กำลังแสดงผล 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

หัวข้อ: เมื่อรถติดแก๊สเกิดปัญหา เจอเองจะได้แก้ไขเป็น !!!

  1. #1
    ร่วมถ่ายทอดความรู้สู่สังคม สัญลักษณ์ของ jinnawat90
    วันที่สมัคร
    Mar 2013
    กระทู้
    642

    เมื่อรถติดแก๊สเกิดปัญหา เจอเองจะได้แก้ไขเป็น !!!


    เมื่อรถติดแก๊สเกิดปัญหา เจอเองจะได้แก้ไขเป็น !!!
    รถยนต์สมัยนี้ หันมาใช้ LPG กันเป็นเรื่องปกติ บางยี่ห้อก็ติดมาให้จากโรงงาน พอใช้ไปสักระยะ พอเริ่มมีอายุก็ควรจะเช็คระบบเชื้อเพลิงทุกชนิด รวมถึง LPG ด้วย เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพของท่อทางต่าง ๆ จนเกิดการรั่วกลางทางได้

    ในปัจจุบัน สภาวะน้ำมันแพง ราคาถีบตัวสูงขึ้นแบบ “นรกถามหา” สร้างภาระให้กับคนที่ใช้รถเป็นอย่างมาก ลำพังพวกท่านคนมีอันจะกิน ก็คงไม่สะเทือนเท่าไร แต่สำหรับคนฐานะปานกลาง หรือคนที่ต้องใช้รถมาก ๆ ก็ย่อมได้รับความเดือดร้อนเป็นธรรมดา เลยต้องหันหน้าไปพึ่งพลังงานทางเลือกอย่าง LPG ที่มีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินประมาณ 3 เท่า (โดยเฉลี่ย) สมัยนี้ รถที่ใช้เชื้อเพลิง LPG จึงมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่แล้วรถที่ใช้ LPG จะเป็นการใช้เชื้อเพลิงสองระบบ หรือ Bi-Fuel คือ แก๊ส และ น้ำมัน ซึ่งเป็นธรรมดา ย่อมต้องมี “ปัญหาที่เกิดขึ้น” กับระบบเชื้อเพลิงไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เราลองมาดูกันว่า เมื่อเกิดปัญหาขึ้น จะควรทำอย่างไร

    เมื่อรถติดแก๊สเกิดปัญหา เจอเองจะได้แก้ไขเป็น !!!
    รถรุ่นใหม่ มีการติด CNG มาจากโรงงานหลายรุ่น เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ใช้รถ อยากใช้ใช้เลย ไม่ต้องกลัวอะไร เพราะถ้าไม่ดีจริงโรงงานผลิตรถเขาไม่ทำมาให้โดนด่าหรอกครับ

    ทำเองได้ ไม่ยาก กับการแก้ปัญหาเบื้องต้น แต่ต้องหมั่นสังเกต โดยปกติ การใช้รถก็ควรจะ “หมั่นสังเกต” ให้เป็นนิสัย เพื่อจะได้ทราบถึงอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับรถของเรา ไม่ต้องรถแก๊สหรอกครับ “รถทุกคัน” นั่นแหละ ไม่ใช่ใช้แม่มไป ขับเป็นอย่างเดียว อย่างอื่นไม่สน ถึงเวลามันเกิดปัญหาก็ไม่สนใจ จนมันเกิดเป็นปัญหาใหญ่นั่นแหละ แล้วจะรู้สึก !!!

    เมื่อรถติดแก๊สเกิดปัญหา เจอเองจะได้แก้ไขเป็น !!!
    สีฟ้าคือระบบจ่ายแก๊ส LPG หรือ CNG ก็แล้วแต่จะใช้ มันก็จะมีข้อต่อต่าง ๆ สายท่อทางเดินแก๊ส สายไหลกลับ หม้อต้ม ฯลฯ อยู่พอสมควร ถ้ารั่วก็จะเป็นสายพวกนี้เกิดการหมดอายุ กรอบ ร้าว ทำให้แก๊สรั่วซึมออกมาได้ รถที่เริ่มมีอายุ ติดแก๊สมานานแล้ว ควรจะไล่เช็คใหม่ อะไรไม่ดีเปลี่ยนซะจะได้ไม่เดือดร้อนกลางทาง

    แก๊สรั่ว กลิ่นมา พึงสังวรไว้ ปัญหาสากลของรถติดแก๊ส ที่หลายคันเคยเจอ ก็คือ “แก๊สรั่ว” อย่าไปโทษว่าแก๊สไม่ดีนะครับ ปัญหามันเกิดได้กันทุกระบบนั่นแหละ อย่างเรื่องของแก๊สรั่ว ก็มีหลายอย่าง ถ้าติดไม่นานแล้วรั่ว แสดงว่า “อู่ชุ่ย” ถ้าติดมานานหลายปีแล้วเพิ่งรั่ว อันนั้นเป็นเรื่องของ “อายุขัย” ในการใช้งาน สสารมันต้องเสื่อมเป็นเรื่องปกติ คำพระท่านว่า อนิจจัง วัฏสังขารา อะไรเจ๊งมาก็พาเข้าอู่ไปนั่นแลโยม เอาละครับ อาการที่ส่อแววว่าแก๊สรั่วแล้ว ก็จะมี “กลิ่นแก๊ส” โชยเข้ามาให้ได้รู้สึก ถ้ายิ่งขับกลิ่นแก๊สยิ่งฉุน แสดงว่านั่นคือเกิดการรั่วไหลขึ้นแล้ว อ้าว แล้วจะทำอย่างไร จะระเบิดไหม บลา บลา บลา เราควรจะเอาสติในการ “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” ว่าจะทำอย่างไรให้ปลอดภัยก่อน

    เมื่อรถติดแก๊สเกิดปัญหา เจอเองจะได้แก้ไขเป็น !!!
    มาดูกันถึงวาล์วแก๊ส อันนี้เป็นวาล์วแบบก๊อกน้ำ หรือ OPD Valve เป็นระบบแบบพื้นฐาน ด้านหนึ่งจะเป็นวาล์วสำหรับเติมเข้าถัง อีกด้านจะเป็นวาล์วสำหรับส่งเข้าเครื่องยนต์ ถ้าไม่แน่ใจก็หมุนปิดทั้งคู่เลยครับ ที่ลูกบิดมันจะมีบอกอยู่ว่าทางไหน Open ทางไหน Close อ่านไม่ออกก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว

    แก๊สรั่ว อย่ามัวสติแตก ไม่ระเบิดทันทีอย่างที่คิดหรอก บางคนได้กลิ่นแก๊สรั่ว ก็พาลจะสติแตกเอาได้ กลัวไฟจะลุก กลัวจะระเบิดตูมตามดังในข่าว จริง ๆ แล้ว LPG มันไม่ระเบิดทันทีหรอกครับ เนื่องจากมันเป็นแก๊สหนัก เวลารั่วมันจะฟุ้งลอยในอากาศไป มันไม่ติดไฟกลางอากาศ เพราะการจะติดไฟและระเบิด ต้องมีประกายไฟและแรงอัด ไอ้นี่มันรั่วแล้วก็ลอยไปในบรรยากาศ โอกาสจะเกิดกำลังอัดจนระเบิดแทบไม่มี เว้นแต่รถชนหนัก ๆ ท่อแก๊สแตก เกิดการรั่ว เกิดประกายไฟ อันนั้นทำให้ไฟลุกและระเบิดได้ ไม่ต้องแก๊สหรอกครับ น้ำมันก็ระเบิดได้ถ้าเจอเคสชนหนักจนท่อน้ำมันแตก ส่วน CNG พวกนั้นจะเป็นแก๊สเบา พอรั่วก็ลอยขึ้นด้านบนอย่างเดียว ขึ้นฟ้าไปเลย เพราะฉะนั้น มันไม่ได้รั่วแล้วระเบิดเลยอย่างที่คิด ยังพอมีเวลาให้เราแก้ไขปัญหาได้ก่อนอยู่พอสมควร ตรงกันข้าม ผมกลับกลัวน้ำมันรั่วมากกว่า เพราะมันเป็นสถานะของเหลว ที่พร้อมจะฉีดพุ่งไปทั่วห้องเครื่อง โอกาสที่จะพุ่งไปโดนพวกของร้อน ๆ เช่น ท่อไอเสีย แล้วเกิดไฟลุกนั้นมีมากกว่าด้วยซ้ำครับ

    เมื่อรถติดแก๊สเกิดปัญหา เจอเองจะได้แก้ไขเป็น !!!
    อันนี้เป็นวาล์วแก๊สรุ่นใหม่ ที่มีระบบ Safety ไว้ เมื่อเกิดแก๊สรั่วขึ้น มันจะตัดระบบแก๊สทันทีไม่ให้ทำงาน

    ปิดสวิทช์แก๊สก่อน อันดับแรก “ให้ท่านกดปิดสวิทช์ระบบแก๊สก่อน” เพื่อตัดการทำงานของแก๊สทิ้งไป ให้กลับไปใช้น้ำมันก่อน แต่โดยปกติแล้ว ถ้ารถคุณเป็นแก๊สระบบ “หัวฉีด” ที่รุ่นใหม่ ทันสมัย ก็จะมีระบบตัดแก๊สทันทีเมื่อเกิดการรั่วไหลอยู่แล้ว เนื่องจากแรงดันแก๊สในระบบที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน จะมีพวก Check Valve คอยจับแรงดันอยู่ ถ้าแรงดันผิดปกติ มันจะสั่งให้ตัดระบบแก๊สทันที แต่ถ้าเป็นระบบแก๊สที่ค่อนข้างจะราคาถูก หรือรุ่นเก่า ๆ ก็อาจจะไม่มีระบบเซฟตี้แบบนี้ หรือรถที่ใช้แก๊สแบบ Mixer ธรรมดา พวกนี้จะไม่มีการตัด เพราะเป็นระบบแมนวล ดังนั้น เมื่อท่านมีความรู้สึกว่าแก๊สรั่ว ก็ “กดสวิทช์ปิดแก๊ส” ซะก่อน เพื่อตัดปัญหาครั้งแรก

    เมื่อรถติดแก๊สเกิดปัญหา เจอเองจะได้แก้ไขเป็น !!!
    เมื่อเปิดเบาะมา จะเห็นฝามีน๊อตยึดอยู่ มันคือฝาปิดของปั๊มติ๊ก

    จอดรถเข้าที่ปลอดภัย แล้วปิดวาล์วแก๊ส ถ้าปิดสวิทช์แก๊สแล้ว ยังมีกลิ่นแก๊สโชยมาค่อนข้างแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ยอมหายไป อันนี้แสดงว่ามีการรั่วไหลที่ “สาย” หรือ “หัวต่อ” ต่าง ๆ จะตรงไหนสักที่นี่แหละ ท่านอย่าเพิ่งตกใจสติแตก พยายามหาที่จอดรถที่ปลอดภัย ไม่ขวางทางจราจร และควรจะเป็นที่ “โล่งโปร่ง” สักหน่อย เพื่อที่จะได้ตรวจสอบได้อย่างสบายและปลอดภัย พยายามหาหน่อยละกัน เพราะรถมันยังวิ่งใช้น้ำมันได้อยู่ แก๊สมันคงไม่ระเบิดในทันทีหรอก หลังจากที่จอดรถได้อย่างปลอดภัยแล้ว ให้ดับเครื่อง เปิดฝากระโปรงหน้าและหลัง พยายามหาต้นตอที่มาของกลิ่นแก๊สกันหน่อย ว่ามันมาจากไหน จากห้องเครื่อง หรือจากฝากระโปรงท้าย

    เมื่อรถติดแก๊สเกิดปัญหา เจอเองจะได้แก้ไขเป็น !!!
    ใช้ไขควง หรือประแจ ขันเปิดออกมา

    ถ้าเป็นกลิ่นจากห้องเครื่อง ก็น่าจะเป็นการรั่วซึมของข้อต่อต่าง ๆ สายแก๊ส หัวฉีดแก๊ส บางทีแค่เหล็กรัดท่อยางกับข้อต่อต่าง ๆ คลาย มันก็รั่วได้แล้ว ผมเคยเจอเอง ข้อต่อเข้าหม้อต้มรั่ว จอดแล้วกลิ่นแก๊สก็ยังโชยอยู่ ไปตรวจดูเจอพอดี มองไปเป็นก้อนน้ำแข็งเกาะที่ข้อต่อ พอไปดมดูมันก็คือ “แก๊สดิบ” ส่วนถ้ากลิ่นมาจากด้านหลัง ที่เคยเจอก็มาจากพวกสายเติม สายแก๊สที่เดินไปกลางรถ อาจจะเกิดการแตกหัก (โดยเฉพาะคนที่ชอบขับรถลุย ใต้ท้องครูดบ่อย ๆ) หรือเป็นที่หัวเติมแก๊สรั่วก็ได้ พอเก่า ๆ สปริงวาล์วปิดเปิด (ตรงหัวเติม) มันปิดไม่สนิทบ้าง วาล์วค้างบ้าง อันนี้ก็เคยเจอกับตัวเองเหมือนกัน สำหรับคนที่ไม่มีความรู้เรื่องรถ อาจจะไม่ต้องไปสืบหาต้นตอว่ามันมาจากไหน เพราะท่านคงจะทำเองไม่ได้ รวมถึงคนที่หาต้นตอเจอ แต่ทำตรงนั้นไม่ได้ ก็ไม่ต้องกังวลไป วิธีที่เหมาะสมที่สุดคือ “ปิดวาล์วแก๊สซะ” ตัววาล์วแก๊สจะอยู่ที่ถังแก๊ส มันจะมีฝาครอบอยู่ รุ่นเก่าจะเป็นฝาเหล็ก รุ่นใหม่จะเป็นฝาพลาสติกใส บางรุ่นก็มีวาล์วสองตัว ตัวหนึ่งวาล์วเติม ตัวหนึ่งวาล์วส่งแก๊สเข้าเครื่อง ลักษณะมันก็เป็นเหมือน “ลูกบิด” หรือ “ก๊อกน้ำ” ปิดไปทางขวามือ เหมือนกับท่านปิดก๊อกน้ำนั่นแหละ อันนี้เป็นการปิดไม่ให้แก๊สไหลออกจากถัง ตัดต้นตอกันไปเลย แต่กลิ่นอาจจะยังไม่หายไปเสียทีเดียว เพราะว่ามันยังมี “แก๊สค้างสาย” อยู่ ต้องรอสักพัก แต่อย่างไรก็ตาม ปิดวาล์วแก๊สซะก็อุ่นใจได้แล้ว

    เมื่อรถติดแก๊สเกิดปัญหา เจอเองจะได้แก้ไขเป็น !!!
    สาเหตุที่ผมให้คุณพยายามปลดปลั๊กปั๊มติ๊กออก เพื่อยกเลิกการทำงานของระบบเบนซินอย่างสิ้นเชิง กันไม่ให้น้ำมันรั่วออกมาอีก

    แก๊สไม่รั่ว แต่น้ำมันรั่วแทน (หนักกว่าอีกนะ) ตรงข้ามกันแล้วล่ะครับ แก๊สไม่มีปัญหา แต่น้ำมันดันรั่วแทน ขับไปมีกลิ่นน้ำมันเบนซินเหม็นหึ่งเข้ารถ เอาละวา ทำไงดีละพี่น้อง แม้จะใช้แก๊สอยู่ก็ตาม แต่ในบางกรณี ปั๊มเบนซินก็ยังทำงานควบคู่ไปอยู่ดี น้ำมันจะถูกปั๊มเข้าไปที่เครื่องยนต์ แต่หัวฉีดไม่สั่งจ่ายน้ำมันไปที่เครื่อง น้ำมันจะวนในระบบตลอด เพื่อเวลาที่เปลี่ยนจากแก๊สเป็นน้ำมัน หรือน้ำมันเป็นแก๊ส จะไม่มีอาการสะดุด เพราะน้ำมันมารอในระบบตลอดเวลา ซึ่งถ้าเกิดกรณีน้ำมันรั่ว แม้จะใช้แก๊ส แต่ระบบน้ำมันก็ยังทำงานอยู่ ทำให้เกิดการรั่ว ทำให้ส่งกลิ่นเหม็น และเกิดอันตรายได้ ถ้าหากน้ำมันรั่วมาก ๆ จนฉีดไปโดนส่วนที่ร้อน ทำให้เกิดเพลิงไหม้ เห็นไหม น้ำมันก็อันตรายได้นะ ไม่ใช่มาโทษแต่แก๊ส ๆๆๆๆๆๆ อย่างเดียวหรอก

    เมื่อรถติดแก๊สเกิดปัญหา เจอเองจะได้แก้ไขเป็น !!!
    เมื่อถอดสายออกแล้ว เกจ์น้ำมันจะร่วงลงมาทันที ไม่ต้องตกใจครับ เมื่อเราแก้ไขเสร็จ เสียบกลับเข้าไป ทุกอย่างจะกลับมาใช้ได้ดังเดิมทั้งหมด

    ยากกว่าแก๊สรั่วอีก แต่ต้องทำถ้าจำเป็น กรณีนี้ มันจะยากกว่าแก๊สรั่ว เพราะแก๊สรั่วยังสามารถปิดสวิทช์ยกเลิกไม่ใช้แก๊สได้ ยังปิดวาล์วแก๊สได้ แต่น้ำมันจะไม่สามารถปิดวาล์วอะไรได้ เพราะพื้นฐานการทำงานของเครื่องยนต์ มันจะเริ่มที่น้ำมันก่อนอยู่แล้ว ถ้าเป็นการต่อระบบแบบ “ใช้แก๊ส แล้วตัดไม่ให้ปั๊มติ๊กทำงาน” ก็ยังโชคดีหน่อย เพราะถ้าปั๊มติ๊ก (ปั๊มเบนซิน) ไม่ทำงาน น้ำมันก็จะไม่มีแรงดันที่จะรั่วหรือฉีดออกมา แต่ถ้าเป็นระบบที่ต่อให้ปั๊มติ๊กทำงานตลอดแบบที่กล่าวไปข้างต้น น้ำมันจะมีโอกาสรั่วออกมาค่อนข้างสูง เพราะมันมีแรงดันเกิดขึ้นนั่นเอง ถ้ารถท่านต่อเป็นระบบที่ว่านี้ ก็จำเป็นต้อง “ตัดการทำงานของปั๊มติ๊ก” ให้ได้ก่อนเพื่อน

    เมื่อรถติดแก๊สเกิดปัญหา เจอเองจะได้แก้ไขเป็น !!!
    ลองสตาร์ทแบบแก๊สเพียวดู กดสวิทช์ค้างไว้ พร้อมกับบิดกุญแจสตาร์ท ต้องลองครับ บางรุ่นก็ต้องเปิดกุญแจก่อน แล้วค่อยกดสวิทช์แก๊สแช่พร้อมกับสตาร์ทไปด้วย บางรุ่นก็ต้องกดสวิทช์แก๊สแช่ แล้วค่อยบิดกุญแจ ลองดูครับ มีสองวิธีนี้แหละ แก๊สอาจจะสตาร์ทนานหน่อยนะครับ แต่ถ้าติดแล้วก็คือขับไปได้ปกติ แล้วก็รีบไปทำให้ระบบน้ำมันใช้ได้เหมือนเดิมโดยเร็ว อย่าปล่อยไว้นาน

    เปิดเบาะหลัง หาปลั๊กปั๊มติ๊กให้เจอ แล้วถอดออกซะ ขั้นตอนดังต่อไปนี้ ขอให้ดูในรูปถ่าย เพราะเป็นเคสที่ผมเองก็เคยเจอกับตัว เลยโทรหาผู้รู้ เสร็จแล้วก็ต้องลงมือทำ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน การตัดไม่ให้ปั๊มติ๊กทำงาน ก็มีวิธีที่เหมือนจะยาก แต่ไม่ยาก ถ้าหากท่านเป็นคนที่มีความรู้เรื่องรถบ้าง และใช้เครื่องมือช่างพอเป็น (ถ้าไม่รู้อะไรเลย ประเภทเปิดฝากระโปรงหน้ายังไม่เป็น ก็อยู่เฉย ๆ รอรถมาลากไปเข้าอู่เถอะครับ) อันดับแรก ให้ท่านถอดเบาะหลังออก ถอดเฉพาะตัวที่รองนั่งพอนะครับ เราจะหา “ปลั๊กปั๊มติ๊ก” กัน เพราะโดยปกติ ถังน้ำมันจะอยู่ใต้ท้องรถตรงตำแหน่งเบาะหลังพอดี ตัวเบาะรองนั่งมันถอดไม่ยากครับ จับทีละข้าง แล้วยกขึ้นมา บางรุ่นจะมีหูล็อก ก็ดึงแล้วยกเบาะขึ้นมา ทำสองข้างเหมือนกัน บางรุ่นก็เป็นน๊อตยึด ก็ต้องหาเครื่องมือ ประแจ ไขควง คลายมันออกมา แล้วค่อยยกเบาะรองนั่งออกมา เมื่อยกเบาะออกมาได้แล้ว ก็ลองดู “ฝาปิ๊ดปั๊มติ๊ก” ลักษณะมันก็เป็นเหมือนในรูป มีน๊อตยึด 3-4 ตัว แล้วแต่รุ่น รถญี่ปุ่นก็มักจะเป็นน๊อตเบอร์ 10 ใช้ประแจเบอร์ 10 ไขมันออกมา เมื่อเปิดฝาได้แล้ว ก็จะพบกับ “ปลั๊กปั๊มติ๊ก” มันจะมีสองอัน อันหนึ่งเข้าปั๊มติ๊ก อีกอันหนึ่งจะเป็นของเกจ์น้ำมัน ให้ค่อย ๆ ปลดปลั๊กขึ้นมา มันจะมีล็อกอยู่ ให้ใช้มือบีบคลายล็อก หรือไม่ก็เอาไขควงแบนค่อย ๆ ดันฟันล็อกออก ค่อย ๆ นะครับ เดี๋ยวมันจะหักแล้วเอาออกไม่ได้ อย่ารุนแรงกับมัน ระวังสายไฟขาดด้วยครับ เมื่อปลดปลั๊กได้แล้ว ก็ลองสตาร์ทดูอีกครั้ง มันจะต้อง “สตาร์ทไม่ติด” และไม่มีน้ำมันรั่วออกมาอีก อ้าว แล้วถ้าสตาร์ทไม่ติด จะทำอย่างไรล่ะ เมื่อรถติดแก๊สเกิดปัญหา เจอเองจะได้แก้ไขเป็น !!!

    เมื่อรถติดแก๊สเกิดปัญหา เจอเองจะได้แก้ไขเป็น !!!
    เมื่อเปิดมาแล้ว จะเห็นปลั๊กสองอันนี้ จัดการปลดมันดี ๆ ครับ อย่าใช้ความรุนแรง อย่างัด มันจะมีเขี้ยวล็อกอยู่ ค่อย ๆ เอาไขควงกดและปลดสายออกครับ

    สตาร์ทแบบ “แก๊สเพียว” ไม่ใช้น้ำมันได้ หลายคนอาจจะไม่ทราบ ว่าระบบแก๊สที่ปกติเวลาสตาร์ทจะต้องใช้น้ำมันก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นแก๊ส มันจะมีฟังก์ชั่นที่สามารถ “สตาร์ทด้วยแก๊สเพียว ๆ ได้ด้วย” โดยไม่ต้องอาศัยระบบน้ำมันเลยแม้แต่น้อย ซึ่งต้องมีวิธีกันหน่อย วิธีนี้ไม่ยากเลยครับ ก่อนจะบิดกุญแจสตาร์ท ให้คุณกดปุ่มสวิทช์เปิดปิดแก๊สค้างไว้ แล้วค่อยบิดกุญแจสตาร์ท โดยที่ยังกดสวิทช์ค้างไว้นะครับ มันจะสตาร์ทติดนานกว่าน้ำมันอยู่บ้าง แต่สักพักมันก็จะติดได้เอง เมื่อเครื่องติดแล้ว มันก็สามารถวิ่งได้ปกติ ตอนนี้จะไม่มีระบบน้ำมันเข้ามายุ่งเลย อันนี้เป็นวิธีเอาตัวรอดเวลาระบบน้ำมันมีปัญหา บางทีปั๊มติ๊กเสีย น้ำมันหมด (ใครปล่อยน้ำมันหมดก็สมน้ำหน้าแล้วล่ะ) หรืออะไรก็ตามที่ผิดพลาด ลองใช้วิธีนี้ดูครับ ผมเชื่อว่ามีอีกหลายคนไม่รู้ว่ามันทำแบบนี้ได้ ไม่ต้องอะไรหรอกครับ ตอนแรกผมก็ไม่รู้ !!! พอมีปัญหาแล้วถึงได้รู้ จึงนำมาเล่ากันให้ฟังได้ แนะนำว่ารีบเข้าไปอู่เพื่อซ่อมระบบน้ำมันโดยด่วน แม้รถคุณจะวิ่งแก๊สได้ปกติก็ตาม แต่มันก็ไม่ดี อย่างน้อยให้มันใช้การได้ดีทั้งสองระบบดีกว่านะครับ มันจะได้ลดการเสี่ยงกินข้าวลิงกลางทางเวลาระบบใดระบบหนึ่งมันรวนขึ้นมา สวัสดีครับ

    แหล่งที่มา http://www.rongrod.com

  2. #2
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ คุณฉุยเลย
    วันที่สมัคร
    Jan 2012
    ที่อยู่
    พระนครศรีอยุธยา
    กระทู้
    411
    ซื้อรถมา 4 ปีแล้วอยากเอาไปติดแก็สคือกันครับ แต่คุณแม่บ้านเพิ่นย่านระเบิด บอกว่ารถสิเก่าเร็ว ฟังแต่คนอื่นเว้ามา บุ๊ย ตอนอยู่ กทม. ขึ้นแท็กซี่อยู่ซุมื้อบ่ย่านเนาะเธอ

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •