ชั ย ช น ะ ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ค รั้ ง ที่ ๖
ท ร ง มี ชั ย แ ก่ สั จ จ ก นิ ค ร น ถ์ ( ต อ น สุ ด ท้ า ย)



ชัยชนะของพระพุทธเจ้าครั้งที่ ๖


ชั ย ช น ะ ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ค รั้ ง ที่ ๖
ท ร ง มี ชั ย แ ก่ สั จ จ ก นิ ค ร น ถ์ ( ต อ น สุ ด ท้ า ย)


สจฺจํ วิหาย มติสจฺจกวาทเกตุํ
วาทาภิโรปิตมนํ อติอนฺธภูตํ
ปญฺญาปทีปชลิโต ชิตวา มุนินฺโท
ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ

พระจอมมุนีทรงรุ่งเรืองด้วยประทีปคือปัญญา ได้ทรงชนะสัจจกนิครนถ์ ผู้เป็นคนมืดยิ่งนัก มีอัธยาศัยไม่ยอมรับความจริง มีใจคิดแต่จะยกตนข่มผู้อื่น ด้วยเดชแห่งพุทธชัยมงคลนั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน


..........มีวาระพระบาลีที่ท่านกล่าวเอาไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เอกบุรุษ เมื่ออุบัติขึ้นในโลก ย่อมอุบัติขึ้นเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์สุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคลนั้นคือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า”
.............ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเอก เมื่อเกิดขึ้นในโลกย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์ บุคคลผู้เอกคือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
.............ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความปรากฏขึ้นแห่งบุคคลเอกเป็นความปรากฏแห่งจักษุใหญ่ แห่งแสงสว่างใหญ่ แห่งโอภาสใหญ่แห่งอนุตตริยะ ๖ เป็นการกระทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ เป็นการแทงตลอดธาตุเป็นอันมาก เป็นการแทงตลอดธาตุต่าง ๆ เป็นการกระทำให้แจ้งซึ่งผล คือ วิชชาและวิมุตติ เป็นการกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล บุคคลเอกคือพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
..........ต่อจากครั้งที่แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าถึงการแสวงหาทางตรัสรู้ของพระองค์ก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าว่า เจอผู้รู้ที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ สามารถรู้วาระจิตได้ จนกระทั่งสามารถบรรลุธรรมขั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ หากละโลกไปแล้วก็ต้องไปสู่เกิดในอรูปภพโน่น แต่ก็ทรงรู้ว่านั่นไม่ใช่ทางหลุดพ้นอย่างแท้จริง จึงทรงบอกกับสัจจกนิครนถ์ให้รู้ถึงหนทางที่เป็นเหตุให้พระองค์ตรัสรู้แล้วเอง
โดยชอบด้วยพระองค์เองต่อไป

อุ ป ม า ๓ ป ร ะก า ร ป ร ะ ตู สู่ ค ว า ม ห ลุ ด พ้ น
..........พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรานั้นแล เสาะหาว่าอะไรเป็นกุศลเมื่อแสวงหาทางอันสงบอย่างประเสริฐ จึงเที่ยวจาริกไปในมคธชนบทโดยลำดับ ก็ลุถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ได้เห็นภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์ จึงดำริว่า ภูมิภาคนี้ สมควรใช้เป็นที่บำเพ็ญเพียร จึงนั่งลงเจริญสมาธิภาวนา ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ครั้งนั้นอุปมา ๓ ข้ออันไม่น่าอัศจรรย์ ที่เราไม่เคยได้ยินมาในกาลก่อน มาปรากฏแจ่มแจ้งแก่เรา
..........อุปมาข้อที่ ๑ ว่า เปรียบเหมือนไม้สดมียางที่เขาวางไว้ในน้ำ บุรุษถือเอาไม้สีไฟมาสีเข้า ด้วยหวังว่าเราจักให้ไฟเกิดปรากฏขึ้น ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเอาไม้ไฟสีลงที่ไม้สดมียางที่เขาวางในน้ำ พึงให้ไฟเกิดปรากฏขึ้นได้บ้างหรือหนอ
..........ส. ข้อนี้เป็นไปไม่ได้เลยพระโคดมผู้เจริญ พ. นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะ ไม้สดนั้นมียางทั้งวางไว้ในน้ำ บุรุษนั้นก็มีแต่ความเหน็ดเหนื่อยลำบากเปล่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ฉันนั้นก็เหมือนกันแล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งยังไม่หลีกจากกามด้วยกาย ยังมีความรักใคร่ ความกระหายและความกระวนกระวายเพราะกาม สมณะหรือพราหมณ์ ผู้เจริญเหล่านั้น แม้เสวยทุกขเวทนาที่กล้า หยาบ เผ็ดร้อนอันเกิดขึ้นเพราะความเพียรก็ดี หรือไม่ได้เสวยทุกขเวทนาเช่นนั้นก็ดี ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อรู้เพื่อเห็น เพื่อความตรัสรู้ดีอันประเสริฐ นี้แล อุปมาข้อที่ ๑
..........อุปมาข้อที่ ๒ ว่า เปรียบเหมือนไม้สดมียางที่เขาวางไว้บนบกห่างจากนํ้า บุรุษถือไม้สีไฟมาสีเข้าด้วยหวังว่าเราจักให้ไฟเกิดปรากฏขึ้น ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเอาไม้สีไฟสีลงที่ไม้สด ที่เขาวางไว้บนบกห่างจากนํ้า พึงให้ไฟเกิดปรากฏขึ้นได้บ้างหรือหนอ สัจจกนิครนถ์ทูลว่า ข้อนี้เป็นไปไม่ได้เลย พระโคดมผู้เจริญ เพราะไม้สดอันมียางถึงเขาวางไว้บนบกห่างจากนํ้า บุรุษนั้นก็มีแต่ความเหน็ดเหนื่อยเปล่า
..........พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ฉันนั้นเหมือนกันแล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง แม้หลีกออกจากกามด้วยกายแล้ว แต่ยังมีความพอใจรักใคร่ กระวนกระวายเพราะกาม ในกามทั้งหลาย ยังมิได้ระงับคืนเสียด้วยดีภายใน สมณะหรือพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น แม้เสวยทุกขเวทนาที่เผ็ดร้อนอันเกิดขึ้นจากความเพียรก็ดี หรือมิได้เสวยทุกขเวทนาเช่นนั้นก็ดี ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อรู้เพื่อเห็น เพื่อความตรัสรู้อันประเสริฐ นี้แลอุปมาข้อที่ ๒
..........อุปมาข้อที่ ๓ อื่นอีกว่า เปรียบเหมือนไม้แห้งสนิทที่เขาวางไว้บนบกห่างจากนํ้า บุรุษถือเอาไม้สีไฟมาถือเข้าด้วยความหวังว่า เราจักให้ไฟปรากฏขึ้น ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเอาไม้สีไฟสีลงที่ไม้อันแห้งสนิท ที่เขาวางไว้บนบกห่างจากนํ้า พึงให้ไฟปรากฏขึ้นได้บ้างหรือหนอ
..........สัจจกนิครนถ์ทูลว่า เป็นอย่างนั้นพระโคดมผู้เจริญ เป็นเพราะไม้แห้งสนิทที่เขาวางไว้บนบกห่างจากนํ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ฉันนั้นเหมือนกันแล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง หลีกออกจากกามด้วยกายแล้ว ทั้งระงับความพอใจในกามทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น แม้เสวยทุกขเวทนาที่เผ็ดร้อน อันเกิดขึ้นจากความเพียรก็ดี หรือมิได้เสวยทุกขเวทนาเช่นนั้นก็ดี ก็เป็นผู้ควรเพื่อรู้เพื่อเห็น เพื่อความตรัสรู้อันประเสริฐ นี้แลอุปมาข้อที่ ๓ ที่ไม่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน มาปรากฏแจ่มแจ้งแก่เรา

พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ท ร ง บำ เ พ็ ญ ทุ ก ร กิ ริ ย า
..........พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าการทำความเพียรของพระองค์ต่อไปว่า ดูก่อน อัคคิเวสสนะ เรานั้นมีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงกดฟันด้วยฟัน เอาลิ้นดันเพดานปากไว้ให้แน่นเอาจิตข่มคั้นจิตให้เร่าร้อน เรานั้นก็กดฟันด้วยฟันเอาลิ้นดันเพดานไว้ให้แน่น เมื่อเราทำดังนั้น เหงื่อก็ไหลออกจากรักแร้ทั้งสองข้าง เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังจับบุรุษที่มีกำลังน้อยกว่า ที่ศีรษะหรือที่คอ แล้วบีบคั้นรัดไว้ให้แน่นฉันนั้น
..........ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน มีสติตั้งมั่นไม่ได้ฟั่นเฟือน แต่มีกายกระวนกระวายไม่สงบระงับ เพราะความเพียรที่ทนได้ยากเสียดแทงอยู่ แต่ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่ได้ เรากลั้นลมหายใจออกและลมหายใจเข้าทางปากและทางจมูก เมื่อทำเช่นนั้น ลมก็จะออกทางหูทั้งสองข้าง มีเสียงดังอู้ๆ เหมือนเสียงสูบช่างทองที่เขาสูบอยู่ แต่ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ มิได้ครอบงำจิตเราได้
..........ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงเจริญฌานอันไม่มีลมปรานเถิด เรากลั้นลมหายใจออกและลมหายใจเข้าทางปากและทางจมูกและทางช่องหู เมื่อเรากั้นลมหายใจออกและลมหายใจเข้าทางจมูกและทางช่องหู ลมเป็นอันมากก็เสียดแทงศีรษะ เหมือนบุรุษมีกำลัง เอามีดโกนที่คมเชือดศีรษะฉะนั้น เรามีสติตั้งมั่น ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ มิได้ครอบงำจิตเราได้เลย
..........ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงเจริญฌานอันไม่มีลมปรานเถิด เรากลั้นลมหายใจออกและลมหายใจเข้าทางปากและทางจมูกและทางช่องหู เมื่อเราทำเช่นนั้นก็จะมีเวทนาในศีรษะเป็นอันมาก เหมือนบุรุษที่มีกำลังเอาเชือกหนังอันมั่นรัดเข้าที่ศีรษะฉันนั้น เราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน มีสติตั้งมั่นไม่ฟั่นเฟือน แต่มีกายกระวนกระวายไม่สงบระงับ เพราะความเพียรที่ทนได้ยากเสียดแทงอยู่ แต่ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่
..........ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรากลั้นลมหายใจออกและลมหายใจเข้าทางปาก ทางจมูกและทางช่องหู ทำให้ลมเป็นอันมากบาดท้อง เหมือนนายโคฆาตหรือลูกมือของนายโคฆาตผู้ฉลาด เอามีดสำหรับแล่โคที่คมเถือแล่ท้องฉะนั้น เรากลั้นลมหายใจ ทำให้มีความเร่าร้อนในร่างกายเป็นอันมาก เหมือนบุรุษที่มีกำลัง ๒ คน ช่วยกันจับบุรุษคนหนึ่งที่มีกำลังน้อยกว่าที่แขนทั้ง ๒ ข้างแล้ว ให้เร่าร้อนอยู่ใกล้หลุมถ่านเพลิงฉะนั้น
..........ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เทวดาเห็นเราแล้วพากันกล่าวว่า พระสมณโคดมทำกาละแล้ว บางพวกกล่าวว่ายังมิได้ทำกาละ บางพวกกล่าวว่าพระสมณโคดมยังมิได้ทำกาละ แต่ก็จะทำกาละ บางพวกกล่าวว่าพระสมณโคดม ไม่ทำกาละ ทั้งจะไม่ทำกาละ พระสมณโคดมจะเป็นพระอรหันต์

..........ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงปฏิบัติอดอาหารเสียโดยประการทั้งปวงเถิด ขณะนั้นพวกเทวดาเข้ามาหาเราแล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านนิรทุกข์ ท่านอย่าปฏิบัติอดอาหารเลย ถ้าท่านจักปฏิบัติอดอาหาร ท่านจะได้ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยโอชาหารนั้น เรามีความดำริว่า เราปฏิญาณว่าจะตัดอาหารโดยประการทั้งปวง แต่เทวดาเหล่านี้จะแทรกโอชาหารตามขุมขนของเรา เราจะยังอัตภาพให้เป็นไปด้วย โอชาหารนั้น การปฏิญญานั้นเป็นการมุสาแก่เราเอง เราจึงห้ามเทวดาเหล่านั้นว่า ข้อนั้นไม่ควร
..........ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงกินอาหารให้น้อยลงๆ เพียงซองมือหนึ่ง ๆ บ้าง เท่าเยื่อในเมล็ดถั่วเขียวบ้าง เท่าเยื่อเมล็ดถั่วดำบ้าง เท่าเยื่อในเมล็ดบัวบ้าง ทำให้มีร่างกายซูบผอมยิ่งนัก เหลือแต่อวัยวะน้อยใหญ่ เนื้อตะโพกก็ลีบเหมือนกับอูฐ กระดูกสันหลังก็ผุดเป็นหนามเหมือนเถาหนามรอบข้อ ซี่โครงทั้ง ๒ ข้างขึ้นสะพรั่ง เหมือนกลอนศาลาเก่าที่สะพรั่งอยู่ ดวงตาทั้งสองก็ลึกเข้าไปในเบ้าตา เหมือนดวงดาวในบ่อน้ำลึกปรากฏอยู่ หนังศีรษะบนศีรษะก็หดเ-่ยวเหมือนลูกน้ำเต้าที่เขาตัดมายังดิบ ต้องลมและแดดเข้าก็ต้องเ-่ยวไปเรานึกว่าลูบพื้นท้อง ก็จับถึงกระดูกสันหลัง เมื่อนึกจะลูบกระดูกสันหลังก็จับถึงพื้นท้อง เพราะพื้นท้องของเราติดแนบถึงกระดูก เมื่อนึกว่าจะถ่ายอุจจาระและปัสสาวะก็ซวนเซล้มลง ณ ที่นั้น เมื่อจะให้กายสบายบ้าง ก็เอามือลูบตัวเข้า ขนทั้งหลายที่มีรากเน่า ก็หลุดร่วงจากกาย มนุษย์ทั้งหลายเห็นเราเข้าแล้วก็กล่าวว่า พระสมณโคดมดำไป บางพวกก็พูดว่า พระสมณโคดมไม่ดำ เป็นแต่คลํ้าไป บางพวกก็พูดว่าไม่ดำไม่คลํ้าเป็นแต่พร้อยไป เรามีผิวพรรณบริสุทธิ์ผุดผ่องเปล่งปลั่ง แต่เสียผิวไป ก็เพราะเป็นผู้มีอาหารน้อยเท่านั้น
..........ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริว่าสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในอดีต ในอนาคตหรือในปัจจุบันที่เสวยทุกขเวทนาเผ็ดร้อน ที่เกิดขึ้นเพราะความเพียร ทุกขเวทนานั้นอย่างยิ่งก็เพียงเท่านี้ ไม่เกินกว่านี้ขึ้นไป แต่เราก็มิได้บรรลุญาณทัสสนะอันวิเศษที่พอแก่พระอริยะ ซึ่งยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ด้วยทุกกรกิริยาอันเผ็ดร้อนนี้ ชะรอยทางแห่งความตรัสรู้พึงเป็นทางอื่นกระมัง
ห น ท า ง สู่ พ ร ะ นิ พ พ า น
..........เราจึงมีความดำริว่า เราจำได้อยู่เมื่อคราวงานของพระบิดา เรานั่งอยู่ใต้ร่มหว้าอันเย็น ได้สงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร ปิติสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ทางนั้นเป็นทางตรัสรู้กระมัง เรามีวิญญาณตามระลึกด้วยสติว่า ทางนั้นเป็นทางความตรัสรู้ แล้วเราก็ดำริต่อไปว่า ความสุขนั้นอันเรามีกายซูบผอมมาก ไม่ทำได้ง่ายเพื่อจะบรรลุ ถ้ากระไรเราพึงกินอาหารหยาบคือข้าวสุกและขนมกุมมาสเถิด เราก็กินอาหารหยาบคือข้าวสุกและขนมกุมมาส ครั้งนั้นปัญจวัคคีย์ที่เฝ้าบำรุงเราหวังว่า พระสมณโคดมบรรลุธรรมใด จักบอกธรรมนั้นแก่เราทั้งหลาย เมื่อเรากินอาหาร ปัญจวัคคีย์ทั้งห้านั้น ก็ระอาหลีกไปด้วยความเข้าใจว่า เราคลายความเพียรเวียนเพื่อความเป็นผู้มักมากเสียแล้ว

ขั้ น ต อ น ก า ร ต รั ส รู้ ธ ร ร ม
..........ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรากินอาหารหยาบให้กายมีกำลังแล้ว สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจารมีปีติและเกิดแต่วิเวกอยู่ แม้สุขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ ก็มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่ได้ เราบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิต ณ ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้นเพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เรามีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ เราบรรลุจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสและโทมนัสในก่อนเสียได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ แม้สุขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ ก็มิได้ครอบงำเราตั้งอยู่ได้
..........เราเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ก็น้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสติญาณ เราย่อมระลึกชาติที่เคยอยู่อาศัยในก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ระลึกชาติที่เคยอยู่อาศัยได้เป็นอันมาก ทั้งอาการ ทั้งอุเทสด้วยประการฉะนี้ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ในปฐมยามแห่งราตรี เราได้บรรลุวิชชาที่ ๑ เมื่อเราไม่ประมาท มีความเพียรส่งจิตไปอยู่ อวิชชาเรากำจัดเสียแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แม้สุขเวทนาที่เกิดขึ้นแล้วก็มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่ได้
..........พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าต่อไปว่า เราเมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ก็น้อมจิตไป เพื่อจุตูปปาตญาณ เราเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยากด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งสัตว์ที่เป็นไปตามกรรม ฯลฯ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ในมัชฌิมยามแห่งราตรี เราได้บรรลุวิชชาที่ ๒
..........เมื่อเราไม่ประมาท มีความเพียรส่งจิตไปอยู่ อวิชชาเรากำจัดเสียแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แม้สุขเวทนาที่เกิดขึ้นแล้วเห็นปานนี้ ก็มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่ได้ เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ก็น้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความจริงว่านี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเรารู้เห็นอย่างนี้ จิตหลุดพ้นแล้วแม้จากกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณรู้ว่าพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำๆ เสร็จแล้ว กิจอื่นที่ควรทำเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
..........ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ในปัจฉิมยามแห่งราตรี เราได้บรรลุวิชชาที่ ๓ เมื่อเราไม่ประมาท มีความเพียรส่งจิตไปอยู่ อวิชชาเรากำจัดเสียแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดเรากำจัดสิ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แม้สุขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ ก็มิได้ครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ได้ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรารู้เฉพาะอยู่ว่า เป็นผู้แสดงธรรมแก่บริษัทหลายร้อยถึงแม้บุคคลคนหนึ่งๆ สำคัญเราอย่างนี้บ้างว่า พระสมณโคดมแสดงธรรมปรารภเราเท่านั้น ท่านอย่าพึงเห็นอย่างนั้น พระตถาคตย่อมแสดงแก้บุคคลเหล่านั้นโดยชอบ เพื่อประโยชน์ให้รู้แจ้งอย่างเดียวเราประคองจิตตั้งมั่น เพื่อประโยชน์ให้รู้แจ้งอย่างเดียว เราประคองจิตสงบตั้งมั่น ทำให้เป็นสมาธิภายใน สมาธิเบื้องต้น จนจบคาถานั้นทีเดียว เรารู้อยู่ด้วยผลสมาธิเป็นสุญญตะตลอดกาล
..........สัจจกนิครนถ์ได้ฟังขั้นตอนการบำเพ็ญจิตตภาวนาจนได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่ได้อัศจรรย์ใจอะไร แต่เพียงทูลถามเรื่องอื่นต่อไปว่า "ข้อนั้น ควรเชื่อต่อพระสมณโคดมผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็แต่พระสมณโคดมย่อมรู้เฉพาะว่า พระองค์เป็นผู้หลับในกลางวันบ้างหรือ”
..........พ. ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรารู้เฉพาะอยู่ว่า ในเดือนท้ายฤดูร้อน เรากลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต ปูสังฆาฏิให้เป็น ๔ ชั้น แล้วเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะก้าวลงสู่ความหลับโดยข้างเบื้องขวา" ส. พระสมณโคดมผู้เจริญ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าหนึ่งย่อมกล่าวข้อนั้น ในความอยู่ด้วยความหลง
ต รั ส ค ว า ม เ ป็ น ผู้ ห ล ง แ ล ะ ไ ม่ ห ล ง

..........พ. บุคคลเป็นผู้หลงทางหรือไม่หลงด้วยเหตุเพียงเท่านั้นหามิได้ ก็บุคคลเป็นผู้หลงหรือไม่หลงด้วยเหตุใด ท่านจงทำใจไว้ให้ดี ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ก็อย่างไรบุคคลเป็นผู้หลง อาสวะทั้งหลายอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวายมีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งยังละไม่ได้แล้ว เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้ไม่หลง บุคคลนั้นนับว่าเป็นผู้ไม่หลงเพราะเหตุละเสียได้ซึ่งอาสวะทั้งหลาย
..........ดูก่อนอัคคิเวสสนะ อาสวะทั้งหลายอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติมรณะต่อไป ตถาคตละได้แล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังว่าต้นตาลยอดด้วน ทำไม่ให้สืบไป ไม่มีความเกิดต่อไปเป็นธรรมดา ดุจเดียวกับต้นตาลยอดด้วนตัดยอดเสียแล้วไม่อาจงอกงามได้ต่อไป
สั จ จ ก นิ ค ร น ถ์ ส ร ร เ ส ริ ญ พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า
..........คราวนี้เมื่อสัจจกนิครนถ์ได้ฟังคำตอบที่ชัดเจนเช่นนั้นแล้ว ก็จนด้วยคำถามที่จะสรรหามาทำให้พระพุทธองค์ทรงจนด้วยคำตอบ เพราะปุถุชนส่วนมากเป็นผู้มีกิเลสในดวงตา มีปัญหาในดวงจิต ทำให้ชีวิตมีแต่ความทุกข์และมากไปด้วยการแสวงหา แต่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่มีความสงสัยในดวงจิต มีแต่คำตอบล้วนๆ พระองค์เป็นผู้ไม่มีปัญหา มีแต่พุทธิปัญญาที่ไม่มีใครเสมอเหมือน สัจจกนิครนถ์จึงทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ เรื่องที่ท่านกล่าวมานั้น น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ามาสนทนากระทบกระทั่ง ทั้งไต่ถามด้วยถ้อยคำที่ปรุงแต่งมาอย่างนี้ ก็ยังมีผิวพรรณสดใส ทั้งมีสีหน้าเปล่งปลั่ง เพราะท่านเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
..........พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าจำได้ว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ปรารภโต้ตอบวาทะกะท่านปูรณะกัสสป ท่านมักขลิโคสาล ท่านอชิตเกสกัมพล ท่านปกุธะกัจจายนะ ท่านสัญชัย เวลัฏฐบุตร ท่านนิครนถ์นาฏบุตร แม้ท่านเหล่านั้นปรารภโต้ตอบวาทะกับข้าพเจ้า ก็เอาเรื่องอื่นมาพูดกลบเกลื่อนเสีย และชักนำให้พูดนอกเรื่อง ทั้งทำความขัดเคืองขัดแค้นให้ปรากฏ ส่วนพระโคดมผู้เจริญอันข้าพเจ้ามาสนทนากระทบกระทั่ง ทั้งไต่ถามด้วยถ้อยคำที่ปรุงแต่งอย่างนี้ ก็มีผิวพรรณสดใส ทั้งมีสีหน้าเปล่งปลั่ง เพราะท่านเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอโอกาสกราบทูลลาไปในบัดนี้ ข้าพเจ้ามีภาระกิจมาก มีธุระที่ต้องทำมาก

..........พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านจงสำคัญกาลอันควรในบัดนี้เถิด สัจจกนิครนถ์ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลุกจากอาสนะแล้วหลีกไป
..........เราจะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าของเรานั้น ทรงมีมหากรุณาอันไม่มีประมาณจริงๆ แม้ว่าสัจจกนิครนถ์ฟังธรรมแล้ว ยังไม่ได้บรรลุธรรมอะไรเลย อีกทั้งไม่ได้ยึดเอาพระพุทธองค์หรือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แต่ก็ยังทรงแสดงธรรมเทศนาที่ละเอียดลึกซึ้งสุขุมลุ่มลึกไปตามลำดับ เพราะทรงเห็นด้วยอนาคตังสญาณว่า พระธรรมเทศนาในครั้งนี้จะเป็นอุปนิสัยปัจจัยส่งผลให้สัจจกนิครนถ์ได้บรรลุธรรมาภิสมัย ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า คือเมื่อนิครนถ์ละโลกไปแล้ว กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง ท่านจะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นทุกประการ
..........เพราะฉะนั้น การที่พวกเราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา มีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เลื่อมใสพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเอกบุรุษในโลก นับว่าพวกเราเป็นผู้มีบุญลาภอันประเสริฐ เกิดมาชาตินี้ถือว่าเป็นชีวิตที่มีสาระแก่นสาร มีชีวิตไม่ว่างเปล่าจากกุศลความดี เกิดมาเพื่อสั่งสมบุญบารมีกันจริงๆ ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่บังเกิดขึ้นได้ยาก ใครที่มีความเลื่อมใสอย่างนี้ แสดงว่าผู้นั้นได้สั่งสมบุญเก่ามาดี ได้เคยพบเห็นหรือผ่านพระพุทธเจ้ามานับภพนับชาติไม่ถ้วน จึงทำให้รู้ซึ้งถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์ แล้วการฝึกฝนอบรมตนเองก้าวตามรอยบาทพระบรมศาสดา จะทำให้เราเป็นผู้มีชัยชนะตลอดกาลคือเอาชนะกิเลสอาสวะภายในตัว เป็นอิสระจากการบังคับบัญชาของพญามารตลอดไป...
จ บ ชั ย ช น ะ ค รั้ ง ที่ ๖



ที่มา : พุทธธรรมนำใจ/บ้านมหา.คอม