กำลังแสดงผล 1 ถึง 3 จากทั้งหมด 3

หัวข้อ: ประโยชน์ของการกินกล้วย

  1. #1
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ lungyai1123
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    381
    บล็อก
    63

    ประโยชน์ของการกินกล้วย


    ประโยชน์ของการกินกล้วย


    ประโยชน์ต่างๆของการกินกล้วย

    1. ช่วย ลดกลิ่นปากได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้ควรทานหลังตื่นนอนตอนเช้าทันทีแล้วค่อยแปรงฟัน และถ้าเป็นกล้วยน้ำว้าจะยิ่งช่วยลดกลิ่นปากได้ดีขึ้น

    2. กล้วย ช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้เป็นปกติ

    3. กล้วย อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆที่สำคัญและจำเป็นต่อร่างกาย เช่น ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม คาโบไฮเดรต โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี6 วิตามินบี12 และวิตามินซี

    4. ช่วยเพิ่มพลังให้แก่สมองของคุณ เพราะมีสารที่ช่วยทำให้มีเกิดสมาธิและมีการตื่นตัวตลอดเวลา

    5. กล้วยก็มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเหมือนกันนะ ที่ช่วยในการชะลอความแก่ตัวของร่างกายนั่นเอง

    6. กล้วยมีส่วนช่วยในการลดความอ้วนได้ เพราะช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือกช่วยให้ลดอาการอยากกินของจุกจิกลงได้พอสมควร

    7. สำหรับผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับ กล้วยคือคำตออบสำหรับคุณ
    8. อาการหงุดหงิดยามเช้า กล้วยก็ช่วยคุณได้เหมือนกัน

    9. ช่วยลดอาการหงุดหงิดของผู้หญิงในช่วงประจำเดือนมา
    10. ช่วยลดอาการเมาค้างได้ดีระดับหนึ่ง เพราะจะช่วยชดเชยน้ำตาลที่ร่างกายขาดไปในขณะดื่มแอลกอฮอล์

    11. เป็น ตัวช่วยสำหรับผู้ที่ต้องการอยากเลิกสูบบุหรี่ เพราะในกล้วยมีวิตามินเอ ซี บี6 บี12 โพรแทสเซียม และแมกนีเซียมที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้นจากการเลิกนิโคติน

    12. ช่วยรักษาอาการท้องผูก เพราะกล้วยมีเส้นใยและกากอาหารซึ่งจะช่วยให้ขับถ่ายได้อย่างปกติ

    13. ช่วยบรรเทาอาการของริดสีดวงทวาร หรือในขณะขับถ่ายจะมีเลือดออกมา

    14. ช่วยลดอาการเสียดท้อง ลดกรดในกระเพาะ การกินกล้วยจะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายจากอาการนี้ได้

    15. ช่วย รักษาโรคโลหิตจางได้ เพราะในกล้วยมีธาตุเหล็กสูง ซึ่งจะช่วยในการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด เพื่อรักษาภาวะโลหิตจางหรือผู้ที่อยู่ในสภาวะขาดกำลัง

    16. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง หรือเส้นเลือดฝอยแตกได้

    17. ช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดเส้นโลหิตแตกได้

    18. สำหรับ ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะหรือกระเพาะอักเสบ การรับประทานกล้วยบ่อยๆ ถือเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะกล้วยมีสภาพเป็นกลาง มีความนิ่มและเส้นใยสูง

    19. ช่วยรักษาแผลในลำไส้เรื้อรัง เพราะกล้วยมีสภาพเป็นกลาง ทำให้ไม่เกิดการละคายเคืองในผนังลำไส้และกระเพาะอาหารด้วย

    20. ช่วย รักษาโรคซึมเศร้า ภาวะความเครียด เพราะกล้วยมีโปรตีนชิดหนึ่งที่เรียกว่า Tryptophan ซึ่งช่วยในการผลิตสาร Serotonin หรือ ฮอร์โมนแห่งความสุข จึงส่วนช่วยในการผ่อนคลายอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น

    21. ช่วยลดอัตราการเกิดตะคริวบริเวณมือ เท้า และน่องได้

    22. ช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องของมารดาลงได้

    23. กล้วย สรรพคุณช่วยบรรเทาอาการนิ่วในไตได้ในระดับหนึ่ง

    ประโยชน์ของกล้วย

    1. กล้วย ก็สามารถนำมาทำเป็นมาส์กหน้าได้เหมือนกันนะ โดยจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว ช่วยลดความหยาบกร้านบนผิว วิธีง่ายๆ เพียงแค่ใช้กล้วยสุกหนึ่งผลมาบดให้ละเอียด แล้วเติมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ จากนั้นคลุกให้เข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก

    2. เปลือก กล้วยสามารถแก้ผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้ ด้วยการลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาบริเวณที่ถูกยุงกัด อาการคันจะลดลงไปได้ระดับหนึ่ง

    3. เปลือกด้านในของกล้วยช่วยในการรักษาโรคหูดบนผิวหนังได้ โดยใช้เปลือกกล้วยวางปดลงบริเวณหูดแล้วใช้เทปแปะไว้

    4. เปลือก กล้วยด้านในช่วยฆ่าเชื้อ ที่เกิดจากบาดแผลได้เหมือนกัน แต่ยังไงก็ตามเมื่อแปะที่บาดแผลแล้วก็ควรจะเปลี่ยนเปลือกใหม่ทุกๆ 2 ชั่วโมงด้วย

    5. สรรพคุณกล้วย ยางกล้วยสามารถใช้ในการห้ามเลือดได้

    6. ก้านใบตอง ช่วยลดอาการบวมของฝี แต่ก่อนใช้ต้องตำให้แหลกเสียก่อน

    7. ใบอ่อนของกล้วย หากนำไปอังไฟให้นิ่ม ก็ใช้ประคบแก้อาหารเคล็ดขัดยอกได้

    8. หัวปลี นำมารับประทานเพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และบำรุงและขับน้ำนมสำหรับมารดาหลังคลอดบุตร

    9. ผลดิบนำมาบดให้ละเอียดทั้งลูกผสมกับน้ำสะอาด รับประทานเพื่อแก้อาการท้องเสีย

    10. ใบตอง อีกส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์กันอย่างมาก เช่น กระทง ห่อขนม ห่ออาหาร ทำบายศรี บวงสรวงต่างๆ









    แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN), USDA Nutrient database
    http://www.greenerald.com/
    http://www.baanmaha.com/community

  2. #2
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ lungyai1123
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    381
    บล็อก
    63

    คำเรียกชื่อพื้นที่สูง

    คำเรียกชื่อพื้นที่สูง

    ในภาษาถิ่นเหนือ ม่อน หมายถึงเนินเขาหรือยอดเขา
    ภาษาถิ่นใต้ มีคำว่า ควน ที่หมายถึง เนินหรือเขาดิน
    คำเรียกชื่อพื้นที่สูง


    พื้นที่สูงหรือที่สูงเป็นลักษณะภูมิประเทศแบบหนึ่ง ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า highland พจนานุกรมศัพท์ภูมิศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๙ อธิบายว่าหมายถึง บริเวณพื้นที่ที่ประกอบไปด้วยภูเขาและที่ราบสูง

    ในภาษาไทยมีคำที่ใช้เรียกพื้นที่สูง หรือที่สูงอยู่หลายคำ เช่น เนิน เขา โคก มอ ภู จอม ภูเขา ดอย คำเหล่านี้มีความหมายทั่วไปตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ดังนี้...

    เนิน หมายถึง โคกขนาดใหญ่ที่ค่อยลาดสูงขึ้นจากระดับพื้น เช่น เนินดิน เนินเขา, เขา หมายถึง เนินที่นูนสูงขึ้นไปเป็นจอมเด่น

    โคก หมายถึง ที่ดินที่นูนสูงขึ้นคล้ายเนิน แต่เตี้ยกว่า, มอ หมายถึง เนินดินเล็ก ๆ อย่างภูเขา หรือหมายถึงเขาจำลองที่ทำไว้ดูเล่นในบ้าน

    ภู หมายถึง เนินที่สูงขึ้นเป็นจอม คำว่า จอม หมายถึง ยอดที่สูงสุดของสิ่งที่มีฐานใหญ่ปลายเรียวเล็กขึ้นไป เช่น จอมเขา

    ภูเขา หมายถึง พื้นที่ที่มีระดับสูงขึ้นจากบริเวณรอบ ๆ ตั้งแต่ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป ดอย หมายถึง ภูเขา

    ภาษาไทยถิ่นยังมีคำที่ใช้เรียกพื้นที่สูงแตกต่างกันไปตามถิ่นฐานที่ตั้ง ในภาษาถิ่นเหนือ มีคำว่า ม่อน ที่หมายถึง เนินเขาหรือยอดเขา ภาษาถิ่นใต้ มีคำว่า ควน ที่หมายถึงเนินหรือเขาดิน

    ตัวอย่างของม่อนและควนที่ปรากฏในอักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย ซึ่งได้เผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์ของราชบัณฑิตยสถานแล้ว เช่น ม่อนล้าน เป็นชื่อดอยตั้งอยู่ในตำบลสันทราย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ มีความสูง ๑,๐๑๙ เมตร

    แต่ถ้าเป็นดอยที่แบ่งเขตจังหวัดระหว่างตำบลเวียง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย กับตำบลป่าตุ้ม และตำบลป่าไหน อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ จะมีความสูง ๑,๖๗๗ เมตร

    ควนเคร็ง เป็นเขาตั้งอยู่ใน ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช สูง ๑๔๒ เมตร ควนลาปัง เป็นเขาในทิวเขาสันกาลาคีรี ซึ่งแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ในตำบลสำนักแต้ว อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา สูง ๑๒๐ เมตร.




    อารี พลดี, องค์ความรู้ภาษาไทย
    เดลินิวส์ออนไลน์, 27 กันยายน 2556

  3. #3
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ lungyai1123
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    381
    บล็อก
    63

    น้ำมะพร้าว สรรพคุณ ประโยชน์ 81 ข้อ !!

    น้ำมะพร้าว สรรพคุณ ประโยชน์ 81 ข้อ !!


    น้ำมันมะพร้าวบริสุทธ์ 100% อุดมด้วยวิตามินA E C เปลี่ยนผมเสียเป็นผมสวย รักษาผมที่แห้งเสีย แตกปลาย ฟู ไร้น้ำหนักกลับดูดีขึ้น มีน้ำหนักพริ้วสลวยไม่พันกัน เป็นเงาสวยเหมือนไปทำผมที่ร้าน และช่วยถนอมหนังศรีษะ ทำให้รากผมแข็งแรงไม่หลุดร่วงง่าย ผมจะนุ่ม เงา มีน้ำหนัก สมานผมแตกปลาย ใช้หมักตอนก่อนสระผม 30 นาที หรือจะนานกว่านั้น หมักตอนที่ผมยังแห้งอยู่ หลังจากนั้นก็สระผม-นวดผมได้ตามปกติ ควรทำ2-3ครั้ง/สัปดาห์ ผมที่เคยแห้งเสียจะกลับมาสวยนุ่ม

    - ประโยชน์สำหรับผมเสีย ผมร่วง
    ใช้น้ำมันชโลมผมตอนแห้งทิ้งไว้ 30 นาที หรือนานกว่านั้น ( ไม่มีผลเสีย) แล้วสระออก เมื่อผมแห้งจะรู้สึกว่าผมนุ่ม สลวยไม่พันกันและเส้นผมตรงมากขึ้น ผู้ที่ผมเสียมากๆ แห้ง ฟู ก็ทำเช่นเดียวกันจะเห็นว่าสุขภาพผมดีขึ้นเรื่อยๆ และผมจะกลับมานุ่มสลวย ผมที่แตกปลายจะเห็นผลในระยะเวลา 2-3เดือนแล้วแต่อาการ ส่วนผมร่วงจะหยุดร่วงและดีขึ้นเมื่อใช้ไป 4-5 ครั้ง

    - ประโยชน์ต่อผิวพรรณ
    นอกจากนี้ยังช่วยให้ผิวสวยนุ่มเนียน มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระป้องกันผิวเหี่ยวย่นได้ดี ให้ความชุ่มชื้นช่วยปกป้องผิวและซ่อมแซมผิวหนัง ช่วยบำรุงผิวพรรณ คงความอ่อนเยาว์ของผิวไปอีกนานแสนนาน ซึมผ่านผิวหนังอย่างรวดเร็วไม่เหนียวเหนอะหนะ

    - ประโชน์ในการรักษาโรคผิวหนัง และส้นเท้าแตก
    ทาน้ำมันมะพร้าวบริเวณดังกล่าว 2-3 ครั้งต่อวัน จะค่อยๆหาย ส่วนส้นเท้าแตกให้นวดคลึงทุกวันก่อนนอนติดต่อกัน 7-10วันก็จะหาย หรือดีขึ้นแล้วแต่อาการ เมื่อหายแล้วควรใช้ต่อไปเพื่อจะไม่กลับมาเป็นอีก

    - ประโยชน์ในการรักษาโรคบนหนังศรีษะ เชื้อรา รังแค ปลูกเส้นผม
    ใช้น้ำมันนวดพอคลึงให้ทั่วหนังศรีษะขณะผมแห้ง ในเวลาก่อนนอน และสระออกในตอนเช้า หรือเวลาใดแล้วแต่จะสะดวก ให้ทำทุกวัน สำหรับรังแคจะเห็นผลใรเวลา 1-2 สับดาห์ เชื้อราจะเห็นผลใกล้เคียงกัน แต่การปลูกผมเส้นผมจะเริ่มขึ้นประมาณ1-3เดือน โดยจะขึ้นเป็นไรเล็กๆ เส้นบางๆ

    *** การรักษาเกี่ยวกับเส้นผมและหนังศรีษะจะให้ได้ผลดีนั้น***
    ต้องหยุดใช้การใช้ครีมนวดและเปลี่ยนแชมพูที่ใช้สระผมตามวิธีดังนี้


    - ใช้แชมพูเด็กขนาด 200- 300 มล. ผสมน้ำมันมะพร้าวลงไป 3 ซม. เขย่าให้เข้ากัน ใช้แชมพูนี้สระผมไปตลอดการรักษาและเมื่อหายแล้วก็ใช้ต่อไปโดยไม่ต้องกลับมาใช้ครีมนวดผมหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีรุนแรงก็จะไม่กลับมาเป็นอีก

    หลายคนเชื่อว่าถ้ารับประทานอาหารที่มีน้ำมันมะพร้าวหรือกะทิเป็นส่วนผสมจะทำให้อ้วนและมีไขมันหรือคอเลสเตอรอลในเลือดสูง แต่คำอธิบายทางวิชาการในปัจจุบันทำให้เชื่อได้ว่าความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้องและเป็นการป้ายสีมะพร้าวจนกลายเป็นผู้ร้ายในเรื่องของสุขภาพมานานมากและเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทยได้จัดการสัมมนาเรื่อง "น้ำมันมะพร้าวกะทิและมะพร้าวกะทิมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร" ขึ้น โดย ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ประธานเครือข่ายพืชปลูกเมืองไทย ได้บรรยายสรรพคุณของน้ำมันมะพร้าวไว้อย่างน่าคิด
    จากคำบรรยายรุบุว่า แม้น้ำมันมะพร้าวจะเป็นกรดไขมันอิ่มตัว แต่กรดไขมันอิ่มตัวในน้ำมันมะพร้าว 48-54% เป็นกรดลอริค (Lauric Acid) และอีก 6-7% เป็นกรดไขมันคาปริค (Capric Acid) ซึ่งทั้งหมดเป็นกรดไขมันที่มีโครงสร้างทางเคมีแตกต่างจากกรดไขมันชนิดอื่นตรงที่กรดไขมันชนิดนี้จะแตกตัวและถูกย่อยได้ง่ายกว่า ไม่จำเป็นต้องอาศัยน้ำดีจากตับอ่อนมาช่วยย่อย ไขมันจึงเปลี่ยนเป็นพลังงานได้หมด ไม่เกิดการสะสมเป็นไขมันในหลอดเลือด หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกาย กรดไขมันลอริคชนิดนี้ยังเป็นชนิดเดียวกับที่พบในน้ำนมแม่ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะแตกตัวออกเป็นโมโนลอริน (Monolaurin) ซึ่งเป็นสารปฏิชีวนะที่ทำลายเชื้อโรคทุกชนิดได้ดีกว่ายาปฏิชีวนะที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ โปรตัวซัว และไวรัส รวมทั้งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีรายงานผลการวิจัยในประเทศฟิลิปปินส์ ที่ให้ผู้ป่วยโรคเอดส์รับประทานน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ปรากฏว่าทำให้ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันดีขึ้น (แต่ไม่ได้ระบุว่าทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคเอดส์)

    ในบางประเทศมีการศึกษาพบว่า น้ำมันมะพร้าวสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดอันตราย หรือ LDL และเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี หรือ HDL ซึ่งเสริมสร้างสุขภาพร่างกายและหัวใจให้ดีขึ้นด้วยโดย ข้อยืนยันประการหนึ่งก็คือ รายงานขององค์การสหประชาชาติเมื่อปี 2521 ระบุว่า ประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นประเทศหนึ่งที่ประชากรบริโภคมะพร้าวทั้งในรูปของกะทิหรือน้ำมันมะพร้าวมากที่สุดประเทศหนึ่งปรากฏว่าอัตราประชากรเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเพียง 1 ในแสนคน ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ซึ่งไม่นิยมบริโภคน้ำมันมะพร้าวหรือกะทิมีอัตราประชากรเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน 18-187 ใน 1 แสนคน อันที่จริงในบรรดาน้ำมันจากพืชด้วยกันน้ำมันมะพร้าวมีคอเลสเตอรอลต่ำสุด คือ น้ำมันมะพร้าว 14ppm ในล้านส่วน น้ำมันปาล์ม 18ppm น้ำมันถั่วเหลือง 28ppm น้ำมันข้าวโพด 50ppmในน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ (Virgin coconut oil) ที่ไม่ผ่านกระบวนการทางเคมียังมีวิตามินอีที่เป็นสารต่อต้านการเติมออกซิเจน หรือเป็นตัวป้องกันเซลล์ในร่างกายไม่ให้ถูกเติมออกซิเจนและเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระ (Freeradicals) ซึ่งเกิดจากมลพิษในสิ่งแวดล้อม หรือเกิดจากอาหาร เครื่องดื่ม การสูบบุหรี่ รังสี ความเครียด เป็นต้น

    ในเอกสารเรื่อง "บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อสุขภาพและความงาม" ของ ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ที่จัดพิมพ์เผยแพร่โดยเครือข่ายพืชปลูกเมืองไทยได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า โดยปกติร่างกายของมนุษย์จะมี antioxidant คอยทำลายอนุมุลอิสระอยู่แล้ว แต่เมื่อบริโภคน้ำมันพืชประเภทไม่อิ่มตัว ซึ่งน้ำมันประเภทนี้จะถูกเติมออกซิเจนได้ง่ายทั้งระหว่างกระบวนการขนส่ง ระหว่างการจำหน่ายและการเก็บรักษาก่อนบริโภคจึงเกิดเป็นอนุมูลอิสระได้ง่าย อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกายนี้จะไปลบล้างประสิทธิภาพของ antioxdant ที่มีอยู่ในร่างกาย ทำให้เซลล์ผิดปกติไป เช่น เยื่อบุเซลล์ฉีกขาดสารพันธุกรรมในนิวเคลียสเปลี่ยนไป เกิดการกลายพันธุ์ ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับความเสื่อม เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง ไขข้ออักเสบ เบาหวาน ภูมิแพ้ และแก่ก่อนวัย เป็นต้น

    นอกจากนี้ในวิตามินอีที่ได้จากน้ำมันมะพร้าวยังมีสารโทโคไทรอีนอล ซึ่งเป็นรูปของวิตามินอีที่มีอานุภาพสูงกว่าสารโทโคเฟอรอล ซึ่งมีอยู่ในวิตามินอีทั่วไป ด้วยเหตุนี้น้ำมันมะพร้าวจึงมีสารที่ต่อต้านอนุมูลอิสระอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการนำน้ำมันมะพร้าวไปเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางหลายชนิด เช่น ครีม หรือ โลชั่นทาผิว จะทำให้ผิวนุ่มเนียน ไม่แตกแห้ง ป้องกันฝ้า กระและทำให้ปราศจากริ้วรอยเหี่ยวย่น เพราะวิตามินอีในน้ำมันมะพร้าวมีอานุภาพมากกว่าในเครื่องสำอางอื่นทั่วไป ด้วยเหตุที่น้ำมันมะพร้าวมีสารปฏิชีวนะโมโนลอริน และสารโทโคมันมะพร้าวมีสารปฏิชีวนะโมโนลอริน และสารโทโคไทรอีนอลจากวิตามินอีดังที่กล่าวมาแล้ว เมื่อใช้น้ำมันมะพร้าวชะโลผม จะทำให้ผมดกเป็นเงางาม เส้นผมมีคุณภาพดีและช่วยรักษาสุขภาพของหนังศีรษะป้องกันการเกิดรังแค คุณปิยะนุช นาคะ นักวิชาการเกษตร สังกัด สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ซึ่งทำงานวิจัยเกี่ยวกับมะพร้าวมานานได้รับเชิญให้มาบรรยายในงานสัมมนานี้ด้วยกล่าวว่า มนุษย์ใช้น้ำมันมะพร้าวและกะทิเป็นยา เป็นอาหาร เป็นเครื่องสำอางมานานนับพันปี โดยเฉพาะในหมู่บ้านชาวเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งใช้น้ำมันมะพร้าวและกะทิประกอบอาหารบริโภคเป็นประจำต่างมีสุขภาพดี ไม่มีโรคหัวใจ มะเร็ง โรคอ้วน เบาหวาน และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังสามารถนำน้ำมันมะพร้าวมาถูทาตัวให้หายปวดเมื่อยหรือใช้ทาผิวเพื่อชะลอความแก่ กะทิเป็นของเหลวที่ได้จากการบีบคั้นเนื้อมะพร้าวสดที่นำมาขูดเป็นฝอย อาจเติมน้ำหรือไม่ก็ได้น้ำมันที่ได้จากการบีบคั้นเนื้อมะพร้าวสดนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ลอยอยู่ข้างบนเรียกว่าหัวกะทิส่วนที่อยู่ข้างล้างเรียกว่าหางกะทิ

    ตามข้อมูลปรากฏว่าคนไทยกับคนอินโดนีเซียบริโภคกะทิเฉลี่ยคนละ 6.5-8.2 ก.ก.ต่อปี มากว่าคนฟิลิปปินส์ ซึ่งบริโภคคนละ 0.3-0.6 ก.ก.ต่อปี ส่วนศรีลังกาและชามัวตะวันตกบริโภคกะทิมากที่สุดในโลกคนละ 30-36 ก.ก.ต่อปี การบริโภคส่วนใหญ่จะใช้การปรุงอาหารคาวหวาน โดยเฉพาะอาหารไทยต้องถือได้ว่ามีกะทิเป็นสัญลักษณ์ ในปัจจุบันมีการผลิตกะทิสำเร็จรูปออกมาจำหน่ายและมีการพัฒนาคุณภาพกะทิให้ใกล้เคียงกับกะทิสด เพื่อเวลานำไปปรุงอาหาร รสชาติจะได้ไม่แตกต่างจากกะทิสดมากนัก ซึ่งกะทิที่เป็นอุตสาหกรรมจะต้องมาจากมะพร้าวแก่จัดอายุ 12 เดือน เนื้อมะพร้าวจะต้องแข็งและหนา มีองคืประกอบคือ ความชื้น 50% น้ำมัน 34% โปรตีน 3.5% เส้นใย 3% เถ้า 2.2% คาร์โบไฮเดรต 7.3% ส่วนองค์ประกอบของกะทิขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำในการสกัด โดยปกติจะมีองค์ประกอบดังนี้ ความชื้น 47-56% ไขมัน 27-40% โปรตีน 2.8-4.4% เถ้า 0.9-1.2% คาร์โบไฮเดรต 5.0-16% สำหรับหางกะทิ ซึ่งเป็นส่วนชั้นน้ำที่แยกจากกะทิ ปล่อยทิ้งไว้ระยะหนึ่งสามารถนำมาบริโภคได้ เป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสำหรับเด็กและผู้ที่ไม่สามารถดื่มนมวัวได้ จากที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งน้ำมันมะพร้าวทั้งกะทิมได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ หากจะสรุปตรงนี้ว่าเพราะน้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำธรรมชาติที่มีคอเลสเตอรอลน้อยที่สุด สามารถกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญและป้องกันการสะสมไขมันในร่างกาย มีวิตามินอีช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และเมื่อถูกความร้อนจะไม่เปลี่ยนเป็นกรดไขมันชนิดที่เป็นสาเหตุของสารก่อมะเร็ง สรรพคุณที่มีอยู่มากมายนี้คงทำให้หลายท่านที่หน้าเบ้เมื่อเห็นกะทิมันย่องลอยอยู่ในแกงเขียวหวานหรือแกงมัสมั่นคงเปลี่ยนใจ.



    ที่มา : ฟาร์มดี (ฟาร์มไส้เดือนของคนพิการ)

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •