่วซีกับเสด็จพ่อ


    วันหนึ่ง รั่วซีไปที่กระโจมองค์ชายแปด ก็เห็นเขากำลังเขียนรายชื่อและตำแหน่งของขุนนางจำนวนหนึ่ง ก็ชะโงกหน้าเข้าไปดู เห็นชื่อขุนนางที่คุ้นตาอยู่ลำดับสุดท้าย จึงอ่านชื่อขุนนางคนนั้นออกมา องค์ชายแปดหันมามองหน้า พูดว่า เขาสงสัยมานานแล้วว่าทำไมรั่วซีถึงดูจะสนใจเรื่องขององค์ชายสี่เป็นพิเศษ ? (ขุนนางคนที่ว่าถือเป็นคนขององค์ชายสี่) รั่วซีฟังแล้วสะดุ้งในใจ แก้ตัวว่าคงเป็นเพราะองค์ชายสิบสามล่ะมั้ง ! เพราะนางสนิทกับสิบสาม เลยพลอยใส่จถึงองค์ชายสี่ไปด้วย จากนั้นนิ่งไป ก่อนจะถามว่า การที่ขุนนางคนนี้ได้รับแต่งตั้ง เป็นผลร้ายกับองค์ชายแปดมากไหม ? องค์ชายแปดก็ยิ้ม บอกว่านี่ถ้ารั่วซีไม่ถามประโยคนี้ออกมา คืนนี้เขามีหวังนอนไม่หลับแน่ๆ พอรั่วซีถามออกมา เขาค่อยสบายใจหน่อย ก่อนจะตอบว่า ไม่ได้เป็นผลดีหรือร้ายอะไร แต่ถือเป็นผลดีสำหรับองค์ชายสี่ (เพราะญาติสนิทคนไหนสักคนของขุนนางคนนี้เป็นเมียน้อยคนหนึ่งขององค์ชายสี่) แล้วพูดว่าน่าเสียดายที่ท่านพ่อของรั่วซีไม่ปล่อยน้องชายมาเป็นแม่ทัพในเมืองหลวงบ้างเลย ไม่งั้นเขาคงสบายขึ้น ไม่ต้องแอบอิจฉาองค์ชายสี่แบบนี้ รั่วซีฟังแล้วแอบฉุนที่องค์ชายแปดเอานางไปเปรียบกับเมียน้อยขององค์ชายสี่ที่มีไว้แค่เพื่อเป็นบันไดสู่อำนาจของสามี


    หลายวันต่อมา ในวันสุดท้ายของการเสด็จประพาส วันรุ่งขึ้นทั้งขบวนก็จะออกเดินทางกลับเมืองหลวงปักกิ่ง รั่วซีพูดกับองค์ชายแปดว่า นางมีเรื่องหนึ่งอยากจะขอร้องเขา องค์ชายแปดก็บอกให้ว่ามา เรื่องไหนเขาก็รับปากทั้งนั้น รั่วซีบอกว่า นางอยากให้องค์ชายแปดถอนตัวจากศึกชิงบัลลังก์ซะ ถ้าตกลง นางก็จะแต่งงานกับเขา ถ้าไม่ตกลง ก็เลิกคบกันแค่นี้

    องค์ชายแปดหน้าเปลี่ยนสีทันที ถามเหตุผล รั่วซีบอก ศึกชิงบัลลังก์มันอันตรายมาก ถ้ากลายเป็นผู้แพ้ผลลัพธ์จะเลวร้ายอย่างที่สุด องค์ชายแปดบอก ท่านแม่ของเขามีฐานะต่ำต้อย เขาถูกพวกองค์ชายที่มีท่านแม่ศักดิ์สูงดูถูกมาตั้งแต่เด็ก เขาต้องพยายามทุ่มเทมากแค่ไหนกว่าจะได้รับการยอมรับในความสามารถจนเหนือกว่าองค์ชายคนอื่นๆ เขาเตรียมการเพื่อการนี้มานานมาก ทุ่มเทความพยายามไปตั้งเท่าไหร่ จะมาให้เขาละทิ้งไปโดยไม่ลองสู้ให้ถึงที่สุด ลองเสี่ยงให้ถึงที่สุดดูสักตั้งนั้น เขาทำไม่ได้ เขาพร้อมที่จะยอมรับผลลัพธ์ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะมากกว่าที่จะยอมละทิ้งกลางคัน ทำไมรั่วซีถึงไม่ยอมเข้าใจเขาบ้าง ? แล้วบอกว่าตอนนี้รั่วซีคงเหนื่อยเกินไป กลับไปพักผ่อนแล้วคิดใหม่ดูดีๆ อีกทีดีกว่า


    รั่วซีบอก นางไม่ได้เหนื่อย และถ้าองค์ชายแปดไม่รับปากถอนตัว กลับเมืองหลวงไปแล้วก็ไม่ต้องไปขอนางกับองค์ฮ่องเต้ เพราะนางไม่มีทางรับปากแน่ องค์ชายแปดบอก หากเสด็จพ่อมีราชโองการ รั่วซีก็ขัดไม่ได้ รั่วซีบอก ถ้านางไม่ยอมแต่งเสียอย่าง ใครก็มาบังคับไม่ได้ อย่างมากก็แค่ตาย องค์ชายแปดสะอึกเลย พยายามต่อรองว่าแล้วถ้าเขายอมให้รั่วซีได้เป็นฮองเฮาหากเขาได้นั่งบัลลังก์ล่ะ ? รั่วซีบอก นางไม่ได้สนใจตำแหน่ง นางแค่ไม่อยากให้องค์ชายแปดเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงเท่านั้น


    องค์ชายแปดพูดอย่างเจ็บปวดว่าถ้ารั่วซียอมตายโดยไม่ยอมแต่งงานกับเขาเพราะไม่อยากให้เขาเข้าร่วมในการชิงบัลลังก์ แล้วทำไมถึงไม่ยอมที่จะตายไปพร้อมๆ กับเขาหากเขาเป็นฝ่ายแพ้ในศึกชิงบัลลังก์เล่า ?

    คำถามนี้ขององค์ชายแปดทำให้รั่วซีนึกได้ว่าทำไมตัวเองไม่เคยคิดแบบนี้มาก่อน และนิ่งไป บอกว่านางจะลองกลับไปคิดดูใหม่


    หลังกลับมาจากมองโกล รั่วซีก็พยายามคิดหาเหตุผลว่าทำไมตัวเองยอมเลิกคบกับองค์ชายแปดโดยไม่ยอมที่จะร่วมเป็นร่วมตายกับเขา ทั้งที่นับจากปีนี้ไป ยังมีเวลาอีกถึง 16 ปีกว่าที่องค์ชายแปดจะต้องตาย ? แต่ก็ให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้


    วันหนึ่ง ฝนตกหนัก รั่วซีที่เดินกางร่มอยู่รีบเข้าไปหลบฝนในศาลา แล้วจึงเห็นว่ามีคนหลบฝนอยู่ก่อนแล้วสองคน คือหมิงเยว่ ภรรยาหลวงขององค์ชายสิบ กับหมิงฮุ่ย ภรรยาหลวงขององค์ชายแปด รั่วซีไม่ค่อยชอบใจเท่าไรนัก ทันทีขณะที่คุกเข่าลงถวายบังคม สองพี่น้องก็แกล้งไม่อนุญาตให้รั่วซียืนขึ้น ให้คุกเข่าอยู่แบบนั้น ตอนนั้นเอง หงว่าง ลูกชายคนเดียวขององค์ชายแปด อายุประมาณ 3-4 ขวบก็วิ่งมาหาแม่ หมิงฮุ่ยก็แกล้งพูดอวดว่าองค์ชายแปดรักลูกมากขนาดไหน (สองคนนี้ไม่รู้เรื่ององค์ชายแปดกับรั่วซี แค่แกล้งพูดให้รั่วซีเจ็บใจแทนรั่วหลาน) พอหงว่างได้รู้ว่ารั่วซีคือน้องสาวของรั่วหลาน เด็กก็วิ่งเข้ามาเตะรั่วซีทันที ร้องด่ารั่วซีกับรั่วหลานว่ารังแกท่านแม่เขา รั่วซีฟังแล้วอย่างโมโห ลุกขึ้นยืนโดยไม่ฟังคำอนุญาต บอกว่าดูเหมือนพระชายาทั้งสองไม่มีธุระอะไร งั้นหม่อมฉันทูลลา พร้อมกับนึกในใจว่านี่ถ้าแต่งงานกับองค์ชายแปด นางมีหวังได้เจอสงครามประสาทรบกับหมิงฮุ่ยทุกวันแน่ๆ

    หมิงฮุ่ยร้องสั่งไม่อนุญาตให้รั่วซีไป รั่วซีหันมาบอกว่า หากคิดจะลงโทษนางที่ทำตัวไม่รู้ธรรมเนียม นางเป็นคนของคังซี เห็นจะต้องแจ้งไปทางฝ่ายงานของนางให้มาลงโทษนางเองล่ะนะ พระชายาไม่มีสิทธิ์มาลงโทษนางตรงๆ หมิงฮุ่ยฟังแล้วสะอึกมาก เพราะรู้ดีว่ารั่วซีเป็นคนโปรดของคังซี นางจึงไม่กล้าไปแจ้งฝ่ายงานของรั่วซีให้ลงโทษรั่วซีเพราะเรื่องนี้อยู่แล้ว


    ตอนนั้นเอง องค์ชายสี่กับขันทีสองคนที่ติดตามรับใช้ก็เดินเข้าศาลามาหลบฝน ทุกคนจึงถวายบังคมองค์ชายสี่ เสร็จแล้วรั่วซีจึงพูดว่าหากไม่มีอะไรจะสั่ง นางเห็นจะต้องขอตัว องค์ชายสี่ก็ให้ไปได้ รั่วซีเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็นึกได้ว่าลืมหยิบร่ม จึงย้อนกลับมาเอา แล้วพูดเหน็บหมิงฮุ่ยที่ส่งลูกไปแกล้งพี่สาวของนาง และถามว่าการหลบอยู่เบื้องหลังทำตัวเป็นคนดีมันน่าภูมิใจมากหรือ ก่อนจะเดินจากไป



    คืนนั้น องค์ชายสี่ส่งขันทีเอายานัตถุ์มาให้ ทีแรกรั่วซีจะไม่รับ แต่ขันทีใช้วิธีวางเอาไว้แล้วรีบจากไป เมื่ออวี้ถานกลับมาเห็นเข้า บวกกับได้ยินเสียงรั่วซีเหมือนจะเป็นหวัดนิดหน่อย จึงแตะยานัตถุ์ป้ายจมูกให้จามออกมา พอจมูกโล่งขึ้นจริง บวกกับอวี้ถานร้องทักว่าขวดยานัตถุ์สวยดี วาดเป็นรูปหมา รั่วซีจึงเอาขวดยานัตถุ์ขึ้นมาดู ปรากฏว่าบนขวดวาดรูปหมาสีขาวตัวหนึ่งกัดกับหมาสีเหลืองสองตัว แต่หมาสีขาวดูเป็นฝ่ายได้เปรียบทั้งที่ถูกรุมสองต่อหนึ่ง ก็หัวเราะว่าองค์ชายสี่นี่เห็นหน้านิ่งๆ แต่มีอารมณ์ขันร้ายเหมือนกันแฮะ มาเปรียบพวกนางสามคนเป็นหมาสามตัวกัดกัน แล้วนี่ไปหาขวดยานัตถุ์แบบนี้มาจากไหนเนี่ย


    หลังจากที่โดนสองพี่น้องหมิงฮุ่ยกับหมิงเยว่(อ่านออกเสียงว่าหมิงเยี่ย)แกล้ง รั่วซีก็วานคนให้ไปบอกให้องค์ชายแปดช่วยมาหาหน่อย พอองค์ชายแปดมาหา รั่วซีก็ติเขาเสียงเย็นเรื่องที่ปล่อยให้ลูกชายไปรังควานพี่สาวของนาง องค์ชายแปดฟังแล้วเคืองเหมือนกัน บอกว่าเรื่องในบ้านเขา รั่วซีรู้จริงแค่ไหนกัน รั่วซีบอก รู้จริงแค่ไหน ให้เขาไปถามลูกเขาและไปสืบดูเอาเองให้ดีๆ เองเถอะ องค์ชายแปดพูดอย่างอ่อนใจว่านานๆ จะได้เจอกันทั้งที ทำไมถึงต้องมาหาเรื่องทะเลาะกับเขาด้วย ดีกันเหมือนเมื่อตอนอยู่ที่มองโกลไม่ได้หรือ ? แล้วรั่วซีตัดสินใจได้หรือยังกับเรื่องของเรา เมื่อรั่วซีตอบว่ายังตัดสินใจไม่ได้ องค์ชายแปดก็ถามว่าทำไมรั่วซีถึงไม่มั่นใจในตัวเขามากขนาดนี้ หรือว่ามีเหตุผลอื่นถึงได้ไม่ตกลงแต่งงานกับเขา ? (องค์ชายแปดระแวงความสัมพันธ์ของรั่วซีกับองค์ชายสี่มาตั้งแต่แรกแล้ว) รั่วซีก็ตัดบทโดยไม่ตอบว่าองค์ชายแปดควรจะกลับไปได้แล้ว





    วันหนึ่ง คังซีอารมณ์ดี จึงให้พวกองค์ชายมาเดินเล่นเป็นเพื่อน ระหว่างช่วงที่คังซีขอตัวไปครู่หนึ่ง มีหมาสีขาวขนาดเล็กตัวหนึ่งวิ่งพรวดเข้ามาในกลุ่มองค์ชาย แล้วไปกัดดึงชายเสื้อขององค์ชายสี่ เนื่องจากองค์ชายสี่เป็นคนรักหมา จึงแค่มองยิ้มๆ พวกองค์ชายคนอื่นๆ เห็นหมากัดชายเสื้อองค์ชายสี่ก็พากันหัวเราะขำ รั่วซีเห็นหมาสีขาวตัวนั้นก็นึกถึงหมาบนขวดยานัตถุ์ทันที เมื่อนางกำนัลเด็กสาวรุ่นที่เป็นคนเลี้ยงหมามาเจอหมากำลังทึ้งชายเสื้อองค์ชายสี่ก็หน้าซีด รั่วซีจึงเข้าไปช่วยขอโทษองค์ชายสี่แล้วจะอุ้มหมากลับมา องค์ชายสี่ก้มลงอุ้มหมาขึ้นมาส่งให้ สายตายิ้มๆ บอกว่านึกถึงหมาสีขาวบนขวดยานัตถุ์เหมือนกัน รั่วซีก็ขำ แกล้งทำเสียง “หึ” แบบเคืองนิดๆ แล้วรับหมามาให้เด็กนางกำนัล ปรากฏว่าอาการนี้ของรั่วซีกับองค์ชายสี่ตกอยู่ในสายตาขององค์ชายแปด สิบสี่ และสิบสาม องค์ชายแปดถึงกับมองมาด้วยสายตาเย็นชา

    สิบสี่รู้เรื่องขององค์ชายแปดกับรั่วซี ก็จ้องรอโอกาสที่เจอรั่วซีตามลำพัง ลากมาถามให้รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วที่รั่วซีส่งสายตากับองค์ชายสี่นั่นหมายความว่าไง ! รั่วซีสวนกลับว่า ถึงนายจะมีเมียแล้วสี่คน แต่นายเข้าใจเรื่องจิตใจระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายมากแค่ไหนกัน ?

    สิบสี่ขู่รั่วซีว่าอย่าทรยศให้พี่แปดของเขาต้องเสียใจเด็ดขาด ไม่งั้นล่ะก็... รั่วซีคิดในใจว่าฉันกลัวตายล่ะ ! จากนั้นขอตัวเดินจากไป

    องค์ชายแปดบอกเรื่องของเขากับรั่วซีให้รั่วหลานรู้ แล้วขอให้รั่วหลานช่วยมาเกลี้ยกล่อมรั่วซีให้เขา แน่นอนว่าไม่สำเร็จ รั่วซีไม่ฟัง

    ในวันที่หิมะแรกของฤดูหนาวตกติดต่อกันมาสองวันโดยไม่หยุด รั่วซีได้มาฟังคำตอบจากองค์ชายแปดเป็นครั้งสุดท้ายว่าจะยอมทำตามเงื่อนไขละทิ้งการเข้าชิงบัลลังก์หรือไม่ องค์ชายแปดเงียบไม่ตอบ เท่ากับปฏิเสธ

    ทั้งที่รั่วซีรู้คำตอบนี้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ก็ยังอดปวดใจไม่ได้ และบอกคำพูดทิ้งท้ายว่า ให้องค์ชายแปดระวังองค์ชายสี่ให้ดี กับบอกชื่อขุนนางคนสนิทขององค์ชายสี่ 6-7 ชื่อที่จำมาจากละครทีวีเรื่อง “ยงเจิ้งหวางฉาว” องค์ชายแปดฟังแล้วงงมาก เพราะตอนนี้คนพวกนั้นยังไม่มีบทบาทอะไรเลย จะให้เขาระวังไปทำไม ? รั่วซีบอกฟังที่นางเตือนเอาไว้ก็แล้วกัน จากนั้นบอกว่านับแต่นี้เราไม่เกี่ยวข้องใดๆ ต่อกันอีก แล้ววิ่งหนีจากไป


    รั่วซีวิ่งแบบไม่มองทิศทางจนสะดุดล้มลงคว่ำหน้านิ่งกับพื้นหิมะ สิบสามกับองค์ชายสี่เดินผ่านมาเห็น ก็สงสัยว่านี่ใคร สิบสามพยุงรั่วซีขึ้นมา พอเห็นว่าเป็นรั่วซีก็ตกใจ ถามว่าเป็นอะไรไป ? รั่วซีขาแพลง เดินไม่ไหว สิบสามจึงจะแบกไปส่ง แต่องค์ชายสี่พูดขัดว่าให้สิบสามไปหาเก้าอี้หามกับคนหามมารับรั่วซีไปดีกว่า มีอย่างที่ไหนให้องค์ชายแบกนางกำนัล ใครเขามาเห็นเข้าจะว่ายังไง สิบสามก็ตกลง วิ่งไปตามคนเอาเก้าอี้หามมารับรั่วซี แล้วให้องค์ชายสี่พยุงรั่วซีเอาไว้แทน

    พอสิบสามลับตาไปแล้ว องค์ชายสี่ก็พูดเสียดสีหน้าเฉยว่าถ้ารั่วซีอยากจะทำร้ายตัวเองนัก ก็ไปทำที่ห้องของตัวเองซะจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องมีใครมาเห็นเอาไปพูดกันสนุกปาก !



    ลิขสิทธิ์บน YouTube Credit By : https://www.youtube.com/watch?v=1zv13xElLOM
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สาวชัยภูมิ ลูกพ่อขุน; 07-12-2011 at 20:50.

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •