วันรุ่งขึ้น อยู่ๆ สิบสามก็ผลุนผลันเข้ามาเข้าเฝ้าด้วยท่าทางลนลานมาก บอกว่าลวี่อู๋หนีไป ขอให้อิ้นเจินอนุญาตให้เขาส่งทหารออกตามหาตัว อิ้นเจินก็อนุญาต หลังสิบสามออกไปแล้ว รั่วซีจึงบอกว่าท่าทางสิบสามจะรักลวี่อู๋เข้าแล้ว และรักมากด้วย ถึงได้เผลอตัวลนลานถึงขนาดนั้น คงเป็นเพราะอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันในยามยากถึงสิบปีเต็ม

ทหารที่ตามหาตัวเล่าว่ามีคนพบเห็นคนที่มีลักษณะและหน้าตาตามภาพลวี่อู๋ยืนอยู่ริมแม่น้ำ และวันรุ่งขึ้นแหของชาวประมงก็ทอดติดศพของผู้หญิงที่ใส่ชุดแบบและสีเดียวกันนั้น ข้อมือใส่กำไลเหมือนที่เห็นในภาพ (เป็นภาพลวี่อู๋ที่สิบสามวาดเอาไว้ตอนอยู่ในที่คุมขัง มีเยอะมากๆ) แต่หน้าตาถูกปลาแทะเละหมดจนมองหน้าไม่ออก อิ้นเจินและรั่วซีตกใจมาก สั่งปิดข่าวไม่ให้สิบสามรู้ จากนั้นสั่งให้ฝังศพลวี่อู๋อย่างสมเกียรติ

สิบสามลางานออกติดตามหาตัวลวี่อู๋อยู่พักใหญ่โดยไร้ข่าวคราว ก็ท้อใจกลับบ้านมากินเหลาเมาหยำเปรอฟังข่าวอย่างสิ้นหวัง อิ้นเจินจึงขอให้รั่วซีช่วยไปปลอบใจสิบสามให้หน่อย รั่วซีจึงเอาจดหมายที่ลวี่อู๋เขียนมาขอร้องนางที่สิบสี่เคยเอามาให้ไปด้วย อ่านทบทวนระหว่างทาง แล้วนึกหาวิธีที่จะเกลี้ยกล่อมออก
รั่วซีบอกสิบสามว่า ในจดหมายของลวี่อู๋บอกว่า นางเป็นคน....(บอกบ้านเกิด) เดิมทีนางเป็นคนในครอบครัวมีอันจะกิน แต่ต้องโทษจนต้องออกมาเร่ร่อนอย่างที่เห็น และก่อนหน้านี้หลายสิบปี ในยุคของคังซี เคยเกิดเรื่องใหม่มากขึ้นในพื้นที่นั้น นั่นคือผู้ทำหน้าที่ชำระประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิง (ราชวงศ์ก่อนหน้าราชวงศ์แมนจู) ได้ใช้ปีของราชวงศ์หมิงในการบันทึก ซึ่งถือว่ามีโทษเทียบเท่าก่อกบฏ ประหารเก้าชั่วโคตร เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้ที่ถูกประหารทั้งหมดเกือบสองร้อย และมีผู้ที่ติดร่างแหถูกจำคุกกว่าสองพัน ครอบครัวที่จากเดิมเป็นเศรษฐีคหบดี ต้องกลายเป็นขอทานในชั่วข้ามวันมีไม่รู้กี่บ้าน ลวี่อู๋คือหนึ่งในลูกหลานของครอบครัวเหล่านั้น



เพราะงั้น หลังสิบสามได้รับการปล่อยตัว ลวี่อู๋จึงไม่สามารถเป็นภรรยาที่มีตำแหน่งของสิบสามได้ เพราะการเป็นภรรยาของสิบสามต้องมีการสืบประวัติอย่างละเอียดเสียก่อน และหากถูกสืบรู้ประวัติโดยละเอียดว่านางเป็นคนในครอบครัวของผู้ที่เคยต้องโทษมีส่วนพัวพันกับผู้ที่ต้องโทษกบฏจากกรณีนี้ จุดนี้จะถูกพวกองค์ชายเก้านำมาใช้เล่นงานทั้งสิบสามและอิ้นเจินได้ นางถึงได้หนีไปเพื่อตัดปัญหานี้ หากสิบสามเข้าใจนาง ก็ปล่อยนางไปเถอะ อย่าได้พยายามตามหานางอีกเลย
สิบสามฟังแล้วก็คอตก เสียใจมากแต่ก็เข้าใจ และตัดสินใจเลิกตามหา ยอมกลับมาทำงานในราชสำนักตามเดิม


วันปีใหม่ อิ้นเจินนัดพระมารดาและสิบสี่มาทานอาหารพร้อมหน้ากันสามแม่ลูก พระมารดาของอิ้นเจินต่อว่าอิ้นเจินต่อหน้าสิบสี่ว่าอิ้นเจินแย่งบัลลังก์จากน้อง (แม่อิ้นเจินลำเอียงรักสิบสี่มากกว่าเพราะเลี้ยงมาเองกับมือ ส่วนอิ้นเจิน พระสนมคนอื่นช่วยเลี้ยงให้) เพราะก่อนสวรรคต คังซีเคยมาหานางและบอกว่าคนที่เขาถูกใจจะยกบัลลังก์ให้คือสิบสี่ ไม่ใช่อิ้นเจิน พระมารดายังบอกว่า อิ้นเจินไม่ต้องมาแต่งตั้งนางเป็นไทเฮา ตราบใดที่อิ้นเจินเป็นฮ่องเต้ นางจะไม่มีทางยอมเป็นไทเฮาเด็ดขาด ทำให้อิ้นเจินทั้งโกรธและเสียใจมาก

รั่วซีเห็นสีหน้าเป็นทุกข์สุดขีดของเขากับท่าทีนิ่งเงียบไม่ยอมพูด ก็หาทางให้เขาระบายออกมาด้วยการจับมอมเหล้า (อิ้นเจินคออ่อนกว่ารั่วซี) พอเมา อิ้นเจินก็ระบายเรื่องพระมารดาออกมา แล้วบอกว่า เสด็จพ่อคงไม่ยกโทษให้เขาแน่ที่แย่งบัลลังก์จากน้อง รั่วซีจึงปลอบ(แบบคนรู้ประวัติศาสตร์ดี)ว่า องค์เซิ่งจู่(คังซี)จะไม่โกรธท่านในเรื่องนี้หรอก หากท่านเป็นฮ่องเต้ที่ดี เพราะองค์เซิ่งจู่เป็นห่วงแผ่นดินมากที่สุด หากท่านปกครองแผ่นดินให้ร่มเย็น ประชาราษฎร์เป็นสุข องค์เซิงจู่ย่อมจะไม่โกรธท่านอย่างแน่นอน อิ้นเจินฟังแล้วจึงค่อยสบายใจขึ้น

ตื่นเช้ามา อิ้นเจินเปิดลิ้นชักหยิบกล่องเครื่องประดับยื่นให้รั่วซี เมื่อเปิดออกดู ปรากฏว่าเป็นปิ่นหยกรูปดอกมู่หลานหมือนอันที่ถูกทำหักไปไม่มีผิด รั่วซีเห็นแล้วดีใจมาก (รั่วซีบอกแค่ว่าเผลอทำตกแตก ไม่กล้าบอกว่าโดนคนงานหญิงในโรงซักผ้าแกล้งขว้างใส่พื้น ไม่งั้นป่านนี้คนงานที่ว่าไม่ได้ตายดีไปแล้ว)
ในวันปีใหม่นี้ อิ้นเจินมีเรื่องต้องทำที่ต่อให้รั่วซีรู้ดีและพยายามทำใจ แต่ก็ยังทำใจไม่ค่อยได้อยู่ดี คือต้องไปนอนค้างกับพระสนมคนอื่นตามหน้าที่ (จนตอนนี้ ถึงอิ้นเจินจะนอนค้างกับรั่วซีเกือบทุกคืน แต่ก็แค่นอนกอดเฉยๆ ยังไม่มีอะไรกัน) อิ้นเจินไม่รู้จะปลอบใจยังไงดี จึงส่งภรรยาหลวงมาคุยกับรั่วซี อย่าให้รั่วซีคิดมาก

ภรรยาหลวงของอิ้นเจินแวะมาคุยกับรั่วซีตามที่สั่ง พูดว่า สิบปีแล้วนะ นับตั้งแต่ข้าได้พิจารณาดูเจ้าอย่างละเอียดเป็นครั้งที่สอง จากนั้นเล่าให้ฟังว่า ตอนที่รั่วซีถูกคังซีสั่งให้คุกเข่านั้น ข่าวนี้แพร่ไปทั่วทั้งวัง จากนั้นตอนเย็นฝนก็ตกหนัก อยู่ๆ อิ้นเจินก็เข้าวังไปแบบกะทันหัน กลับออกมาอีกทีก็เปียกโชกไปทั้งตัว หลังจากอาบน้ำแล้ว ข้าวเย็นก็ไม่กิน เอาแต่ยืนเหม่อดูฝนอยู่ริมหน้าต่าง จากนั้นอยู่ๆ ก็ก้าวออกไปยืนตากฝนทั้งคืน นางพยายามร้องไห้ทัดทานก็ไม่ฟัง สั่งเสียงเย็นชาให้คนมาพานางออกไปห่างๆ

ตอนนั้นนางไม่แน่ใจว่าที่อิ้นเจินทำแบบนั้นเพราะรั่วซีหรือสิบสาม แต่หลังจากนั้น ในงานเลี้ยงคืนวันสิ้นปี เมื่อสังเกตเห็นว่าอิ้นเจินจงใจไม่ยอมมองหน้ารั่วซีเลย นางถึงได้แน่ใจ

รั่วซีนึกถึงความเจ็บปวดของอิ้นเจินในตอนนั้นที่จำต้องดูสิบสามถูกลงโทษและดูนางคุกเขาโดยไม่สามารถช่วยอะไรได้ทั้งที่ตัวเขาเป็นถึงองค์ชายแล้ว ความรู้สึกเคืองก็ค่อยๆ ลดน้อยลงเปลี่ยนเป็นเห็นใจ



ภรรยาหลวงบอกว่า นางมาพูดเรื่องพวกนี้เพื่อให้รั่วซีสบายใจขึ้น อิ้นเจินเองจะไม่ได้ต้องกลุ้มใจมากด้วย นางรู้ว่ารั่วซีไม่อยากไปเจอหน้าพวกนาง เพราะงั้นนางขอตัวล่ะนะ รั่วซีตกใจ รีบบอกว่านางไม่ได้ไม่อยากเจอหน้าเมียคนอื่นๆ ของอิ้นเจิน หรือคิดแย่งอิ้นเจินมาเก็บไว้คนเดียว เพียงแต่มีบางเรื่องที่นางยังคงรู้สึกขัดแย้งในใจอยู่ ภรรยาหลวงยิ้ม บอกว่า นางเข้าใจดี เพราะนางจับตาสังเกตรั่วซีมานานถึงสิบเอ็ดปี จึงรู้ดีว่ารั่วซีเป็นคนแบบไหน ไม่อย่างนั้นนางคงไม่เล่าเรื่องนี้ให้รั่วซีฟังหรอก


หลังจากสิบสามออกจากที่คุมขัง อิ้นเจินก็เอาเฉิงฮวน ลูกสาวสิบสามที่เกิดกับลวี่อู๋กลับไปให้สิบสามเลี้ยง แต่เพราะเฉิงฮวนหน้าคล้ายลวี่อู๋มาก สิบสามยิ่งเห็นหน้าลูกก็ยิ่งเจ็บปวดและเย็นชาใส่โดยไม่รู้ตัว อิ้นเจินจึงพาเฉิงฮวนกลับมาดูแลเอง โดยให้รั่วซีช่วยเลี้ยง รั่วซีก็เลี้ยงเฉิงฮวนแบบปล่อยๆ สอนให้รู้จักใช้ไหวพริบ แบบที่สอนลูกในยุคปัจจุบันให้ฉลาด และเฉิงฮวนก็เป็นเด็กฉลาดอยู่แล้ว เรียนรู้เร็ว ไม่นานก็ทั้งพูดประจบทั้งโกหกเก่งเป็นไฟและเนียนมาก จนอิ้นเจินเห็นแล้วส่ายหน้า แต่รั่วซีก็สอนให้เฉิงฮวนรู้จักเลือกปฏิบัติและดูกาลเทศะด้วย ดังนั้นเฉิงฮวนจึงกลายเป็นเด็กที่รับมือสถานการณ์เก่งและมีไหวพริบในการเอาตัวรอดสูงมาก แต่น่าแปลกที่เฉิงฮวนกลายเป็นเด็กที่กลัวและเกรงพ่อมาก ทั้งที่พวกเด็กๆ ไม่มีใครกลัวสิบสามเลย แต่กับอิ้นเจินที่ใครๆ ก็กลัว เฉิงฮวนกลับไม่กลัวเลย


วันหนึ่ง องค์ชายแปดมาขอพบรั่วซี และอิ้นเจินก็อนุญาตให้พบ ทำให้รั่วซีประหลาดใจมาก เพราะนางทราบดีว่าตั้งแต่อิ้นเจินขึ้นครองราชย์ เขาก็พยายามกีดกันไม่ให้นางได้พบกับองค์ชายแปด สิบ และสิบสี่

ปรากฏว่าองค์ชายแปดมาหารั่วซีเพราะรั่วหลานอยากหน้าพบรั่วซีเป็นครั้งสุดท้าย รั่วซีจึงรีบไปหารั่วหลานทันที

ในตอนที่รั่วซีมาบ้านองค์ชายแปดนี้ องค์ชายสิบกับสิบสี่ได้มาพบรั่วซี สิบสี่โวยวายว่าอิ้นเจินทำงี้กับรั่วซีได้ไง ถ้าเขาต้องการรั่วซี ก็น่าจะแต่งตั้งตำแหน่งให้ ถ้าไม่ต้องการ ก็น่าจะปล่อยรั่วซีออกจากวังไป แต่นี่มาทำแบบลักลั่น อะไรก็ไม่ใช่สักอย่าง มันหมายความว่ายังไง ? อีกอย่าง ถ้าจะบอกว่ารั่วซีเป็นแค่นางกำนัล ก็ได้ยินว่ากระทั่งหัวหน้าขันทียังต้องเชื่อฟังคำสั่งรั่วซี ถ้าจะบอกว่ารั่วซีเป็นเจ้านายในวัง แบบนี้ถือเป็นเจ้านายแบบไหนกัน ยศตำแหน่งอะไรก็ไม่มีสักอย่าง

รั่วซีก้มหน้านิ่ง สิบสี่ก็พูดต่อว่า เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่ารั่วซีคิดอะไรอยู่ สิ่งที่ผู้หญิงให้ความสำคัญ รั่วซีกลับไม่สนใจเลยสักอย่าง

องค์ชายสิบปรามว่า อย่าไปว่ารั่วซีมากนักเลย แค่นี้รั่วซียังทุกข์ใจไม่พออีกหรือ สิบสี่จึงถามว่า รั่วซีอยากจะออกจากวังหรือเปล่า ? องค์ชายสิบบอก เรื่องนี้ใช่ว่ารั่วซีมีสิทธิ์ตัดสินใจ ก็เหมือนพวกเขาที่จะถูกฮ่องเต้ส่งไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้โดยไม่มีสิทธิ์เลือกนั่นแหละ สิบสี่ไม่สนใจ ถามย้ำว่า ตัวรั่วซีเองอยากจะออกจากวังไหม ?

รั่วซีตอบว่า นางไม่รู้ บางครั้งนางก็อยากออกจากวัง แต่บางครั้งก็ตัดใจไม่ลง สิบสี่ก็เข้าใจ พูดว่าเจ้าตัดใจจากเขาไม่ได้สินะ รั่วซีก็นิ่ง แล้วขอตัวไปพบรั่วหลานต่อ

รั่วหลานใกล้สิ้นลมแล้ว นางระบายให้น้องสาวฟังว่านางไม่กลัวตาย เพราะความตายคือการปลดปล่อย นางจะได้ไปพบกับคนรักของนางเสียที แต่นางกลัวว่านางจะไปไม่ได้ เพราะตอนนี้นางเป็นคนของตระกูลอ้ายซินเจว๋หลัว (อ้ายซินเจี๋ยหล๋อ)ไปแล้ว รั่วซีจึงบอกขอตัวจากพี่สาวแป๊บ แล้วมาพบองค์ชายแปด ขอร้องให้เขาเขียนใบหย่าให้พี่สาวนาง พร้อมกับบอกเหตุผลว่าพี่สาวนางกลัวว่าหลังจากตายแล้ว จะถูกพันธะแต่งงานนี้ผูกมัดจนไปพบกับคนรักไม่ได้

สิบสี่บอกว่าการหย่าพระชายาต้องได้รับอนุญาตจากฮ่องเต้จึงจะได้ รั่วซีก็คุกเข่าลงกราบขอร้อง บอกให้องค์ชายแปดเขียนใบหย่ามาก่อนเหอะ แล้วนางจะไปขอฮ่องเต้ให้เอง

หมิงฮุ่ย เมียหลวงขององค์ชายแปดเข้ามาช่วยพูด บอกให้องค์ชายแปดยอมเขียนใบหย่าให้ไปเถอะ องค์ชายแปดจึงยอมเขียนให้อย่างปวดใจมาก รั่วซีเอาใบหย่าไปให้พี่สาว รั่วหลานจึงสามารถสิ้นลมจากไปด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม

หลังรั่วหลานตาย รั่วซีซึมอยู่พักใหญ่ ทั้งเสียใจกับการตายของพี่สาวและโกรธงอนอิ้นเจินที่ไม่ยอมให้นางตามไปส่งศพพี่สาวถึงบ้านเกิดซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ จนอิ้นเจินต้องเฝ้าง้ออยู่นาน เมื่อรั่วซีถามเหตุผลว่าทำไมอิ้นเจินถึงไม่อนุญาตให้นางตามไปส่งศพรั่วหลาน ทั้งที่นี่เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก อิ้นเจินน่าจะยอม อิ้นเจินก็เงียบไป ก่อนจะบอกว่าเขารู้ว่ารั่วซีไม่อยากอยู่ในวังหลวง เขากลัวว่ารั่วซีกลับบ้านไปแล้วจะไม่ยอมกลับมาหาเขาอีก อิ้นเจินอนุญาตใบหย่าขององค์ชายแปด และลบชื่อของรั่วหลานออกจากรายชื่อราชนิกุลตามที่รั่วซีร้องขอ เรียกว่ารั่วซีขอให้ช่วยทำอะไรเขาก็ทำให้หมด เว้นอย่างเดียว ไม่อนุญาตให้ตามไปส่งศพรั่วหลาน

หลังจากนั้น อิ้นเจินสั่งย้ายพ่อและน้องชายของรั่วซีมาอยู่ใกล้ๆ เมืองหลวง ดูเผินๆ เหมือนลดตำแหน่ง ปลดอำนาจทหารในมือ ความจริงคือทำแบบนี้จะปลอดภัยต่อชีวิตของทั้งสอง ไม่ต้องเสี่ยงกับความระแวงของอิ้นเจินเอง และไม่ต้องกลัวว่ารั่วซีจะหนีจากเขาไป


วันหนึ่ง อิ้นเจินพาพวกลูกๆ และเฉิงฮวนไปเล่นที่หยวนหมิงหยวน ส่วนเขา รั่วซี และสิบสามเดินคุยกันดูลูกๆ เล่น เฉิงฮวนนั่งชิงช้า หงลี่(ชื่อของเฉียนหลง ตอนนี้อายุย่าง 12 ขวบ)ช่วยไกวชิงช้า แล้วตอนนั้นมีนางกำนัลสาวรุ่นหน้าตาดีเดินผ่านมาถวายบังคม ก่อนจะขอตัวจากไป หงลี่ก็เผลอมองตามจนลืมไกวชิงช้าให้ พวกน้องๆ เลยหัวเราะโห่ฮา เฉิงฮวนก็กระโดดลงจากชิงข้ามาเท้าสะเอวร้องเพลงหัวเราะเยาะ เพลงที่เฉิงฮวนร้องทำเอาทั้งอิ้นเจินและสิบสามอ้าปากค้าง เอามือกุมขมับด้วยกันทั้งคู่ ว่ารั่วซีสอนเด็กร้องเพลงอะไรแบบนี้ สิบสามบ่นว่าเห็นทีเขาน่าจะพิจารณาเอาลูกกลับมาเลี้ยงเองท่าจะดีมั้ง ไม่งั้นมีหวังถูกรั่วซีสอนอะไรพิสดารจนต่อไปลูกเขาไม่รู้จะกลายเป็นเด็กแบบไหน

รั่วซีบอก ไม่แค่สอนร้องเพลงนะ นางยังเล่านิทานให้เฉิงฮวนฟังอีกหลายเรื่องเลย สิบสามบ่นงึมงำว่าเห็นทีเขาต้องจับตัวลูกมาถามเสียแล้วว่ารั่วซีเล่านิทานแบบไหนให้ฟังบ้าง

จากนั้นสิบสามก็เผาพี่ชาย บอกว่าสมัยยังเด็ก ในงานวันเกิดพ่อ พี่สามดีดพิณ แล้วพี่สี่ก็ร้องเพลงคลอ ร้องได้สุดยอดแย่มากจนเขาที่ตอนนั้นยังเล็กมากต้องเอามืออุดหูแน่น ส่วนสิบสี่วิ่งไปซ่อนใต้โต๊ะ มีแต่เสด็จพ่อที่ฟังจนจบแล้วหัวเราะ


ไม่นานต่อมา พระมารดาของอิ้นเจินก็สวรรคต เนื่องจากสิบสี่ถูกส่งไปอยู่ที่อื่น จึงกลับมาไม่ทันดูใจแม่เป็นครั้งสุดท้าย เขาเสียใจมาก คุกเข่านิ่งอยู่ข้างศพแม่อยู่พักใหญ่ เมื่อขันทีจะมาเคลื่อนย้ายศพ สิบสี่ค่อยร้องไห้ออกมาอย่างหนักจนหมดสติไป รั่วซีเห็นแล้วทั้งปวดใจและสงสารเพื่อนมาก อดนึกโมโหอิ้นเจินไม่ได้ที่ทำกับสิบสี่ขนาดนี้ ตอนพ่อตาย สิบสี่ก็ไม่ทันได้ดูใจไปหนหนึ่งแล้ว นี่ยังมาแม่อีก


วันหนึ่ง สิบสามมาเล่าให้รั่วซีฟังว่าวันนี้ฮ่องเต้หาเรื่องด่าว่าพี่แปดทำงานชุ่ยอีกแล้ว และสั่งให้พี่แปดคุกเข่าไม่ให้ลุก รั่วซีจึงไปนั่งคุกเข่าในห้องพระประท้วงอิ้นเจิน อิ้นเจินโมโหมาก แต่ก็ยอมยกเลิกคำสั่งให้องค์ชายแปดคุกเข่า จากนั้นทำเย็นชาใส่รั่วซี ไม่ยอมพูดกับรั่วซีไปหลายวัน รั่วซีจึงย้ายไปนอนกับอวี้ถานเสียเลย

สิบกว่าวันผ่านไป สิบสามก็มาเยี่ยมรั่วซี(อิ้นเจินส่งมาให้ช่วยดูลาดเลา) คุยเรื่องในราชสำนัก สุดท้ายบอกว่าตั้งแต่รั่วซีกับพี่สี่ทะเลาะกัน พี่สี่หน้านี่หารอยยิ้มไม่มี เย็นชาทั้งวันจนคนรับใช้ใกล้ตัวกลัวหัวหดกันไปหมดแล้ว หลังจากสิบสามกลับไป ตกค่ำ อิ้นเจินก็ส่งขันทีมาตามตัวรั่วซีกลับห้องไปง้อขอคืนดี




หมิงเยว่ ภรรยาหลวงขององค์ชายสิบ มาขอพบรั่วซีและขอร้องให้รั่วซีไปคุยกับฮ่องเต้ให้เพลาๆ มือในการเล่นงานสามีนางหน่อย เพราะอดีตแก๊งองค์ชายแปดทุกคนถูกเล่นงานหนักมากจนจิตใจจะรับไม่ไหวอยู่แล้ว รั่วซีจึงมาช่วยเกลี้ยกล่อมอิ้นเจิน อิ้นเจินบอกว่าจะให้เขาหายแค้นได้ยังไง ดูสภาพร่างกายของสิบสามตอนนี้สิ แล้วยังรั่วซีอีก ที่ทั้งสิบสามและรั่วซีต้องกินยาเพื่อยืดชีวิตอยู่ทุกวันในตอนนี้มันเพราะใครกัน ?


รั่วซีบอกว่านางไม่เคยคิดแค้นพวกองค์ชายแปดเลย เพราะที่พวกนั้นทำอย่างนี้เป็นเพราะจุดยืนแตกต่างกันเท่านั้น และนางเชื่อว่าสิบสามเองก็ไม่คิดแค้นเช่นกัน อิ้นเจินจึงรับปากแค่ว่าเขาจะไม่เล่นงานพวกน้องๆ ถึงชีวิต รั่วซีจึงค่อยโล่งใจได้

ตั้งแต่อิ้นเจินขึ้นครองราชย์เป็นต้นมา เขาก็เน้นจัดการปัญหาคอรัปชันเป็นหลัก เพราะในยุคของคังซีมีการทำสงครามค่อนข้างบ่อย การคลังจึงค่อนข้างฝืดเคือง บวกกับคังซีเน้นเมตตาธรรม ลงโทษแต่สถานเบา ทำให้พวกที่คอรัปชันไม่หลาบจำ อิ้นเจินตั้งใจจัดการกับพวกนี้ให้หนักๆ มาตั้งแต่สมัยยังเป็นองค์ชายสี่แล้ว มาตอนนี้จึงกำหนดโทษขุนนางที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงไว้ที่ประหารไม่ละเว้น

นอกจากนี้ เพื่อป้องกันพวกขันทีและนางกำนัลที่ไม่เชื่อฟังคำสั่ง แอบแพร่งพรายเรื่องที่ไม่ควรพูด หรือทำงานเป็นสายให้พวกพี่น้องคนอื่นๆ เมื่อจับสายสืบพวกนี้ได้ อิ้นเจินจะสั่งลงโทษถึงตายในหลายๆ แบบ โดยให้พวกขันที นางกำนัล และองครักษ์ในวังไปดูการลงโทษจนถึงตายนี้เอาไว้ จะได้หวาดกลัวไม่กล้าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง รั่วซีมารู้เรื่องนี้เมื่อวันหนึ่งไปเยี่ยมอวี้ถาน แล้วเห็นหน้าซีดกลับมา อวี้ถานเล่าให้ฟังว่าไปดูนางกำนัลคนหนึ่งถูกลงโทษตีจนตายคาไม้มา เพราะนางกำนัลคนนี้ไปเล่าเรื่องความเคลื่อนไหวของฮ่องเต้ในตำหนักส่วนตัวนี้ให้พระสนมคนหนึ่งฟัง (ก็เล่าเรื่องที่อยู่กับรั่วซีนั่นแหละ) ทำให้ฮ่องเต้โกรธมากเพราะไม่ชอบให้ใครมายุ่งมาสืบเรื่องส่วนตัว จึงสั่งให้ทั้งคนในตำหนักนี้และตำหนักของพระสนมคนนั้นทั้งหมดมาดูการลงโทษนี้ รั่วซีฟังแล้วหนาวเยือกในใจทันที

วันหนึ่ง รั่วซีเดินเล่นเรื่อยเปื่อยไปจนถึงโรงซักผ้า เจอคนงานสาวที่รู้จัก จึงทักถามถึงจางเชียนอิง ขันทีคุมโรงซักผ้า คนงานสาวก็หน้าซีด ตอบว่าออกจากวังไปแล้ว รั่วซีฟังแล้วอดประหลาดใจไม่ได้ เพราะขันทีจะไม่เหมือนคนงานในวังจำพวกอื่น พวกขันทีมักจะทำงานอยู่ในวังกันจนตาย

ออกจากโรงซักผ้า รั่วซีก็ไปเยี่ยมหวางสี่ที่ที่พัก แล้วบังเอิญเห็นหวางสี่ร้องไห้แอบไหว้วิญญาณอาจารย์ จึงเข้าไปเค้นถาม และได้รู้ว่าหลี่เต๋อเฉวียนกินยาพิษฆ่าตัวตายหลังจากคังซีสวรรคตได้เดือนเศษ ไม่ได้ปลดเกษียณออกจากวังไปอย่างที่นางคิด และศพก็ถูกนำไปเผาทิ้ง รั่วซีช็อคมาก นั่งนิ่งตะลึงน้ำตาไหลพราก รู้ดีว่าที่หลี่เต๋อเฉวียนต้องกินยาตายเพราะรู้มากเกินไป ถึงไม่ฆ่าตัวตายเอง อิ้นเจินก็ไม่มีทางไว้ชีวิตเขาอยู่แล้ว

รั่วซีร่วมไหว้วิญญาณหลี่เต๋อเฉวียนด้วย แล้วถามว่าจางเชียนอิงล่ะ ถูกฆ่าไปแล้วด้วยหรือเปล่า ? หวางสี่ตอบว่า ตอนออกจากวังยังไม่ตาย ตอนนี้ไม่รู้ แต่ก็คงใกล้ตายแล้วล่ะ รั่วซีถามว่าหมายความว่ายังไง ? หวางสี่บอก จางเชียนอิงถูกฮ่องเต้สั่งตัดลิ้นตัดแขน แล้วไล่ออกจากวัง (เพราะอิ้นเจินสืบรู้ว่าหมอนี่แอบแกล้งรั่วซีตอนอยู่ในโรงซักผ้า)
รั่วซีฟังจบก็ลุกพรวดเปิดประตูห้องไปโก่งคออาเจียนทันที