กำลังแสดงผล 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

หัวข้อ: ประสิทธิภาพของหัวใจและหลอดเลือด

  1. #1
    ดูแลตรวจสอบเนื้อหา สัญลักษณ์ของ pcalibration
    วันที่สมัคร
    Nov 2008
    ที่อยู่
    เมืองฉะเชิงเทรา(แปดริ้ว)
    กระทู้
    1,991
    บล็อก
    1

    ประสิทธิภาพของหัวใจและหลอดเลือด


    ประสิทธิภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด
    การวัดประสิทธิภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด นอกจากจะดูอัตราการเต้นของหัวใจแล้ว
    การวัดความดันเลือดเป็นตัวบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพอย่างหนึ่ง การวัดความดันเลือดจะวัดได้
    1. ขณะหัวใจบีบตัว เรียกว่าความดันช่วงบน หรือความดันซิสโตลิก
    2. ขณะหัวใจคลายตัว เรียกว่าความดันช่วงล่าง หรือความดันไดแอสโตลิก
    ค่าปกติของความดันทั้ง 2 มักเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วคือ 120 มม.ปรอท สำหรับความดันช่วงบน และ 80 มม.ปรอท สำหรับความดันช่วงล่าง
    ผู้ที่มีความดันช่วงบนเกิน 140 มม.ปรอท และ/หรือความดันช่วงล่างเกิน 90 มม.ปรอท ถือว่ามีความดันเลือดสูงกว่าปกติ ต้องพบแพทย์เพื่อการจัดการที่ดีต่อไป
    ความดันช่วงบนเป็นแรงดันเลือดที่เกิดขึ้นในขณะหัวใจบีบตัว คล้ายๆกับทำงานของปั๊มน้ำ เมื่อหัวใจบีบตัวในครั้งหนึ่งจะเกิดแรงดันเลือดในระบบหลอดเลือดแดง ยิ่งถ้าหัวใจบีบแรงเท่าไรแรงดันเลือดจะมากขึ้นเท่านั้น เมื่อหัวใจคลายตัว หลอดเลือดแดงที่ถูกดันให้ขยายออก ในขณะที่หัวใจบีบตัวจะคลายตัวทำให้เกิดแรงดันเลือดจากหลอดเลือดแดงที่เรียกว่าความดันช่วงล่าง ความดันช่วงล่างจะทำให้เลือดยังไหลต่อไปได้แม้หัวใจจะคลายตัว
    นับว่าเป็นความฉลาดของร่างกายที่สามารถทำให้เลือดไหลในระบบได้ตลอดเวลาโดยไม่มีการหยุด
    ความดันเลือดมีค่ามากหรือน้อยขึ้นกับปัจจัยใดบ้าง?
    ความดันเลือด = ปริมาณเลือดที่ไหลออกจาก หัวใจ x ความต้านทานของหลอดเลือดแดง
    สูตรข้างบนนี้บอกอะไรเราได้บ้าง?
    ถ้าปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจมีค่ามากขึ้นความดันช่วงบนจะเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีภาวะไตไม่ทำงาน ถ้ายิ่งให้น้ำเข้าไปในร่างกาย ปริมาณเลือดที่อยู่ในร่างกายจะเพิ่มขึ้นจากเดิม ปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจเพิ่มทำให้มีภาวะความดันเลือดสูงได้ หรืออย่างที่รู้กันว่าผู้ที่มีความดันเลือดสูงไม่ควรกินอาหารที่เค็ม
    การกินเกลือจะทำให้ค่าออสโมแลลิตี (osmolality) ของเลือดเพิ่มขึ้น มีผล 2 ประการคือ
    1. จะมีการดึงน้ำจากเซลล์ในร่างกายเข้ามาในระบบหลอดเลือด
    2. ทำให้เรากระหายน้ำและดื่มน้ำเพิ่มขึ้น
    ปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น มีผลทำให้ปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจเพิ่มขึ้น ความดันเลือดจะสูงขึ้น ผู้ที่มีความดันเลือดสูงมักจะมีการตอบสนองต่อปริมาณเกลือที่ได้รับเข้าไปไวกว่าคนปกติ ดังนั้นปริมาณเกลือเพียงเล็กน้อย อาจทำให้ความดันสูงขึ้นมาก
    ส่วนความต้านทานของหลอดเลือดแดง จะขึ้นกับขนาดของหลอดเลือดแดงเป็นหลัก ถ้าหลอดเลือดแดงขยายตัว เลือดจะผ่านไปได้ง่ายหรือมีแรงต้านต่อการไหลน้อย ในทางตรงกันข้าม ถ้าหลอดเลือดแดงหดตัว จะมีแรงต้านทานต่อการไหลสูง ความดันของระบบจะเพิ่มขึ้น เปรียบได้กับระบบประปาในบ้าน ถ้าท่อประปามีขนาดเล็ก แรงดันของระบบจะสูงเมื่อเทียบกับระบบที่มีท่อขนาดใหญ่ ความต้านทานของระบบหลอดเลือดแดงนั้นจะมีความสัมพันธ์กับความดันช่วงล่าง
    ขนาดของหลอดเลือดแดงจะถูกควบคุมด้วยระบบประสาทอัตโนมัติซิมพาเทติกหรือระบบที่ใช้พลังงาน จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมื่อเราเครียดระบบซิมพาเทติกจะกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ขณะเดียวกันที่หลอดเลือดแดงจะหดตัว ดังนั้นความดันเลือดทั้งช่วงบน และช่วงล่างจะสูงขึ้นทั้งคู่
    ออกกำลังกายแบบแอโรบิกกับความดันเลือด
    เมื่อออกกำลังแบบแอโรบิก เช่น การวิ่ง เดิน หรือเต้นแอโรบิก ปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจจะเพิ่มขึ้นจาก การที่หัวใจเต้นเร็วและบีบตัวแรงมากขึ้น ดังนั้นความดันช่วงบนจะสูงขึ้น ถ้าออกกำลังอย่างหนักอาจสูงได้ถึง 200 มม.ปรอท แต่การออกกำลังแบบแอโรบิกจะมีปฏิกิริยา (reflex) ของระบบอัตโนมัติทำให้หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่ออกกำลังขยายตัว ได้กล่าวมาแล้วว่าการขยายตัวของหลอดเลือดจะสัมพันธ์กับความดันช่วงล่าง
    จากสูตร ความดันเลือด = ปริมาณเลือดที่ไหลออกจากหัวใจ X ความต้านทานของหลอดเลือดแดง
    เมื่อออกกำลังแบบแอโรบิก แม้ว่าปริมาณเลือดออกจากหัวใจจะเพิ่มมากขึ้น ความดันช่วงบนเพิ่มขึ้น แต่ความต้านทานของหลอดเลือดแดงจะลดลง ดังนั้นความดันโลหิตโดยรวมจะสูงขึ้นไม่มากนัก
    ออกกำลังกายแบบมีแรงต้านกับความดันเลือด
    เมื่อออกกำลังด้วยการยกน้ำหนัก ความดันเลือดทั้งสองตัวจะเพิ่มขึ้น เพราะปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นบวกกับแรงต้านทานของหลอดเลือดแดงที่เพิ่มขึ้นจากการที่กล้ามเนื้อที่ออกกำลังจะบีบหลอดเลือดให้เล็กลง
    ดังนั้น ความดันเลือดในขณะที่ออกกำลังแบบมีแรงต้านจะสูงขี้นอย่างมาก ยิ่งถ้าออกแรงยกน้ำหนักที่มากๆ แรงดันเลือดทั้งสองตัวจะสูงขึ้น เพราะการเบ่ง (Valsava Maneuver)
    มีการทดลองออกกำลังแบบมีแรงต้านแบบสูงสุดของกล้ามเนื้อขา พบว่าความดันเลือดช่วงบนอาจสูงถึง 480 มม.ปรอท ขณะที่ความดันช่วงล่างมีค่า 350 มม.ปรอท ค่าความดันระดับนี้ถือว่าสูงมาก แต่ผู้ที่ออกกำลังเป็นประจำจะไม่มีอันตรายเพราะความดันจะสูงช่วงเวลาสั้นๆ ขณะทำการออกแรงเท่านั้น
    การออกกำลังกายของผู้ที่มีภาวะความดันเลือดสูง
    ผู้ที่มีภาวะความดันเลือดสูง และไม่ได้ควบคุมความดันให้ต่ำลงด้วยวิธีการใดๆก็ตาม (เช่น การกินยา) ไม่ควรออกกำลังแบบมีแรงต้านเพราะมีความดันขณะพักที่สูงอยู่แล้ว เมื่อออกกำลังแบบมีแรงต้านจะทำให้ความดันทั้ง 2 ตัวสูงมาก ควรเลือกออกกำลังแบบแอโรบิกจะมีความเสี่ยงน้อยกว่า

    สิ่งที่อยากจะเตือนสำหรับผู้ที่มีความดันเลือดสูงก็คือ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการจัดการที่เหมาะสม บางคนอาจไม่จำเป็นต้องกินยา การลดน้ำหนักจะช่วยลดความดันเลือดได้วิธีหนึ่ง เพราะหัวใจไม่จำเป็นต้องบีบเลือดไปเลี้ยงส่วนที่เกินของน้ำหนักตัว
    มีรายงานว่าการออกกำลังแบบแอโรบิกเป็นประจำ จะช่วยลดความดันเลือดทั้ง 2 ตัวได้ 6-8 มม.ปรอท ชึ่งน่าจะเป็นเพราะ
    1. การเพิ่มแขนงของหลอดเลือดแดงในกล้ามเนื้อที่ออกกำลัง จึงลดความต้านทานของหลอดเลือดแดงได้ระดับหนึ่ง
    2. น้ำหนักตัวที่ลดลงจากการออกกำลัง
    สำหรับผู้ที่มีความดันเลือดสูงมากคงต้องรักษาด้วยการกินยา เพราะการที่ปล่อยให้ความดันเลือดสูงอยู่นานๆ มีผลร้ายต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ เช่น ตา ไต สมองและหัวใจ เมื่อกินยาควบคุมความดันให้อยู่ระดับที่เหมาะสมแล้ว ก็สามารถออกกำลังแบบแอโรบิกได้เหมือนผู้ที่มีความดันปกติ การออกกำลังแบบมีแรงต้านก็ทำได้แต่ไม่ควรเบ่ง ไม่ควรเกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้นาน ไม่ยกน้ำหนักที่มากเกินกำลัง
    แม้มีโรคประจำตัว เช่น ความดันเลือดสูงก็ออกกำลังได้ แต่ต้องทำให้เหมาะกับสภาวะของตัวเอง และค่อยเป็นค่อยไป ผลที่ได้คือการมีสุขภาพที่ดี ปราศจากโรคแทรกซ้อน (เช่น อัมพาต) ที่อาจตามมาได้
    โดย: ผศ.ดร.วรรธนะ ชลายนเดชะ
    นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 356
    http://www.thaibelief.com

  2. #2
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ lungyai1123
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    381
    บล็อก
    63
    คงบ่สะดวกปานได๋กับเฮาผุคนชรานิดหน่อยฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •