กำลังแสดงผล 1 ถึง 5 จากทั้งหมด 5

หัวข้อ: ประเพณีการรัดเท้า [ราชินีเท้าดอกบัวทอง]

  1. #1

    เกาทัณฑ์ ประเพณีการรัดเท้า [ราชินีเท้าดอกบัวทอง]

    ประเพณีการรัดเท้า  [ราชินีเท้าดอกบัวทอง]

    เรี่องที่จะเขียนวันนี้ อาจจะพูดได้ว่า เป็นอีกหนึ่งใน Amazing Story ก็ว่าได้ อยากเขียนเรื่องนี้ เพราะเมื่อวาน ผ่านไปแถวถนน Shanghai เห็นหญิงชรา เท้าจิ๋ว กำลังนั่งเร่ขายรองเท้าแคระที่เธอทำไว้ขายให้แก่นักท่องเที่ยวบ้าง คนที่ผ่านไปมาบ้าง

    ประเพณีการรัดเท้า  [ราชินีเท้าดอกบัวทอง]




    ประเพณีการรัดเท้า

    กล่าวกันว่า ผู้หญิงจีนที่มีอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป 38 % ของผู้หญิงกลุ่มนี้จะมีขนาดเท้าไม่เกิน 3 นิ้ว ซึ่งเป็นความเชื่อของหญิงจีนสมัยก่อนว่า ผู้หญิงสวยต้องมีเท้าเล็ก หรือที่เรียกกันว่า "เท้าดอกบัวทอง"

    เด็กหญิงในสมัยนั้น ที่มีอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จะเริ่มถูกมัดเท้า โดยแม่ของตน เพราะเชื่อกันว่า สตรีที่มีเท้างาม จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีชายที่ร่ำรวยมาสู่ขอเป็นศรีภรรยา หรือไม่ก็เป็นนางบำเรอของคหบดีที่ร่ำรวย หากว่าเด็กหญิงเหล่านั้นไม่ยอมรัดเท้าตามที่พ่อ แม่ ต้องการ ก็จะถูกเฆี่ยนตี ดุด่า อย่างทารุณ

    ประเพณีการรัดเท้า  [ราชินีเท้าดอกบัวทอง]

    ขั้นตอน วิธีการรัดเท้านั้น แสนจะเจ็บปวดและทรมาณสำหรับเด็กหญิงวัยเพียง 5ขวบ โดยจะใช้ผ้าแถบยาวรัดนิ้วเท้าทั้งหมด ยกเว้นนิ้วหัวแม่โป้ง ก่อนที่จะรัดเท้า นิ้วเท้าเหล่านี้จะต้องถูกหักให้เสียรูปเสียก่อน โดยการพับนิ้วเท้าทั้ง 4 ให้ไปรวมกันที่ฝ่าเท้า บางรายต้องการให้การรัดเท้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว ก็จะบังคับให้เด็กตัวน้อยๆเหล่านี้ ไปเดินย่ำบนก้อนหิน ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องบดกระดูกเท้าอย่างดี

    กว่ารูปเท้าจะได้รูปทรงที่ต้องการ กระดูกเท้าของเด็กหญิงที่น่าสงสารเหล่านี้หักจนนับไม่ถ้วนครั้ง

    บางรายต้องตัดนิ้วเท้าทิ้ง เนื่องจาก แผลเป็นหนอง ติดเชื้ออักเสบเรื้อรัง บางรายก็ต้องช็อคตาย อันเนื่องมาจากความเจ็บปวด

    ทุกๆวัน จะมีการทำความสะอาดแผล และเปลี่ยนผ้า กลิ่นของเลือด น้ำหนอง นั้น กล่าวกันว่า มีคนเอาไปเขียนเป็นบทกวี บรรยายถึงความหอม(แบบประหลาดๆ)ของมัน ชายจีนสมัยนั้น มักชอบเอามือมาลูบคลำ จับเล่น เท้าจิ๋วๆแบบนี้ บางรายก็เอาไปจูบบ้าง เชยแก้มบ้าง หนักกว่านั้น ก็เทเหล้าใส่รองเท้าแล้วเอามาดื่มกินก็มี


    ประเพณีการรัดเท้า  [ราชินีเท้าดอกบัวทอง]
    ทำไมต้องเป็น ดอกบัวทองคำ 3 นิ้ว

    ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า หลังจากที่พุทธศาสนาเริ่มเข้าสู่ประเทศจีนและเป็นที่ยอมรับนับถืออย่างแพร่หลาย กรปอกับอิทธิพลของพุทธศิลปะที่นิยมวาดรูปพระโพธิสัตว์ภาคเจ้าแม่กวนอิมยืนบนดอกบัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนความดีงาม สะอาด บริสุทธิ์ มีคุณค่า และเป็นมงคล ดอกบัว จึงถูกนำมาใช้เรียกเท้าเล็กจิ๋วของหญิงสาวราวกับเป็นสิ่งดีงาม เพราะผู้หญิงที่ดีต้องอ่อนแอ ช่วยเหลือตัวเอง ต้องพึ่งพาและเชื่อฟังของพ่อ สามีหรือลูกชาย เป็นกรอบความคิดที่สังคมผู้ชายเป็นใหญ่วาง กับดักไว้

    นอกจากนี้ สิ่งที่มีค่าสูงส่งมักจะได้รับการเปรียบเปรยว่ามีค่าดุจดั่งทอง ในยุคสมัยนั้น ผู้คนต่างชื่นชมยินดีกับการมีเท้าเล็กจิ๋วกับรองเท้าดอกบัวทองคำคู่จิ๋ว แม้แต่ในยามที่เสพสังวาสกัน สตรีก็ไม่ยอมถอดรองเท้าดอกบัวทองคำที่หวงแหนราวกับเป็นเครื่องประดับล้ำค่าของนาง

    ประเพณีการรัดเท้า  [ราชินีเท้าดอกบัวทอง]
    ในปลายสมัยชิง ทุกปีในวันที่ 6 เดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติ ที่เมืองต้าถง มณฑลซันซี จะมี งานประกวดเท้าสวย โดยหญิงสาวจะแข่งกันอวดเท้าเล็กจิ๋วของตนให้คนที่เดินผ่านไปมา ชื่นชม และตัดสิน โดยดูจากขนาดของเท้าและความสวยงามของรองเท้า ที่มีลวดลายประณีตงดงาม ซึ่งเกิดจากฝีมือการเย็บปักถักร้อยของหญิงสาว แสดงให้เห็นว่าเท้าที่ถูกรัดจนพิกลพิการกับรองท้าคู่จิ๋ว ได้รับการเทิดทูนเพียงใดในสังคมศักดินายุคนั้น

    ผู้หญิงสมัยนั้นบ้าคลั่งประเพณีการรัดเท้ามากถึงขั้นตั้งเกณฑ์ว่า หากเท้าผู้ใดยาวไม่เกิน 3 นิ้วจะเรียกว่าเป็น เท้าดอกบัวทองคำ ถ้ายาวกว่า 3 นิ้วแต่ไม่เกณฑ์ 4 นิ้วให้เรียกว่า เท้าดอกบัวเงิน หากยาวกว่า 4 นิ้วก็จะถูกลดชั้นเป็น ดอกบัวเหล็ก




    ประเพณีการรัดเท้า  [ราชินีเท้าดอกบัวทอง]


    กำเนิดประเพณีรัดเท้า

    ที่มาที่ไปของการรัดเท้านั้น มีเรื่องเล่าว่า ในยุคต้นศตรวรรษี่ 10 จักรพรรดิ Li Yu แห่ง ราชวงศ์ถัง ได้สั่งให้นางทาสรัดเท้าของเธอด้วยผ้าไหม และขึ้นไปร่ายรำบนเวทีที่โรยด้วยดอกบัวทอง นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ประเพณีการรัดเท้ากับดอกบัวทองจึงเป็นของคู่กันมา

    ในระยะแรกๆ การรัดเท้า มีแค่ในกลุ่มของบรรดาหญิงสาวชาววัง และในที่สุด ก็ค่อยๆขยายตัวออกมาสูนอกวัง จนไปถึงชนบท

    แต่ก็มีสาวชาวนาบางกลุ่มที่ไม่ยอมรัดเท้า เนื่องจาก สภาพอาชีพและความคล่องตัวในการทำไร่ ทำนา เป็นปัจจัยหลัก ทำให้แฟชั่นรัดเท้าไม่ hot hit ติดอันดับในกลุ่มสาวเหล่านี้

    บางกระแสก็บอกว่า การรัดเท้าเป็นแผนที่ผู้ชายสมัยนั้นคิดขึ้นได้อย่างแยบยล เนื่องจาก ในสมัยนั้นจักรพรรดิเกรงว่า เหล่านางสนม นางบำเรอ ที่มีเท้าปกติดี จะหลบหนีออกนอกวังได้อย่างสะดวก สบาย อย่ากระนั้นเลย คิดแผนนี้ขึ้นมาดีกว่า และก็ได้ผลจริงๆด้วย

    แต่ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ ความเชื่อที่ว่า เป็นที่รักใคร่ของสามี เพราะผุ้หญิงสมัยก่อน ชีวิตขึ้นอยู่กับสามี จะดี จะยาก ก็แล้วแต่สามีจะกำหนด หน้าที่และบทบาทของผู้หญิงสมัยนั้น เป็นได้แค่ ที่รองรับอารมณ์ทางเพศของชาย ทำตัวให้สะสวย น่ารัก แค่นั้นก็พอแล้ว

    เมื่อญี่ปุ่นเข้ามารุกรานจีน หญิงชาวจีนส่วนใหญ่ต้องถูกข่มขืนบ้าง ฆ่าตายบ้าง ก็เนื่องมาจากเท้าดอกบัวทองสองข้างนี้แหละ ที่ทำให้เธอแม้แต่เดินก็ยังเดินไม่ได้เลย เรื่องจะวิ่งหนีเพื่อเอาตัวรอด ก็ลืมไปได้เลย

    ประเพณีการรัดเท้าถูกยกเลิกในศตวรรษที่ 20 พร้อมกับการล่มสลายของจักรพรรดิจีน การรัดเท้ากลายเป็นเรื่องผิดกฏหมายและห้ามทำ และจากการสำรวจในปี 2001 พบว่า มีหญิงชาวจีนไม่ต่ำกว่าล้านคนที่ผ่านประสบการณ์การรัดเท้าอันขื่นขมมาแล้วทั้งนั้น

    แหล่งที่มา history of chaina www.panip.com


  2. #2
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ อีหยังสิปานนั้น
    วันที่สมัคร
    Apr 2012
    ที่อยู่
    กระบี่
    กระทู้
    398
    เป็นตาหลูโตนเน๊าะคับ ประเพณี ที่ต้องฝ่าฝืน ธรรมซาติ
    ของร่างกาย หลายลัทธิ หลายศาสนามันเป็นความเซื่อถือ
    ความศรัทธา ส่วนโต ไปวาไปดูถูกเขา กะซ่ำวาเฮาไปขี้ใส่ใจเขา
    พุ้นแล่ว ผมวา



  3. #3
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ lungyai1123
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    381
    บล็อก
    63
    มันคงทรมานน่าดู,มันคงเจ็บเลือดลมจะไปเลี้ยงก็คงลำบาก

  4. #4

    สมาชิกใหม่มารายงานโตครับ...

    หลังจากที่มาเลาะเล่นอยู่ในบ้านมหาหลังนี้มาหลายปีแล้ว...มื้อนี้มีโอกาสได้เป็นสมาชิกใหม่...กะขอถือโอกาสนี้ฝากเนื้อฝากโตนำซุมพี่ซุมน้อง...บ้านเฮาแหน่เด้อครับ...::*-

  5. #5
    ร่วมกิจกรรมนำความรู้ สัญลักษณ์ของ เซียนเมา
    วันที่สมัคร
    Jun 2009
    ที่อยู่
    Suratthani
    กระทู้
    1,703
    ผมกะเคยได้ยินมาคือกันครับ ทรมานสุดๆเลยเพราะมันเป็นการฝืนธรรมชาติ

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •