กำลังแสดงผล 1 ถึง 3 จากทั้งหมด 3

หัวข้อ: สะท้านขวัญทุกย่างก้าว ตอน อวสาน ...คำขอครั้งสุดท้าย

  1. #1

    ดวงดาว The Star สะท้านขวัญทุกย่างก้าว ตอน อวสาน ...คำขอครั้งสุดท้าย


    เมื่อรถม้าไปถึงสุดเขตเมืองหลวง รั่วซีก็บอกลาสิบสาม แล้วเปลี่ยนไปนั่งรถม้าของสิบสี่ที่ส่งมารับ ออกเดินทางไปบ้านของสิบสี่ซึ่งอยู่อีกเมือง
    เมื่อใกล้จะถึงบ้านสิบสี่ เฉี่ยวฮุ่ยที่ตามมารับใช้รั่วซีก็เอาผ้าคลุมศีรษะเจ้าสาวสีแดงออกมาให้ รั่วซีหัวเราะ บอก ไม่ต้องใช้หรอกหน้า ไม่ได้จริงจังอะไรสักหน่อย เฉี่ยฮุ่ยก็บอก องค์ชายสิบสี่เป็นเพื่อนเล่นกับคุณหนูมาตั้งแต่เด็ก ไม่มีทางไม่ให้เกียรติคุณหนูถึงขนาดนั้นหรอก และพอมาถึงหน้าบ้านสิบสี่ ก็ได้ยินเสียงดนตรีมโหรีของขบวนเจ้าสาวจริงๆ รั่วซีจึงได้แต่กลอกตา ยอมให้เฉี่ยวฮุ่ยจับคลุมผ้าเจ้าสาวพาเดินเข้าไปในบ้านจนถึงห้องของรั่วซี

    เมื่อไปถึงห้อง รั่วซีก็เอาผ้าคลุมหน้าออก บอกรู้สึกมันดูแปลกๆ ยังไงชอบกล มีวงมโหรีก็จริง แต่ดูไม่เหมือนบรรยากาศแต่งงานเลย พูดถึงตรงนี้ สิบสี่ก็ยิ้มแฉ่งเดินเข้ามา บอกว่าแหงสิ เพราะฮ่องเต้มีราชโองการ ห้ามจัดงานแต่งงานใดๆ ทั้งสิ้น ห้ามติดตัวอักษรมงคลไว้ในบ้านด้วย (เวลามีงานแต่ง จะมีการติดตัวอักษร “มงคลคู่” อยู่ในบ้าน) รั่วซีเลิกคิ้ว ถามว่าแล้ววงมโหรีนั่นล่ะ ? สิบสี่บอก จงใจขัดราชโองการเล่น รั่วซีเลยส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ

    สิบสี่แนะนำเขตเรือนพักที่จัดเอาไว้ให้รั่วซีอยู่ บอกว่าห้องหนังสืออยู่ตรงโน้น เบื่อๆ ก็แวะไปอ่านได้ หรือมีอะไรจะบอกจะขอเพิ่มเติมก็ส่งคนไปบอกเขาได้ กับให้สาวใช้เพิ่มมาหนึ่งคน ชื่อเฉินเซียง

    หลังจากนั้นสิบสี่ก็แวะมาคุยกับรั่วซีทุกวัน วันละครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้มาค้างคืน เพราะความจริงนี่ก็เป็นแค่การแต่งงานแค่ในนามเพื่อช่วยเพื่อนเฉยๆ แต่ทำเอาเฉินเซียงงงไปเหมือนกันว่าตกลงองค์ชายสิบสี่โปรดหรือไม่โปรดรั่วซีกันแน่ เพราะถ้าไม่โปรด ทำไมถึงมาหาทุกวัน แต่ถ้าโปรด ก็ไม่ยักค้างคืนด้วยสักคืน ส่วนรั่วซี เก็บตัวอยู่แต่ในเขตเรือนพักของตัวเองเงียบๆ โดยไม่ไปเสวนากับพวกเมียๆ ของสิบสี่

    หมินหมิ่นเขียนจดหมายฝากสิบสี่เอามาให้รั่วซี เนื้อความบอกว่า พี่สาว ไม่ว่าพี่จะเจอเรื่องอะไรมา ก็ขอให้ลืมเสียให้หมดเถอะ องค์ชายสิบสี่เป็นคนที่คู่ควรให้รัก ตอนนี้อายุมากขึ้น ถึงค่อยรู้ว่าวันเวลามันผ่านไปเร็ว ขอให้พี่รักษาความสุขเอาไว้

    ระหว่างนี้ เวลาว่าง รั่วซีจะนั่งคัดลายมือตลอดโดยเอาตัวหนังสือที่เคยขอให้อิ้นเจินเขียนให้มานั่งคัด จนลายมือเหมือนกับลายมือของอิ้นเจินมากขึ้นทุกที

    เมื่อมาอยู่ห่างไกลกันแบบนี้ ก็ไม่มีเรื่องให้ต้องหมางใจกัน สิ่งที่นึกได้จึงมีแต่ความรักที่มีให้กัน เหมือนยิ่งอยู่ห่างก็ยิ่งรักลึกล้ำมากขึ้นทุกวัน

    รั่วซีถามสิบสี่ว่าองค์ชายแปดเป็นยังไงบ้าง ? สิบสี่บอก ถูกด่าหนักขึ้นทุกวัน แต่ข้าดูว่าพี่แปดเฉยชาไม่สนใจไปแล้ว จากเดิมระวังตัวสุดขีด มาตอนนี้เหมือนจงใจแกล้งทำงานชุ่ยให้ถูกด่าจริงๆ รั่วซีจึงบอกว่า องค์ชายแปดคิดแต่อยากจะจากไปเท่านั้น สิบสี่บอก แน่ล่ะสิ โดนแบบนี้ ใครจะไปอยากอยู่ใกล้ๆ ฮ่องเต้ต่อล่ะ รั่วซีจึงเสริมว่า เขาอยากจะจากไปอยู่กับพระชายาของเขาต่างหาก สิบสี่เลยนิ่งไป รั่วซีบอก ตอนนี้ข้าเพิ่งรู้ว่า การตายก็ถือเป็นการปลดปล่อยจากความทุกข์ทางหนึ่งเหมือนกัน สิบสี่ฟังแล้วคว้ากระดาษมาเขียนกลอนด่าอิ้นเจิน เอาให้รั่วซีดูแล้วหัวเราะ บอกจะส่งไปให้เจ้าตัวดู ถึงจะทำอะไรฮ่องเต้ไม่ได้ ก็ขอด่าให้สะใจหน่อยเหอะ รั่วซีได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ


    วันหนึ่ง รั่วซีได้ยินว่าสิบสี่ฝึกกระบี่อยู่ จึงไปยืนดู ก็เห็นสิบสี่รำกระบี่โดยมีเมียไร้อันดับคนหนึ่งดีดพิณคลอให้เข้าจังหวะ แต่ดีดช้าเกินไป ตามจังหวะกระบี่ไม่ทันจนสายพิณขาด รั่วซีจึงเดินออกไปทัก สิบสี่บอกมาดูก็ไม่บอกกันบ้าง ไม่เห็นต้องลับๆ ล่อๆ เลย รั่วซีเห็นเพื่อนเหงื่อออกเต็มตัว (ถอดเสื้อรำกระบี่) เลยส่งผ้าเช็ดหน้าไปให้ บอกเดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก แต่สิบสี่ดันยื่นหน้ามาให้ช่วยเช็ดให้ รั่วซีทำหน้าแปลกใจนิดๆ แต่ก็ช่วยเช็ดให้ จากนั้นสิบสี่ชวนรั่วซีไปนั่งดื่มชากันที่ห้องหนังสือ จงใจจูงมือเดินไป รั่วซีดึงมือกลับก็ไม่ยอมปล่อย

    หลังจากนั้น วันเกิดของเมียหลวงสิบสี่ก็มาถึง มีการจัดงานฉลองกัน รั่วซีก็ไปร่วม แต่ขอตัวกลับมาก่อน สิบสี่กินเหล้ามามึนพอสมควร เข้ามาขอคุยด้วย นอนแผ่บนเตียงรั่วซี แล้วถามว่าตอนที่เสด็จพ่อเขาเสีย เสด็จพ่อยกบัลลังก์ให้ใคร ? ท่านแม่บอกเขาว่าเสด็จพ่อบอกท่านแม่ว่าคิดจะยกบัลลังก์ให้เขา เขาจึงข้องใจเรื่องนี้มาตลอด

    รั่วซีโกหกไปว่า ยกบัลลังก์ให้องค์ชายสี่ สิบสี่ก็ทำท่าซึมไป บอกว่าเขาเชื่อรั่วซี ขอบใจนะ เขาจะได้เลิกคิดถึงเรื่องนี้ได้เสียที จากนั้นร้องเพลงผู้กล้าที่ปณิธานถูกกัดกร่อนจนหลับไป ก็ละเมอออกมาโดยที่น้ำตาไหลว่า เสด็จพ่อ เพราะอะไรกัน ? หม่อมฉันทำผิดอะไรหรือ...


    รั่วซีได้แต่กำผ้าเช็ดหน้าแน่น นึกขอโทษเพื่อนอยู่ในใจ สั่งให้เฉี่ยวฮุ่ยเอาฉากมากางกั้น ส่วนนางก็เอาเก้าอี้นอนมาตั้งหลังฉาก แล้วนอนบนเก้าอี้

    สิบสี่ตื่นมาร้องคอแห้งกลางคืน รั่วซีจึงลุกมารินน้ำชาให้ สิบสี่ดื่มชาแล้วลงนอนต่อ พึมพำว่าเขานึกว่าฝันไปเสียอีกที่เห็นรั่วรินน้ำชาป้อนให้เขาดื่ม


    หลังจากนอนอยู่พักหนึ่ง สิบสี่ก็ถามรั่วซีหลับหรือยัง ? รั่วซีบอกว่ายัง สิบสี่จึงชวนคุย ถามว่านี่เจ้ายังนอนหลับไม่ค่อยสนิทอยู่เหมือนเดิมสินะ ? รั่วซีบอก อืมม์ สิบสี่บอก เมื่อก่อนเขาเคยไม่เข้าใจว่าทำไมรั่วซีถึงนอนหลับไม่ค่อยสนิท แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว หากมีเรื่องกลุ้มใจ จะนอนหลับได้ยากเย็น และตื่นได้ง่าย กลางคืนก็ยาวนานนัก หลับๆ ตื่นๆ เป็นหลายครั้ง ฟ้าก็ยังไม่ยอมสางเสียที


    จากนั้นสิบสี่ก็ชวนคุยถึงเรื่องสมัยยังเด็ก ถามว่ารั่วซียังจำได้หรือเปล่าว่าพวกเราเจอกันครั้งแรกเมื่อไหร่ พูดถึงตอนที่รั่วซีทะเลาะกับหมิงเยว่จนตกน้ำไปด้วยกันทั้งคู่ว่าตอนที่สิบสามอุ้มรั่วซีขึ้นมาจากน้ำ สารรูปรั่วซีดูไม่ได้เลย แล้วบอกว่าพี่สิบเคยบอกว่า เขาเคยรับปากจะทำตามที่รั่วซีขออย่างหนึ่ง เขาทำตามที่รับปากไว้หรือยัง ? รั่วซีบอก ถ้าไม่บอกนี่ลืมไปแล้วจริงๆ ด้วย สิบสี่จึงบอกว่า งั้นคงไม่มีหวังที่พี่สิบจะทำตามที่เคยรับปากไว้แล้วล่ะ (เพราะองค์ชายสิบถูกย้ายไปอยู่ที่อื่น ไม่มีโอกาสมาเจอกันได้) จากนั้นพูดว่า ตอนที่รั่วซีร้องเพลงเป็นของขวัญวันเกิดให้พี่สิบ เขาเคยขอว่าไว้ถึงคราววันเกิดเขา ให้ร้องให้เขาบ้างสิ แล้วรั่วซีก็รับปาก นี่ก็ยังไม่ได้ทำตามที่รับปากไว้เลยนะ รั่วซีจึงบอกว่าวันเกิดสิบสี่เพิ่งผ่านมาได้ไม่นาน เอาไว้วันเกิดปีหน้านางจะร้องให้ฟังแน่นอน

    หลังจากนั้นสิบสี่ก็แวะมาคุยและค้างคืนกับรั่วซีเกือบทุกวันในลักษณะนี้ คือคนหนึ่งนอนบนเตียง อีกคนนอนบนเก้าอี้นอน มีฉากคั่นกลาง

    ไม่กี่เดือนต่อมา รั่วซีเริ่มมีอาการง่วงนอนบ่อย หลายครั้งที่อยู่ดีๆ ก็หลับไป จนสิบสี่เริ่มรู้สึกผิดปกติ จึงให้หมอมาตรวจ เปลี่ยนหมอไปสามราย ผลการตรวจออกมาเหมือนกันหมด นั่นคือ ร่างกายเป็นเหมือนตะเกียงที่ใกล้ดับแสง ตอนแรกสิบสี่โมโหมาก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียใจอย่างที่สุด เขาพยายามทำทุกอย่างที่จะทำให้รั่วซีสบายใจ สั่งคนทำอาหารที่ชอบมาให้กิน มาคุยด้วย อยู่เป็นเพื่อนนานที่สุดเท่าที่จะนานได้

    ช่วงไม่กี่วันก่อนตาย รั่วซีนึกถึงอิ้นเจิน อยากเจอหน้าเขาอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย จึงเขียนจดหมายถึงเขาเนื้อความว่า

    ตอนที่นางถามเขาว่าอยากได้บัลลังก์หรือไม่ แล้วเขาตอบว่า “อยากได้” ในตอนนั้นเขาได้กำกุญแจที่จะเปิดหัวใจนางเอาไว้แล้ว ต่อมาเมื่อเขาโยนร่มทิ้งและมายืนเคียงข้างนางในคืนวันที่ฝนตก ประตูหัวใจของนางได้เปิดออกให้แก่เขาอย่างเต็มที่ และเมื่อเขาเอาตัวเอาเข้าบังลูกธนูให้นาง นางก็ไม่อาจที่จะลืมเขาได้อีกไปจนชั่วชีวิตนี้ ส่วนเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น มีแต่จะทำให้ความรู้สึกของนางยิ่งลึกล้ำมากขึ้นทุกที

    เขียนมาถึงตรงนี้ เขายังจะถามนางเรื่ององค์ชายแปดอีกหรือไม่ ? ไม่ทราบว่าตอนนี้เขายังแค้นนางอยู่ไหม ? ยังคงโกรธนางอยู่ไหม ? นางอยากจะพบหน้าเขาอีกสักครั้ง

    รั่วซีปิดผนึกซอง เขียนไว้บนซองว่า ฮ่องเต้เปิดด้วยพระองค์เอง จากนั้นกะว่าสักสามวันกว่าอิ้นเจินจะได้รับจดหมายและเดินทางมาถึง ในวันที่สี่ นางจึงแต่งตัวรอให้เขามาถึงอย่างใจจดใจจ่อ แต่ปรากฏว่าอิ้นเจินไม่มา...


    ในวันถัดมาและถัดมา อิ้นเจินก็ไม่มา จนในวันที่สี่ ที่เป็นวันสุดท้ายของชีวิต รั่วซีขอให้สิบสี่พาออกไปชมสวน ระหว่างชมสวน รั่วซีรู้สึกหนาวมากขึ้นทุกที ก็รู้ว่าตัวเองใกล้จะตายแล้ว จึงขอให้สิบสี่รับปากนางอย่างหนึ่ง สิบสี่พานางนั่งพาดตักและกอดนางไว้แน่น บอกให้นางพูดสิ่งที่ขอมา รั่วซีบอก หลังจากนางตายแล้ว ขอให้เผาศพนางทันที นางไม่อยากให้ร่างตัวเองมีกลิ่นเน่า และไม่ชอบถูกฝัง เพราะจะถูกหนอนแทะ สิบสี่ก็รับปาก แล้วถามว่าชาติหน้า รั่วซีจะยังจำเขาได้ไหม ? รั่วซีบอก นางจะขอน้ำแกงจากเมิ่งผอ(น้ำดื่มลืมชาติ)เยอะๆ ซดไปหลายๆ ชาม นางอยากจะลืมพวกเขาให้หมด

    (รั่วซีเสียชีวิตในปียงเจิ้งที่ 3 เดือน 3 สิริอายุ 34 ปี)


    ทางด้านอิ้นเจิน เขามีสายสืบอยู่ในบ้านของสิบสี่เยอะมากที่คอยบอกเรื่องของรั่วซีให้เขารู้ตลอด และสิบสี่ก็รู้เรื่องนี้ดี ในวันที่ฝึกกระบี่ ที่สิบสี่จงใจให้รั่วซีเช็ดเหงื่อที่หน้าให้และจูงมือรั่วซีเดินไปหอสมุด ก็เพราะจงใจเล่นละครให้สายสืบเห็น กะให้พี่ชายหึงเล่น และอิ้นเจินก็หึงเป็นบ้าจริง มาโวยกับสิบสามว่าไหนบอกว่ารั่วซีแต่งกับสิบสี่แค่ในนามไง สิบสามอธิบายแบบเหงื่อตกว่า รั่วซีเขาไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไป เรื่องจับมือถือแขนแค่นี้ รั่วซีไม่คิดอะไรมากหรอกน่า

    ตอนที่สิบสี่ส่งกลอนด่ามาให้ อิ้นเจินโมโหมาก ด่ากลับต่อหน้าสิบสามไฟแลบ ทำเอาสิบสามคิดในใจว่าพี่น้องคู่นี้นี่สมเป็นพี่น้องแม่เดียวกันจริงๆ เวลาโมโหปุ๊บ ปากด่าออกไปก่อนเลยทั้งคู่

    ต่อมาเมื่อสายสืบรายงานว่าสิบสี่เข้าไปนอนค้างในห้องรั่วซี และได้ยินเสียงสองคนคุยกันหัวเราะร่าเริงดังมา อิ้นเจินก็ยิ่งหึงหน้ามืด ทนทำใจอ่านต่อไปไม่ไหว จึงสั่งสายสืบว่าไม่ต้องรายงานเรื่องของรั่วซีมาแล้ว

    ตอนที่รั่วซีฝากสิบสี่เอาจดหมายมาให้ เนื่องจากลายมือของรั่วซีเหมือนกับลายมือของอิ้นเจินมาก สิบสี่กลัวจะเกิดคำครหา จึงหาซองใหญ่กว่าหน่อยมาใส่ แล้วเขียนเอาไว้บนซองด้วยลายมือตัวเองว่า ฮ่องเต้เปิดด้วยพระองค์เอง แล้วเนื่องจากกลอนด่าที่สิบสี่เคยส่งมาก่อนหน้านี้ ทำให้อิ้นเจินคิดว่านี่ก็คงจะเป็นกลอนด่าอีกเหมือนกัน จึงโยนลงลิ้นชัก ไม่สนใจจะอ่าน

    จนกระทั่งวันหนึ่ง ในรายงานของสายสืบที่บ้านสิบสี่ส่งมาว่า พระชายาหม่าเอ่อร์ไท่ขององค์ชายสิบสี่เสียชีวิตแล้วเมื่อวานนี้ ตอนนี้กำลังจัดงานศพ เนื่องจากก่อนหน้านี้ฮ่องเต้มีราชโองการห้ามจัดงานศพแบบหรูหราสิ้นเปลือง เขาจึงรายงานมาให้รู้ไว้ จะได้จับตาดูงานศพ.....

    อิ้นเจินอ่านถึงตรงนี้ก็ช็อคตัวแข็งทื่อ พู่กันตกจากมือ สิบสามเห็นเข้าก็ตกใจ รีบเอาน้ำชาไปให้ บอกให้ใจเย็นๆ แล้วตาเหลือบลงดูเห็นฎีกานี้เข้า ก็ตกตะลึง มือกระตุกจนถ้วยชาที่ถือตกพื้นแตกดังเพล้ง เรียกสติอิ้นเจินให้กลับคืนมา


    อิ้นเจินพึมพำว่า เขาไม่เชื่อว่านางแค้นเขามากขนาดนี้ แล้ววูบนึกขึ้นได้ถึงจดหมายที่สิบสี่ส่งมาก่อนหน้านี้ จึงหนาวเยือกไปทั้งตัว รีบค้นจดหมายนั้นในลิ้นชักมือไม้สั่น พอได้เจอก็รีบเปิดอ่าน จึงได้พบว่าข้างในมีซองอีกซองอยู่...



    คืนนั้น อิ้นเจินกับสิบสามเร่งเดินทางไปจนถึงบ้านสิบสี่ เข้าไปจนถึงตัวเรือนที่รั่วซีอยู่ เห็นมีแต่ความเงียบ และไม่มีโลงศพตั้งอยู่ อิ้นเจินเกิดความหวังวูบขึ้นว่าบางทีรั่วซีอาจจะยังไม่ตาย จึงเรียกให้สิบสี่ออกมาคุยกัน

    สิบสี่นั่งกอดเข่าอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้อง และเห็นอิ้นเจินเดินเข้ามาแต่แรกแล้ว จึงร้องรับและลุกขึ้น บอกว่ารั่วซีตายแล้ว ตอนนี้อยู่ในนี้ พูดจบก็หยิบกระปุกที่นั่งกอดเอาไว้ตลอดวางลงที่หลังป้ายสถิตวิญญาณ

    อิ้นเจินตัวแข็งทื่อ ก่อนจะตบหน้าสิบสี่เต็มแรง สิบสามก็ตวาดใส่ว่าสิบสี่คิดจะแกล้งฮ่องเต้ถึงขนาดไม่ยอมให้ได้เจอหน้ารั่วซีเป็นครั้งสุดท้ายเลยหรือ ?

    สิบสี่บอก รั่วซีสั่งเอาไว้ต่างหากว่าหลังจากนางตายแล้วให้เผาศพนาง อย่าเอาไปฝัง นางไม่อยากถูกหนอนแทะ จากนั้นพูดเสียงหยันว่าทีก่อนหน้านี้ทำไมไม่รู้จักมา เพิ่งจะโผล่หัวมาเอาป่านนี้ แล้วที่มาทำท่าโกรธนี่ กะทำให้ใครดูงั้นรึ ?

    อิ้นเจินตะคอกว่าที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้มาก็เพราะเจ้านั่นแหละ ! สิบสามจึงถอนใจ บอกว่าเพราะซองจดหมายนั่นเขียนด้วยลายมือสิบสี่ พี่สี่นึกว่าเขียนกลอนมากวนประสาทอีกแล้ว เลยไม่สนใจจะเปิดอ่าน สิบสี่ก็ตกใจ บอกว่า แต่ในบ้านนี้มีสายสืบของพี่สี่ตั้งเยอะนี่ ต่อให้ไม่มีจดหมาย แล้วสายสืบพวกนั้นไม่ได้รายงานเลยหรือไง ?

    อิ้นเจินฟังแล้วกัดฟันหรอด สิบสามเป็นคนอธิบายตามเคยว่า ตั้งแต่สิบสี่มาค้างที่ห้องรั่วซี พี่สี่ก็สั่งสายสืบว่าไม่ต้องรายงานเรื่องของรั่วซีให้เขารู้อีก

    สิบสี่อึ้งมาก หันไปคุกเข่าตรงหน้าป้ายวิญญาณรั่วซี ร้องขอโทษ บอกว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เขานึกไม่ถึงเลยว่าเรื่องจะกลายเป็นแบบนี้ เรื่องที่เขาให้รั่วซีเช็ดหน้าให้กับจูงมือนั่น เขาจงใจแกล้งพี่สี่จริง แต่ที่เขาเข้ามานอนคุยกับรั่วซีผ่านฉากกั้น เพราะคุยกับรั่วซีแล้วเขารู้สึกสบายใจมาก เหมือนได้กลับไปช่วงเวลาที่ยังเป็นเด็ก แล้วเวลาได้คุยกับรั่วซี เขาจะนอนหลับสนิทไม่หลับๆ ตื่นๆ ด้วย แล้วถึงจะมีฉากกั้น แค่ได้รู้ว่ารั่วซีนอนอยู่ใกล้ๆ ใจเขาก็...

    สิบสี่พูดถึงตรงนี้ อิ้นเจินก็ตวาดสั่งให้หยุดพูด แล้วตรงเข้าไปหยิบกระปุกใส่อัฐิของรั่วซีมา ทำท่าจะเดินจากไป สิบสี่รีบร้องว่าตอนนี้รั่วซีเป็นภรรยาเขา อิ้นเจินจะเอาอัฐิของรั่วซีไปไม่ได้ อิ้นเจินหันมาพูดว่า รั่วซีจะเป็นภรรยาเจ้าหรือไม่ คนตัดสินคือข้า ไม่ใช่เจ้า ข้าไม่ได้ใส่ชื่อรั่วซีเอาไว้ในรายชื่อราชนิกุลแต่แรก และพวกเจ้าาก็ไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานกันด้วย นางไม่ได้เป็นภรรยาของเจ้า สิบสี่เลือดขึ้นหน้า ร้องว่ามันจะแกล้งกันมากเกินไปแล้ว อิ้นเจินพูดเสียงเย็นชาว่า จะแกล้งซะอย่าง จะทำไมรึ ?

    สิบสามเข้ามาประนีประนอมว่า ยังไงรั่วซีคงจะยินดีที่ได้ไปอยู่กับอิ้นเจินอยู่แล้ว สิบสี่แค่นหัวเราะว่าแน่ใจรึ ตอนนั้น เฉี่ยวฮุ่ย สาวใช้ของรั่วซีออกมาบอกว่า รั่วซีต้องยินดีไปอยู่กับฮ่องเต้แน่ จากนั้นขอให้อิ้นเข้ามาดูของที่รั่วซีเหลือทิ้งเอาไว้ มีทั้งชุดน้ำชาและใบชาแบบที่อิ้นเจินชอบ กระดาษคัดลายมือที่นางฝึกคัดตามลายมือของอิ้นเจิน และลูกธนูที่นางเก็บไว้เป็นที่ระลึก

    ตอนที่เห็นลูกธนู อิ้นเจินถึงกับเข่าอ่อนทรุดนั่งลงร้องไห้...

    นอกจากนี้ รั่วซียังฝากของเอาไว้ให้สิบสาม เป็นจดหมายฉบับหนึ่งกับผ้าผืนหนึ่ง สิบสามก็รับไปอ่าน แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที

    จดหมายของรั่วซีที่ให้สิบสาม เนื้อความขอให้สิบสามไปพบองค์ชายเก้าพร้อมด้วยผืนผ้าที่ให้มาด้วยกัน สิบสามยื่นยาพิษให้องค์ชายเก้า บอกว่ารั่วซีวานให้เขามาทำหน้าที่นี้ และรั่วซีทำอย่างนี้เพื่อน้องสาวของนาง รั่วซีให้องค์ชายเก้าเลือกเอาว่า จะยอมรับหัวใจของอวี้ถานหรือไม่ หากยอมรับ ก็รับยาพิษนี้ไป หากไม่ยอมรับ ก็เอายาพิษคืนมา

    องค์ชายเก้าฟังแล้วเจ็บแปลบในใจทันที ในชีวิตเขา ผู้หญิงไม่เคยมีความหมายอะไรมากไปกว่าสิ่งที่ใช้ปลดเปลื้อง มีแต่อวี้ถานที่เขาไม่เคยเข้าใจนาง และไม่เคยลืมนางได้เลย องค์ชายเก้าบอกว่า ตกลง เขาจะรับไว้ สิบสามจึงมอบผืนผ้าข้อความสุดท้ายที่อวี้ถานเขียนให้รั่วซีให้ไป จากนั้นออกจากไปห้องคุมขัง

    องค์ชายเก้าอ่านข้อความของอวี้ถาน เมื่ออ่านถึงข้อความสุดท้ายที่บอกว่า อวี้ถานไม่เสียใจ และไม่แค้นใคร ก็ตะโกนถามในใจว่าทำไมถึงไม่เสียใจ ทำไมถึงไม่แค้นเขาเล่าที่ทำให้นางต้องพบจุดจบแบบนั้น ? จากนั้นหัวเราะก้อง ร้องว่า รั่วซี เจ้าสมแล้วที่เป็นผู้หญิงของพี่สี่ เจ้าเหี้ยมยิ่งกว่าพี่สี่เสียอีก ! พี่สี่ทรมานข้าได้แต่ร่างกาย ข้ายังสามารถหัวเราะได้อย่างไม่ยี่หระ อย่างมากก็แค่ตาย แต่เจ้า...ทำให้ข้าต้องเสียใจในสิ่งที่ได้ทำลงไปจนแม้ตายก็ตายตาไม่หลับ !

    องค์ชายเก้าสิ้นชีวิตในปียงเจิ้งที่ 4 เดือน 9 สิริอายุ 43 ปี



    สิบสามไปหาสิบแปดเป็นรายต่อไป เอายาพิษหงอนกระเรียนแดงไปให้ เป็นการตอบแทนที่องค์ชายแปดช่วยรั่วซีในครั้งสุดท้ายนั้น เพื่อที่องค์ชายแปดจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการถูกเคี่ยวกรำอีกต่อไป องค์ชายแปดมองยาพิษแล้วยิ้ม พูดว่าเจ้ามาช่วยข้าครั้งแล้วครั้งเล่าแบบนี้ ไม่กลัวฮ่องเต้โกรธหรือไง ? สิบสามตอบว่า แค่บอกว่าเป็นคำสั่งเสียของรั่วซี ฮ่องเต้ก็ไม่กล้าว่าอะไรแล้ว เพราะฮ่องเต้เองก็ทำผิดพลาดที่ไปดูใจรั่วซีไม่ทัน
    องค์ชายแปด เสียชีวิตในปียงเจิ้งที่ 4 เดือน 9 สิริอายุ 46 ปี

    ปียงเจิ้งที่ 8 เดือน 5 องค์ชายสิบสาม อวิ่นเสียง เสียชีวิต



    อิ้นเจินยืนอยู่บนยอดเขา ตาทอดลงมองทั่วทั้งพระราชวังต้องห้ามที่ใต้ฝ่าเท้า ในส่วนลึกของดวงตามีเพียงความว่างเปล่าเหมือนเช่นท้องฟ้า กว้างไกล และอ้างว้าง...

    รักและแค้นได้จรจากไกล จะเหลือก็แต่เขาเพียงคนเดียว...

  2. #2

    อายหน้าแดง มีต่อนิดหน่อยค่ะ

    จางเสียวเหวิน ตื่นจากความฝันที่ในเ้ช้าวันหนึ่งโรงพยาบาล ทำไมนะมันเป็นความจริงหรือเป็นแค่ฝันร้้ายกันแน่ทำไมความฝันครั้งนี้ถึงเอาความเจ็บปวดมาไว้ี่หัวใจเธอทุกขณะจิต แต่เธอจะทำอย่างไรได้ละ เธอไม่สามารถฝันแบบนั้นอีกแล้้วสิ่งที่เธอทำได้ีดีที่สุดคืิอพิมพ์ทุกๆรายละเอียดที่เป็นเขาไว้ในทุกอณูในห้วงหัวใจ อ่านข้อมูลในหนังสือบันทึกพงศดารทุกเล่ม ราวกับหนังสือเหล่านั้นจะทำให้เธอได้ใกล้เขา หลายต่อหลายครั้งที่มักจะหลอกตัวเองว่า
    หม่าเออร์ำไทร์รั่วซีเป็นแค่ความฝันแต่ความเจ็บปวดนั้นกลับยิ่งฝังจำให้ลืมไม่ลง


    ที่พิพิธภัณฑ์งานแสดงประวัติศาสตร์ราชวงศ์ชิง จางเสี่ยวเหวินดูสิ่งของที่จัดแสดงไม่ว่าจะเป็น ถ้วย ชาม นาฬิกา ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ของบางอย่างราวกับเธอเคยสัมผัสมันจนมาถึงรูปภาพที่วาดไว้นานตามกาลเวลา

    ...ในภาพนั้น...
    เธอเคยอยู่ที่นั่น ภาพองค์คังซีกำลังกินขนมที่เธอทำข้างๆนั้นเหล่าองค์ชายทั้งหลายต่างยิ้ม หัวใจเธอไหววูบเมื่อเห็นภาพนางกำนัลคนหนึ่งที่ปักปิ่นดอกมู่หลานน้ำตาไหลออกมาอีกแล้ว ใกล้ๆกันนั้นคือเขา อิ้นเจิน
    มันไม่ใช่ความฝันนี่ นั่นมันเธอ เขาเคยอยู่ใกล้ๆเธอแต่ตอนนี้เธอไม่มีเขาที่รักเธอแล้ว จางเสี่ยวเหวินยืนร้องไห้นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหนักเดินใกล้เข้ามา
    คุณ,,โอเคไหมครับ?
    ดวงตาคู่นั้นที่เธอคุ้นเคย แต่กลับไม่มีร่องรอยความรักเหลือเลย เธอจำเขาได้แต่เขาไม่มีแม้เศษเสี้ยวแห่งความทรงจำนั้น ชายหนุ่มคลำหาผ้าเช็ดหน้าแต่ก็หาไม่เจอก่อนจะยิ้มเป็นเชิงขอโทษ ก่อนที่จะเดินจากไปเหลือเพียงความเศร้าที่ตราตรึงในหัวใจเธอจากนี้,,,,ตราบชั่วนิรันดร์


    ขอบคุณ คุณseriaจากเว็ปbuildboard.comที่จากแปลจีนเป็นไทยค่ะ ขอบคุณผู้อ่านที่ติดตามจนจบ และบ้านมหาในการเผยแพร่งานเขียนที่รักด้วยค่ะ





    ลิขสิทธิ์บน YouTube Credit By : https://www.youtube.com/watch?v=NtzpirP6-I4
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สาวชัยภูมิ ลูกพ่อขุน; 29-12-2011 at 12:40.

  3. #3
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ แจ่มใสยิ้มสวย
    วันที่สมัคร
    Mar 2009
    ที่อยู่
    USA
    กระทู้
    1,014
    บล็อก
    18
    น้ำตาซึมเลยค่ะ แต่ต้องบอกว่ารั่วซีเป็นผู้หญิงที่คิดมากจริง คิดมากจนตัวเองทุกข์

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •