กำลังแสดงผล 1 ถึง 5 จากทั้งหมด 5

หัวข้อ: วนเกษตร : หนทางที่ยังเหลือเพื่อการมีกินตลอดชีวิต

  1. #1
    แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ สัญลักษณ์ของ ครูจุ่น
    วันที่สมัคร
    May 2012
    กระทู้
    135

    วนเกษตร : หนทางที่ยังเหลือเพื่อการมีกินตลอดชีวิต


    เกริ่นนำ
    เกษตรกรในชนบทรอบนอกของไทยได้ผ่านประสบการณ์ที่คล้ายกันอย่างหนึ่ง คือ พืชผลที่ผลิตได้มักขายไปไม่คุ้มต้นทุน ซึ่งเป็นสาเหตุเข้าสู่วัฏจักรแห่งความยากจน เริ่มจากการกู้หนี้ยืมสิน การสูญเสียที่ดินทำ กิน การบุกรุกป่าหาที่ทำ กินใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นทั่วไปช่วงปี 2500-2530 ตลอดจนการเปลี่ยนมาเป็นกรรมกรรับจ้าง

    วนเกษตร : หนทางที่ยังเหลือเพื่อการมีกินตลอดชีวิต
    วิบูลย์ เข็มเฉลิม ผู้ใหญ่บ้านแห่งบ้านห้วยหิน ตำ บลลาดกระทิง อำ เภอสนามไชยเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นตัวอย่างที่เด่นมากในการ “กลับลำ ” เปลี่ยนวิถีชีวิตจากการเกษตรแบบกระแสหลักมาสู่การเกษตรแบบ “พึ่งตนเอง” ชีวิตของท่านเคยผ่านการต่อสู้ดิ้นรนเช่นเดียวกับเกษตรกรจำ นวนมาก เป็นการดิ้นรนเพื่อขยายการผลิตให้มากขึ้น และขายให้ได้ราคาสูงขึ้น เคยเป็นผู้นำกลุ่มชาวนาเข้าพบนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2521 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคาข้าว เคยปลูกพืชชนิดเดียวจำ นวนมาก ๆ ทั้งข้าวและฝ้าย แต่พบว่ายิ่งปลูกมากหนี้สินยิ่งพอกพูน ในที่สุดท่านจึงหยุดทบทวนสิ่งที่ผ่านมา และเริ่มคิดว่าการผลิตเพื่อขายเป็นหนทางสู่การสิ้นเนื้อประดาตัวของเกษตรกร ดังนั้นท่านจึงได้จัดการขายที่ดินกว่า 200 ไร่ เพื่อไถ่ถอนหนี้สินจนหมดสิ้นและหันกลับมาหาคำ ตอบจาก “วนเกษตร” ด้วยที่ดินเพียง 9 ไร่

    วนเกษตร : หนทางที่ยังเหลือเพื่อการมีกินตลอดชีวิต
    บทความนี้เป็นการเก็บความจากหนังสือ สูสั่งคมวนเกษตร : สำ นึกอิสระของชาวนา ชาวไร่ จัดพิมพ์โดยสำ นักพิมพ์หมู่บ้าน, พิมพ์ครั้งที่ 3 (254 หน้า) ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมข้อเขียนและบทสัมภาษณ์ ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม
    วนเกษตรคืออะไร
    คำว่า “วน” แปลว่า“เกษตร” ตามความหมายทางพุทธศาสนาหมายถึงดิน วนเกษตรจึงหมายถึงการใช้ดินทำ ประโยชน์ให้เกิดสภาพป่า พูดกันเป็นภาษาวิชาการว่าการจัดระบบนิเวศน์ คือการสร้างความสมดุลให้กับธรรมชาติ วนเกษตรเป็นการปลูกพืชหลาย ๆ ชนิด ซึ่งจะเกื้อกูลกันเหมือนต้นไม้ในป่าธรรมชาติ เมื่อพืชเริ่มโตขึ้น แมลงบางชนิดก็มาอาศัย มีสัตว์มีนกมาเก็บลูกไม้ มากินแมลงที่เกิดตามธรรมชาติเป็นการสร้างความสมดุลทางระบบนิเวศน์ ชีวิตของผู้ปลูกก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนี้ ความสมดุลทางอารมณ์จะบังเกิดขึ้น ถ้าเราเริ่มไม่เบียดเบียนสัตว์เหล่านั้น จิตใจก็จะอ่อนโยน มีความเห็นใจ มีเมตตาธรรม เริ่มมองเห็นว่ามนุษย์น่าจะมีความเห็นใจซึ่งกันและกัน ลดการเบียดเบียนแก่งแย่ง หันมาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน นี่คือ “มิติทางสังคม” ของวนเกษตร การทำ วนเกษตรก็เหมือนกับการปฏิบัติธรรม เมื่อเราเข้าไปถึงระดับหนึ่งของการทำ วนเกษตร ก็เท่ากับเราได้ปฏิบัติธรรม และเห็นผลของการปฏิบัตินั้น

    วนเกษตร : หนทางที่ยังเหลือเพื่อการมีกินตลอดชีวิต
    สำหรับผู้ที่จะเริ่มทำวนเกษตรนั้นท่านให้ข้อคิดว่า
    “เราต้องคิดในส่วนของเราว่าทำ อย่างไรตัวเราจึงจะอยู่ได้ เรากล้าพอที่จะหยุดวิ่งตามกิเลสไหม ถ้าคิดว่ากล้าหยุดและทำ ในสิ่งที่คิดว่าอยู่ได้ ชีวิตน่าจะมีความมั่นคงกว่า เราพิสูจน์ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้ชาวบ้านทั้งหมดพร้อมที่จะทดลองพิสูจน์ หากการทดลองของเราสามารถทำ ให้เราอยูได้จริง ก็จะเป็นเครื่องชักจูงให้คนอื่นหันมาสู่เส้นทางที่เชื่อว่าพึ่งตนเองได้”

    วนเกษตร : หนทางที่ยังเหลือเพื่อการมีกินตลอดชีวิต
    ท่านกล่าวเสริมว่า หากมีเกษตรกรราวร้อยละ 10 หันมาดำ เนินการแบบวนเกษตรหรือแบบอื่น ๆ ที่คล้ายกัน ก็นับว่าน่าพอใจ
    การพึ่งตนเองคือการสร้างสถานการณ์ที่ทำ ให้บุคคลเกิดความเชื่อว่าครอบครัวสามารถหาปัจจัย 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหาร ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย โดยไม่ต้องไปขอความช่วยเหลือใคร การพึ่งตนเอง คือ การจัดเตรียมสวัสดิการและความมั่นคงให้กับตนเองทั้งในกาลปัจจุบันและในอนาคต โดยไม่ต้องไปเรียกร้องให้ใครมาจัดให้ หรือหวังความช่วยเหลือจากใคร เราสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในเหตุการณ์ปกติ
    การพึ่งตนเองไม่ได้หมายความว่าไม่พึ่งใครเลย ไม่ใช่ว่าทุกอย่างต้องทำ เอง กินเอง ใช้เองไม่ต้องซื้อไม่ต้องขาย นั่นเป็นความเข้าใจที่แคบมาก นอกจากนี้ การหาปัจจัย 4 อย่างเพียงพอต้องไม่ไปช่วงชิงดูดเอารายได้ของคนอื่นในชุมชนมาเป็นของตน การทำ เช่นนี้ไม่ใช่การพึ่งตนเองที่แท้เพราะตัวเองดีขึ้นแต่คนอื่นแย่ลง

    วนเกษตร : หนทางที่ยังเหลือเพื่อการมีกินตลอดชีวิต
    เมื่อชาวนามีสภาพเป็นเพียงกรรมกรรับจ้างบนที่ดินของตน
    ที่ผ่านมาเกษตรกรมุ่งดิ้นรนขยายพื้นที่เพาะปลูก ลงทุนมากขึ้น พยายามปลูกให้ได้ผลผลิตมาก ๆ เพื่อสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น แต่ถ้าดูให้ชัดเจนรายได้ที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ใช่ของเกษตร พอหักต้นทุนออกหมดแทบไม่เหลืออะไรเลย เพราะในระหว่างการเพาะปลูก ต้องใช้เงินซื้อปัจจัยการผลิตต่าง ๆ รวมทั้งอาหารและยารักษาโรค รายจ่ายส่วนใหญ่จะซื้อเชื่อไว้ก่อน หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วก็ต้องเอาผลผลิตทั้งหมดไปขาย เมื่อหักส่วนที่ ซื้อเชื่อ เงินที่เหลืออยู่น้อยนิดยังต้องนำ ไปซื้ออย่างอื่นที่ต้องการอีกจิปาถะ ตรงนี้ทำ ให้ ชาวนายากจนและเป็นหนี้สินตลอดกาล เพราะต้องซื้อของกินของใช้ทุกอย่าง
    ปลูกข้าวแล้วตำ ข้าวกินเองไม่เป็น ต้องขายข้าวเปลือกในราคาตํ่า เอาเงินไปซื้อข้าวสาร
    ราคาสูง ปลูกพืชชนิดเดียว แต่ต้องซื้อสารพัดอย่าง ตรงจุดนี้เกษตรกรก็มีสภาพคล้ายกับลูกจ้างบริษัท ทำ งานบริษัทเดียว เอาเงินเดือนไปซื้อสารพัดอย่าง แต่เหตุที่ลูกจ้างบริษัทอยู่ได้ เพราะเมื่อหักรายจ่ายต้นทุนการทำ งานแล้วยังมีส่วนเหลือมาก ผิดกับการเกษตร หักรายจ่ายแล้วแทบไม่เหลือ อีกทั้งการยังชีพของเกษตรกรต้องซื้อสารพัดอย่าง จึงหลีกเลี่ยงหนี้สินไม่พ้น ฉะนั้นการมุ่งปลูกมาก ๆ จึงไม่ช่วยให้เกษตรกรมีฐานะดีขึ้นอย่างที่คิด

    วนเกษตร : หนทางที่ยังเหลือเพื่อการมีกินตลอดชีวิต
    เริ่มต้นจากความเชื่อมั่น
    เรื่องสำ คัญที่สุดในวนเกษตร คือ การเปลี่ยนวิธีคิด นับเป็นจุดเริ่มต้นเลยทีเดียว คนส่วนใหญ่ยังคิดถึงระบบตลาด คืออยากรวย ถ้ายังคิดอย่างนี้ก็ทำ วนเกษตรไม่ได้ เพราะผลผลิตจากระบบวนเกษตรไม่สอดคล้องกับการผลิตเพื่อขาย เนื่องจากพืชบางอย่างให้ผลช้า บางอย่างให้ผลไม่สมํ่าเสมอ แต่ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดเป็นปลูกพืชเพื่อบริโภคเองหรือเพื่อยังชีพในครอบครัวของเราเหลือกินค่อยเอาไปขาย ก็ย่อมอยู่ในวิสัยที่เราสามารถกำ หนดอาหารการกินได้

    วนเกษตร : หนทางที่ยังเหลือเพื่อการมีกินตลอดชีวิต
    วิธีการของวนเกษตรไม่ใช่การหารูปแบบเหมือนทางราชการ แต่เป็นการสะสมทั้งปัจจัยสี่
    และการสะสมความคิด ถ้าความคิดไม่ถึงจุดหนึ่งจะไม่สามารถทำ ได้ คนมักถามว่าเพื่อนบ้านแถว ห้วยหินทำ วนเกษตรกี่คน เขาคิดเป็นปริมาณ แต่ไม่ได้คำ นึงถึงว่าคนมีความเข้าใจและเอาไปใช้ประโยชน์ได้ไม่เท่ากัน ใช่ว่าดีแล้วคนจะเอาอย่าง เราเห็นสิ่งดีงามมากมายหลายอย่างในโลกที่คนไม่สนใจปฏิบัติตาม
    วนเกษตรก็มีบางคนที่ทำ ตาม แต่ทำ คนละแบบคนละวิธี หลักการเหมือนกัน คือเริ่มหาวิธีการทำ การเกษตรที่จะพึ่งตัวเองได้กลมกลืนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วนเกษตรไม่มีสูตรสำ เร็จมีแต่หลักการและแนวทางเท่านั้น
    แต่เราก็ทราบกันดีว่ากระแสสังคมปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร การโฆษณาสินค้า เครื่องอุปโภคบริโภค สร้างความอยากของผู้คนอยู่ตลอดเวลา จะให้คนตัดสินใจมาทำ วนเกษตรจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเขาต้องฝืนกระแสสังคม ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการดำ เนินชีวิตบางอย่างแม้ว่าจะเห็นตัวอย่างข้างบ้านของตนซึ่งเป็นทางออกหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ชาวบ้านก็ยังไม่เปลี่ยนวิธีการผลิตทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทำ ไปก็เป็นหนี้ตลอดชีวิต เพราะมีสาเหตุบางประการ
    ประการแรก การเลิกนั้นเลิกทันทีไม่ได้ ถ้าเลิกทันทีเขาก็ตาย ไม่มีอะไรกิน เหตุที่เขายอมขาดทุนอยู่เพราะเขายังสามารถใช้เครดิตของเขาไปยืมไปกู้มากินได้
    ประการที่สอง ผู้ใหญ่วิบูลย์ สรุปมาจากตอนที่ท่านล้มเหลวจากการเกษตรกระแสหลัก ตอนนั้นถ้าท่านใจไม่แข็งคงต้องผูกคอตาย เพราะความรู้สึกตอนนั้นมันมองหน้าใครไม่ได้เลย ท่านเล่าว่า
    “…มองใครก็ดูเหมือนเยาะเย้ยไปหมด เราถูกโดดเดี่ยวจากผู้คน ใครมองเราก็รังเกียจไปหมด สภาพแบบนี้คนทนได้ไหม เมื่อทนไม่ได้ก็ยอมเป็นหนี้คนอื่นดีกว่า สติคือตัวสำ คัญที่จะทำ ให้เราฝ่าสถานการณ์ตกตํ่านั้นได้ ถ้าสติควบคุมไม่อยู่ก็ไปเลย”
    ท่านเสริมว่า ตรงนี้เองที่การศึกษาหรือการที่มีโอกาสไปเห็นสังคมที่กว้างออกไปจะมีส่วนช่วยอย่างมาก เพราะทำ ให้เกิดความพร้อมทางปัญญาที่จะช่วยให้มองเห็นโลกทัศน์กว้างขึ้น

    วนเกษตร : หนทางที่ยังเหลือเพื่อการมีกินตลอดชีวิต
    โลกทัศน์ใหม่เพื่อการมีอยู่มีกินตลอดชีวิต
    เมื่อเกษตรกรหลายรายเริ่มสรุปบทเรียนจากอดีต และต้องการจะหันมายึดวิถีชีวิตแบบวนเกษตร (ถ้าอยู่ในวัยไม่เกิน 30 ปี จะพอเหมาะ) ซึ่งมีรูปแบบสรุปง่าย ๆ ว่า ให้แบ่งชีวิตออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกใช้เวลาประมาณ 10 ปี สร้างชีวิตให้พอกินค่อย ๆ ลดละกิเลส ตัดรายจ่ายในสิ่งที่ไม่จำ เป็น เอาเวลาทั้งหมดไปทุ่มเทกับการปลูกพืชหลาย ๆ ชนิด ปลูกไปเรื่อย ๆ เริ่มจากการปลูกไม้โต เร็วและไม้ผล ไม้ผลนี้ระยะแรกให้ผลน้อย พอขึ้นปีที่ 6-7 อาจให้ผลเพิ่มเป็น 150-300 กิโลกรัม/ตัน ถ้าออกผลพร้อมกันหลาย ๆ ต้น ก็สามารถขายเอาเงินดีกว่าปลูกพืชไร่ ซึ่งใช้ต้นทุนสูงและต้องลงทุนทุกรุน่ ปลูกไมผ้ ลและไม้โตเร็วไม่ต้องลงทุนมากลงแรงอย่างเดียว นอกจากนั้น ปลูกสมุนไพร เพื่อลดรายจ่ายด้านยารักษาโรค ปลูกพืชคลุมดิน พืชกินดอกกินใบ การปลูกพืชทุกอย่างไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงหรือยากำ จัดวัชพืช อาจมีการเพิ่มอาหารเนื้อสัตว์โดยเลี้ยงไก่และขุดบ่อปลาเล็ก ๆ
    พอย่างเข้าสู่ช่วงที่ 2 คืออายุ 40-60 ปี มีหน้าที่ทะนุบำ รุงและปลูกแซมพืชต่าง ๆ ที่ปลูกไว้เต็มพื้นที่ ซึ่งก็มิใช่งานหนัก เมื่อปลูกไม้โตเร็วไปแล้วราว 20-30 ปี บ้านหลังเก่าอาจจะพังไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาปลูกบ้านหลังใหม่ เอาไม้โตเร็วที่ปลูกเอง 200-300 ต้น มาสร้างบ้านหลังใหม่ ลำต้นกระท้อนจะสูงราว 3 วา เอามาแปรรูปเป็นไม้หนา 1 นิ้ว หน้า 8 ได้ประมาณ 15 แผ่น ต่อ 1 ต้น ต้นหนึ่งคิดเป็นเงินอย่างตํ่า 1,000 บาท ถ้าปลูก 300 ต้น ก็จะคิดเป็นมูลค่าอย่างตํ่า 300,000 บาท ถือเป็นบำ เหน็จบำ นาญ พออายุ 60 ปี ก็เกษียณพักผ่อนได้อย่างสงบ
    กล่าวโดยสรุป วนเกษตรทำ ให้เกษตรกรรายย่อยเป็นอิสระพ้นจากการเป็นเบี้ยล่างของระบบสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง วนเกษตรเป็นคำ ตอบหนึ่งที่ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิมได้ทดลองพิสูจน์จนเห็นผลด้วยตัวท่านเอง และท่านได้ชี้ชวนให้เกษตรกรอื่น ๆ ที่กำ ลังแสวงหาเข้ามาทดลองพิสูจน์เหมือนอย่างท่าน เพื่อที่จะพบคำ ตอบว่า
    วนเกษตรจะเป็นเขตแดนที่เกษตรกรไทยจะสามารถแสวงหาอำ นาจและความเป็นอิสระของตนเองได้อย่างแท้จริง

  2. #2
    อั่นภาพสุดท้ายแมนต้นหยัง คือดกคักแน่แถะ แมนบักไฟบ่อ เป็นตาออนซอนเนาะ

  3. #3
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ lungyai1123
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    381
    บล็อก
    63
    โอ้ยถ่ามีที่ทางจัก50-60ไร่กะสิมีควมคึดนำยุดอกอันหนิมีส่ำแมวดิ้นตายนึง

  4. #4
    ท่องเวบ สัญลักษณ์ของ pui.lab
    วันที่สมัคร
    Jul 2006
    ที่อยู่
    โสดไม่มีใครเอา หรือว่าเราไม่เอาใคร
    กระทู้
    10,172
    บล็อก
    9
    ปลูกบ้านแบบนี่คงร่มเย็นดีเนาะคะ ต้นไม้หลายดี
    ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆที่นำมาให้อ่าน


  5. #5
    แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ สัญลักษณ์ของ ครูจุ่น
    วันที่สมัคร
    May 2012
    กระทู้
    135


    ต้นนี้เขาเอิ้ว่าต้นบักไฟ หน่วยมันสิออกนำง่าจั่งซี้หละ สองสามต้นนี้ เพิ่นบอกว่าเป็นบักไฟหวาน ซื้อพันธุ์มาต๊ะปราจีนบุรี พะนะ

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •