พระประธาน-พระคู่บ้านคู่เมือง ๗๗ จังหวัด o๖

พระพุทธอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถ
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ


พระประธาน-พระคู่บ้านคู่เมือง ๗๗ จังหวัด o๖

ไหว้พระประธาน ๗๗ จังหวัด

พระพุทธอังคีรส
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ

“พระพุทธอังคีรส” เป็นพระประธานในพระอุโบสถ
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม แขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพฯ
อันเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๗ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
โดยเป็นพระพุทธรูปหล่อปางสมาธิ ขัดสมาธิราบ ทรงผ้ามีกลีบ
วัสดุสำริดกะไหล่ทองเนื้อแปด ขนาดหน้าตักกว้าง ๒ ศอกคืบ
หรือ ๖๐ นิ้ว น้ำหนัก ๑๘๐ บาท พระฉวีวรรณเป็นทองคำทั้งองค์
ซึ่งเป็นทองคำที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๕ ทรงใช้แต่งพระองค์เมื่อทรงพระเยาว์
ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีหินอ่อนที่สั่งมาจากประเทศอิตาลี
“พระพุทธอังคีรส” เป็นพระนามของพระพุทธเจ้าพระนามหนึ่ง
ซึ่งแปลว่า มีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระวรกาย

พระพุทธรูปองค์นี้มีประวัติการสร้างบันทึกไว้ต่างกันเป็น ๒ ความ

ความที่หนึ่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทรงเล่าประวัติพระพุทธรูปสำคัญพระองค์นี้ไว้ว่าหล่อเมื่อสถาปนาวัดราชบพิธฯ


ส่วนอีกความหนึ่ง พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า (หม่อมเจ้าภุชงค์ ชมพูนุท สิริวฑฺฒโน)
ทรงนิพนธ์ไว้ว่าหล่อในระหว่างช่วงปลายรัชกาลที่ ๔ ต่อต้นรัชกาลที่ ๕
การหล่อทำเป็นพระราชพิธี เป็นพระพุทธรูปกะไหล่ทองคำทั้งองค์
สิ้นเนื้อทองแปดน้ำหนัก ๑๘๐ บาท
เดิมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้หล่อขึ้น
เพื่อจะนำไปประดิษฐานยังพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม แต่มาสิ้นรัชกาลเสียก่อน
ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้นำมา
ประดิษฐานในพระอุโบสถแห่งนี้ เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๑๕

พระประธาน-พระคู่บ้านคู่เมือง ๗๗ จังหวัด o๖

พระประธาน-พระคู่บ้านคู่เมือง ๗๗ จังหวัด o๖

ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้หล่อฐานบัลลังก์กะไหล่ทองเนื้อหก หนัก ๔๘ บาท
ขึ้นรองรับองค์พระพุทธรูป เบื้องบนเหนือองค์พระพุทธรูปมีเศวตฉัตรกั้น
คือ นพปฎลมหาเศวตฉัตร ซึ่งเดิมเป็นเศวตฉัตรกั้นพระโกศพระบรมศพ
ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
เมื่อถวายพระเพลิงแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดเกล้าฯ ให้นำมากั้น ‘พระพุทธอังคีรส’ พระประธานในพระอุโบสถ
และได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีชักเชือกเศวตฉัตรนี้
เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๗


ใต้ฐานชุกชีของพระพุทธอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถ
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์
โปรดให้บรรจุพระบรมอัฐิและพระอัฐิในครอบครองของพระองค์
ประกอบด้วยพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ ๒ ถึง รัชกาลที่ ๕
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


พระอัฐิสมเด็จพระศรีสุลาลัย พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร
พระธิดาในรัชกาลที่ ๓ ผู้เป็นพระอภิบาลในรัชกาลที่ ๕ ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์


พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗
เมื่อเสด็จสวรรคต ณ ประเทศอังกฤษ ได้อัญเชิญพระบรมอัฐิกลับเมืองไทย
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๒ มาบรรจุไว้ที่ใต้ฐานชุกชีของพระพุทธอังคีรสนี้
และในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ก็ได้บรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ไว้เช่นกัน


เหนือองค์พระพุทธอังคีรสขึ้นไป คือ นพปฎลมหาเศวตฉัตร
ซึ่งเคยเป็นเศวตฉัตรกั้นเหนือพระบรมโกศพระบรมศพ
ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
ส่วนพระพุทธรูปองค์เล็กหน้าพระพุทธอังคีรส คือ “พระพุทธนิรันตราย”
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริพระราชทานแก่วัด
พระพุทธรูปองค์เล็กนี้ประดิษฐานบนฐานชุกชีเบญจาซีกเล็ก
ซึ่งเดิมเป็นฐานประกอบแท่นที่ทรงพระโกศพระศพซึ่งตกแต่งด้วยกระจกสี
ของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี (พระนางเรือล่ม)
และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์
พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี


เมื่อเรากราบพระพุทธอังคีรส นอกจากจะได้สักการบูชาพระพุทธเจ้าแล้ว
ยังเท่ากับได้ถวายสักการะพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า
แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และพระบรมวงศ์ไปในขณะเดียวกัน


พระประธาน-พระคู่บ้านคู่เมือง ๗๗ จังหวัด o๖

พระประธาน-พระคู่บ้านคู่เมือง ๗๗ จังหวัด o๖



พระประธาน-พระคู่บ้านคู่เมือง ๗๗ จังหวัด o๖

วัดประจำรัชกาลที่ ๕
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร


พระประธาน-พระคู่บ้านคู่เมือง ๗๗ จังหวัด o๖

วัดประจำรัชกาลที่ ๗
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร


พระประธาน-พระคู่บ้านคู่เมือง ๗๗ จังหวัด o๖

• ประวัติของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

วัดประจำรัชกาลที่ ๔-๕...สร้างใหม่ด้วยใจศรัทธา

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร
เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ฝ่ายธรรมยุต
ความสำคัญของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามแห่งนี้คือเป็น
วัดประจำรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๗ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
ซึ่งถือว่าเป็นวัดแห่งเดียวของกรุงรัตนโกสินทร์
ที่เป็นวัดประจำรัชกาลของพระมหากษัตริย์ถึง ๒ พระองค์


เหนืออื่นใด วัดแห่งนี้ยังเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช
องค์พระประมุขแห่งคณะสงฆ์ไทย ๒ พระองค์คือ
พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
(หม่อมเจ้าภุชงค์ ชมพูนุท สิริวฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ทรงครองวัด ในระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๖๔-๒๔๘๐ และ
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ทรงครองวัด ในระหว่างปีพุทธศักราช ๒๕๑๗-๒๕๓๑
และเคยเป็นที่พำนักของสมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะหลายรูป


พระประธาน-พระคู่บ้านคู่เมือง ๗๗ จังหวัด o๖

พระประธาน-พระคู่บ้านคู่เมือง ๗๗ จังหวัด o๖

ตามประวัติกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็น วัดประจำรัชกาล
ก่อพระฤกษ์เพื่อลงมือก่อสร้างเมื่อวันเสาร์ แรม ๖ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง เอกศก
ตรงกับวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๑๒ แล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๑๓
เริ่มแรกในการสร้างวัด ทรงซื้อวังพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ
(พระองค์เจ้าสิงหรา-ต้นราชสกุลสิงหรา ณ อยุธยา) พระราชโอรสองค์ที่ ๔๘
ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ และเจ้าจอมมารดาคล้าย
รวมทั้ง ซื้อบ้านเรือนข้าราชการ และราษฎร เพื่อใช้เป็นสถานที่สร้างวัด
สิ้นพระราชทรัพย์ไปเป็นเงิน ๒,๘๐๖ บาท ๓๗ สตางค์
แล้วนิมนต์พระสงฆ์จากวัดโสมนัสราชวรวิหาร กรุงเทพฯ มาจำพรรษาอยู่
พร้อมกับอัญเชิญ ‘พระนิรันตราย’ มาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ

มูลเหตุที่ทรงสร้างนั้นสืบเนื่องมาจากพระราชศรัทธาอันยิ่งใหญ่
และเพื่อให้เป็นไปตามโบราณพระราชประเพณีนิยม
ที่สมเด็จพระบรมราชบุพการีได้ทรงบำเพ็ญมา กล่าวคือ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างวัดพระเชตุพนฯ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงสร้างวัดอรุณฯ
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างวัดราชโอรสาราม
และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างวัดราชประดิษฐ์ฯ


ในการก่อสร้างพระอารามหลวงประจำรัชกาลแห่งนี้
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ก่อสร้างตามแบบของวัดแต่โบราณกาล
ดังเช่นวัดราชประดิษฐ์ฯ กรุงเทพฯ และวัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม
กล่าวคือ สถาปนาพระมหาเจดีย์ไว้ตรงกลางเป็นหลักสำคัญของวัด
แล้วล้อมด้วยพระระเบียง พระอุโบสถ พระวิหาร และพระวิหารทิศ
มีกำแพงกั้นระหว่างเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสแยกออกจากกัน

พระประธาน-พระคู่บ้านคู่เมือง ๗๗ จังหวัด o๖

พระประธาน-พระคู่บ้านคู่เมือง ๗๗ จังหวัด o๖

โดยมี พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ
พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นณรงคหริรักษ์
(พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช)
ซึ่งกำกับราชการกรมช่างสิบหมู่ ทรงอำนวยการสร้างเป็นพระองค์แรก
แต่สิ้นพระชนม์ก่อนที่จะสร้างเสร็จ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๘
พระองค์ต่อมาคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ
และเมื่อผู้อำนวยการสร้างพระองค์ที่ ๒ สิ้นพระชนม์ลงอีก จึงโปรดเกล้าฯ
ให้ เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล)
ตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งพระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร
เป็นผู้อำนวยการสร้างพระองค์ต่อมา จนเสร็จการ


รูปแบบวัดมีลักษณะผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทยและยุโรป
คือลักษณะภายนอกเป็นสถาปัตยกรรมไทย ส่วนภายในออกแบบตกแต่งอย่างตะวันตก
และโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม”
หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง โดยมีมหาสีมาหรือเสมาใหญ่
อันเป็นเสาศิลาจำหลักยอดเป็นรูปเสมาธรรมจักร ๘ เสา
ตั้งประจำที่กำแพงวัดทั้ง ๘ ทิศ ซึ่งแตกต่างไปจากเสมาของวัดโดยทั่วไป
ตามปกติแล้วเสมาของวัดโดยทั่วไปจะอยู่ตามมุมหรือติดอยู่กับตัวพระอุโบสถ
ทั้งนี้ ได้สร้างขึ้นตามแบบอย่างมหาสีมาของวัดราชประดิษฐ์ฯ

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม มีนามวัดแบ่งออกเป็น ๒ ตอนคือ
“ราชบพิธ” หมายถึง พระอารามที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง
“สถิตมหาสีมาราม” หมายถึง พระอารามซึ่งมีมหาเสมาหรือเสมาใหญ่
ดังนั้น ในการประกอบพิธีสงฆ์ หรือการกระทำสังฆกรรมใดๆ
จึงสามารถกระทำได้ทุกแห่งภายในขอบเขตของมหาสีมานี้
เท่ากับเป็นการขยายเขตทำสังฆกรรมของสงฆ์ให้กว้างขึ้น


เรื่องชื่อสร้อยของวัดนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า
“เมื่อสร้างวัดราชบพิธเจริญรอยวัดราชประดิษฐ์หมดทุกอย่าง
จนกระทั่งทำมหาสีมาและชื่อวัดให้คล้ายกัน
ชะรอยจะคิดเปลี่ยนสร้อยชื่อวัดราชประดิษฐ์เป็น ‘สถิตธรรมยุติการาม’
เอาสร้อยเดิมของวัดราชประดิษฐ์ไปใช้วัดราชบพิธ ว่า ‘สถิตมหาสีมาราม’
จะเป็นได้ด้วยเหตุนี้ดอกกระมัง แต่จะมีเหตุอย่างไรให้กลับความคิดจึงมิได้ใช้
บ้างก็ว่า ‘สถิตธรรมยุติการาม’ เป็นชื่อสร้อยวัดเดิม
เพิ่งจะมาเปลี่ยนเป็น ‘สถิตมหาสีมาราม’ ในยุคหลังนี่เอง”


พระประธาน-พระคู่บ้านคู่เมือง ๗๗ จังหวัด o๖

การที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
ทรงพระราชทานที่ให้สร้างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามนี้
ได้โปรดเกล้าฯ ให้มีบรมราชโองการพระราชทานวิสุงคามสีมา
ลงวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๑๒ ปีมะเมีย โทศก จ.ศ. ๑๒๓๒
และยังได้พระราชทานที่อื่นๆ อีกเป็นอุปจารของวัด
รวมทั้ง พระราชทานตึกแถวถนนเฟื่องนครอีกด้วย


วัดราชบพิธฯ ยังได้สะท้อนถึงยุคสมัยที่มีการปฏิรูปการศึกษาของชาติ
นับแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้การศึกษาแพร่หลายไปสู่ราษฎร
โดยการผันวัดซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของการศึกษามาแต่โบราณ
มีการแยกการศึกษาออกจากทางวัด ถึงแม้สถานที่เรียนยังอยู่ในบริเวณวัดก็ตาม
โรงเรียนวัดราชบพิธ จึงได้ถือกำเนิดแต่ปี พ.ศ. ๒๔๒๘ เป็นต้นมา
โรงเรียนกับวัดมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและมีกิจกรรมร่วมกันมาโดยตลอด
รวมถึง การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนเป็นประจำทุกปี

ต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗
มิได้ทรงสร้างวัดประจำรัชกาล แต่ก็ได้รับพระราชภาระในการทำนุบำรุง
และโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
วัดของพระราชบิดาคือรัชกาลที่ ๕ เป็นงานใหญ่แทน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๗
เสมือนหนึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลของพระองค์ด้วยเช่นกัน


ภายในวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน
คือ เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และเขตสุสานหลวง
เขตพุทธาวาส ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของวัด
คือบริเวณที่เป็นสิ่งก่อสร้างอันเนื่องในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ตั้งอยู่บนพื้นไพทีหรือยกพื้นสูงกว่าพื้นปกติ ปูด้วยหินอ่อน
เขตสังฆาวาส ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของวัด
คือบริเวณที่เป็นอาคารจำพรรษาของพระภิกษุสามเณร
เขตสุสานหลวง ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของวัด

พระประธาน-พระคู่บ้านคู่เมือง ๗๗ จังหวัด o๖

พระประธาน-พระคู่บ้านคู่เมือง ๗๗ จังหวัด o๖





เครดิต : http://www.dhammajak.net
http://www.baanmaha.com