กำลังแสดงผล 1 ถึง 1 จากทั้งหมด 1

หัวข้อ: “ปฏิทิน”

  1. #1
    ศึกษาหาความรู้ สัญลักษณ์ของ lungyai1123
    วันที่สมัคร
    Oct 2008
    กระทู้
    381
    บล็อก
    63

    “ปฏิทิน”

    “ปฏิทิน”
    “ปฏิทิน”
    “ปฏิทิน”



    ปฏิทินแห่งแรกของโลก ....... แต่ก่อนนี้ เข้าใจกันว่า กรีซเป็นชาติแรก ที่คิดค้นเรื่องของ “ปฏิทิน” ได้ ต่อเมื่อได้พบ ภาพแกะปฏิทินสลักบนผนัง แห่งวิหารแห่งเมืองคาร์นัค จึงได้ทราบว่า แท้ที่จริงแล้วผู้ที่คิดค้น ได้คนแรกคือ บรรพชนชาวอียิปต์แต่โบราณกาลนั่นเอง เมื่อประดิษฐ์ตัวอักษร ประดิษฐ์แผ่นกระดาษ สำหรับเขียน มีสีหมึก และมีปากกาแล้ว การบันทึกความจำได้บนแผ่นกระดาษ จึงเกิดขึ้นในเวลาต่อมา และแพร่หลาย ไปทั่วทุกทวีป

    แรกเริ่มเดิมทีนั้น ชาวอียิปต์โบราณนับ วัน เดือน ปี เช่นเดียวกับ ชาติโบราณอื่นๆ คือ นับทาง “จันทรคติ” โดยกำหนดเอา ข้างขึ้นคือ คืนที่พระจันทร์ส่งแสง เต็มดวงคืนแรก ไปบรรจบ กับคืนที่พระจันทร์ส่องแสงเต็มดวง ในคราวต่อไป ซึ่งก็ถือว่าเป็น “หนึ่งเดือน” หรือ “หนึ่งรอบ” เพื่อใช้ในสัญญา ที่ชาวนายืมข้าวมากิน เช่น ขอยืมข้าวมาเป็นเวลา 9 เดือน เมื่อพระจันทร์ส่งแสงเต็มดวง แล้ว 8 ครั้ง ก็หมายความว่า มีเวลาเพียงพระจันทร์เต็มดวง อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็คือ 1 เดือน ก็จะต้องนำข้าวที่ยืมมานั้น ไปคืนเจ้าของ แต่จากการที่นับเดือน ทางจันทรคตินี้ ในเดือนหนึ่งๆ ที่จะถึงพระจันทร์เต็มดวงนี้ มีไม่เท่ากัน บางเดือนก็มี 29 วันบ้าง 30 วันบ้าง ไม่แน่นอน ทำให้จำนวนวัน ในปีหนึ่งๆ ไม่เท่าเทียมกัน

    ชาวอียิปต์โบราณ คงปวดหัวและงง ๆ อยู่กับปรากฏการณ์ ธรรมชาติเช่นนี้ แต่ความช่างคิดช่างค้น อย่างชาวอียิปต์โบราณ จึงได้จัดทำปฏิทินขึ้น มาใหม่เสีย โดยเริ่มจากหลักการที่ว่า
    ให้ 1 ปีมี 12 เดือน
    ให้ 1 เดือนมี 30 วันเท่ากันหมด
    ให้ 1 ปีมี 360 วัน
    ครบ 1 ปีแล้วก็ให้เพิ่มอีก 5 วัน รวมเป็น 365 วัน


    ชาวมนุษย์โบราณ เพิ่ม 5 วัน ได้อย่างไรนั้น มีที่มา เจ้าค่ะ ....สภาพชีวิตของคนโบราณต้อง ทำมาหาเลี้ยงชีพ เพื่อเลี้ยงปากท้องของตัวเอง แบบไม่ได้หยุดได้หย่อนเอาเสียเลย กษัตริย์อียิปต์โบราณ กษัตริย์อียิปต์ จึงกำหนดให้ 5 วันสุดท้ายของปีนั้น เป็นวันหยุดพักผ่อน ประจำปีของประชาชน ให้ทุกคนได้เฉลิมฉลอง และสนุกสนาน หลังจากที่ทำงานมาเหนื่อยทั้งปี แล้วจะได้เริ่มต้นปีใหม่ ทำงานตัวเป็นเกลียว เพื่อองค์กษัตริย์อีกต่อไป

    นักโบราณศึกษา จึงยกย่องให้ชาวอียิปต์โบราณ คือผู้ที่คิดค้น “ปฏิทินของโลก” นับถึง พ.ศ. 2547 ก็ตก 6,255 ปี ที่โลกได้นำเอาปฏิทิน ของชาวอียิปต์มาใช้ เป็นของชาวโลก และในกาลต่อมา เมื่อชาวยุโรปรุ่นหลัง ๆ ได้รู้จักวิชาดาราศาสตร์มากขึ้น จึงได้พัฒนา และดัดแปลงจำนวนวัน ในแต่ละเดือนให้มี 30 วันบ้าง 31 วันบ้าง และเดือนกุมภาพันธ์มี 28 วันบ้าง 29 วันบ้างตามเหตุผล ทางอธิกมาส เช่นที่พวกเราคุ้นเคยในทุกวันนี้

    ปฏิทินที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มีที่มาจากปฏิทิน ของชาวโรมัน เมื่อประมาณ 800 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งเป็นปฏิทิน แบบสุริยคติ โดยชาวโรมัน ประยุกต์มาจากปฏิทินของอารยธรรมอื่น อีกทีหนึ่ง กษัตริย์โรมันในยุคแรก กำหนดให้ปฏิทินมี 10 เดือน สันนิษฐานว่าอิง ตามเลขฐาน 10 โดยให้เดือน March เป็น เดือน 1 ทั้งนี้ เพราะชาวโรมัน ให้ความเคารพ Mars เทพเจ้าแห่งสงคราม มากเป็นพิเศษ และในแต่ละเดือน จะมี 30 หรือ 31 วัน สลับกันไป อาจเกี่ยวข้องกับ ปฏิทินจันทรคติ เรื่อยไปจนถึงเดือนสุดท้าย คือเดือน December รวมแล้วมีทั้งหมด 304 วัน

    ทว่าเมื่อชาวโรมันใช้ปฏิทิน ไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าฤดูกาลเริ่มไม่ตรง ตามปฏิทิน จนในสมัยกษัตริย์ Numa Pompilius เมื่อ 700 ปี ก่อนคริสต์ศักราช กำหนดให้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 2 เดือน คือเดือน January และ February รวมแล้วมีทั้งสิ้น 355 วัน

    กระทั่งในสมัยกษัตริย์ Julius Caesar ปรับเปลี่ยนวัน ในแต่ละเดือนเสียใหม่ ให้เดือน มี.ค. มี 31 วัน เดือนต่อๆ ไปมี 30 และ 31 วันสลับกันเรื่อยๆ จนถึงเดือนสุดท้ายคือ ก.พ. ให้มี 29 วัน รวมเป็น 365 วัน แต่ถ้าปีไหน เป็นปีอธิกสุรทิน ซึ่งมี 366 วัน ให้เดือน ก.พ. มี 30 วัน พร้อมทั้งเปลี่ยน ให้เดือน ม.ค. ซึ่งตั้งชื่อเดือนตามเทพเจ้า Janus ผู้มีสองพักตร์ และมีหน้าที่ เฝ้าประตูสวรรค์ ให้เป็นเดือนแรก ของปี และเรียกปฏิทินนี้ว่า "ปฏิทินจูเลียน" หรือ Julian calendar รวมถึงเปลี่ยนชื่อเดือนที่ 5 เดือน ก.ค. เมื่อนับเดือน มี.ค. เป็นเดือน 1 จาก Quintilis เป็น July ตามชื่อของ Julius Caesar

    ต่อมากษัตริย์ Augustus Caesar ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรม ของ Julius Caesar ต้องการให้มีชื่อตัวเอง ในปฏิทินเหมือน ผู้เป็นบิดาบุญธรรม จึงเปลี่ยนชื่อเดือนที่ 6 ส.ค. เมื่อนับเดือน มี.ค. เป็นเดือน 1 จาก Sextilis เป็น August และเพิ่มวันให้มี 31 วัน เท่ากับเดือน ของพ่อด้วย โดยไปลดเดือน ก.พ. ให้เหลือ 28 วัน ในปีปกติ และเหลือ 29 วันในปีอธิกสุรทิน และนี่คือที่มาของปฏิทิน ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ โดยได้มีการเพิ่มเติม รายละเอียดต่างๆ ในสมัยต่อมา แต่ได้มีการชำระปฏิทิน ในสมัยพระสันตปาปา Gregory XIII เมื่อประมาณปี 1582 เนื่องจากวัน ในปฏิทินเริ่มเกินไป จากความเป็นจริง และเรียกว่า "ปฏิทินจูเลียน-เกรกอเรียน" ที่ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้

    ประเทศไทยเริ่มนำปฏิทิน จูเลียน-เกรกอเรียน เข้ามาใช้ อย่างเป็นทางการในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2431 โดยนำมาปรับใช้ร่วม กับปฏิทินจันทรคติ ที่ใช้กันมาแต่เดิม ซึ่งได้รับอิทธิพลมา จากศาสนาของอินเดีย ในการใช้ดวงจันทร์ เป็นเครื่องกำหนดเวลา และประกอบพิธีทางศาสนา และประเพณีต่างๆ โดยยึดเอาวันมหาสงกรานต์ เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 หรือประมาณช่วงกลางเดือน เม.ย.

    ในปี พ.ศ.2432 รัชกาลที่ 5 ทรงเปลี่ยนให้วันที่ 1 เม.ย. เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้สอดคล้อง กับปฏิทินสุริยคติ ที่เริ่มนำมาใช้กัน และต่อมาจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เปลี่ยนให้วันขึ้นปีใหม่ เป็นวันที่ 1 ม.ค. ตามแบบสากล โดยเริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. พ.ศ.2484 เป็นต้นมา

    การพิมพ์ปฏิทินครั้งแรกในประเทศไทย มีขึ้นเมื่อวันที่ 14 ม.ค. พ.ศ. 2385 ตรงกับปลายสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งไม่ได้ระบุว่า ใครเป็นผู้พิมพ์ แต่คาดว่าน่า จะเป็นหมอบรัดเลย์ ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพิมพ์

    ปฏิทินสุริยคติ เป็นปฏิทินบอกฤดูกาล จากการสังเกตดวงอาทิตย์ โดยมีกลุ่มดาวจักรราศี เป็นตัวช่วยในการกำหนดนับ ซึ่งเมื่อเห็นดวงอาทิตย์ ปรากฏอยู่ในกลุ่มดาวใด ก็จะรู้ได้ว่าเดือนนั้น เป็นเดือนอะไร และดวงอาทิตย์ จะกลับมาปรากฏที่ตรงตำแหน่งเดิม บนท้องฟ้าทุกๆ 1 ปี และจากการที่ดวงอาทิตย์ ให้พลังงานแก่โลก และแกนสมมติ ของโลกเอียงทำมุม กับดวงอาทิตย์ ทำให้ภูมิอากาศ ในแต่ละเดือนแตกต่างกัน จึงเกิดเป็นฤดูกาลต่างๆ

    ส่วนปฏิทินจันทรคติ มีที่มาจาก การสังเกตดวงจันทร์ โดยเทียบเคียง กับกลุ่มดาวจักรราศีเช่นกัน แม้จะบอกฤดูกาล ได้ไม่ตรง แต่มีความเกี่ยวเนื่อง กับการประกอบประเพณี และพิธีทางศาสนาต่างๆ มาตั้งแต่อินเดีย สมัยโบราณ จึงใช้ปฏิทินจันทรคติเพื่อบ่งบอก เทศกาลและวันสำคัญต่างๆ เช่น วันสำคัญทางศาสนา วันลอยกระทง ...

    ปฏิทินในปัจจุบัน มีหลายรูปแบบ เช่น ปฏิทินแขวน ปฏิทินตั้งโต๊ะ ปฏิทินโปสเตอร์ ปฏิทินพก และปฏิทินสมุดบันทึก ซึ่งปฏิทินไม่ใช่เพียง แค่เครื่องมือ บอกวันเดือนปีแต่เพียงอย่างเดียว เท่านั้น แต่ยังเป็นสื่อ ที่บอกเล่าเรื่องราว ได้อย่างหลากหลายให้ผู้คนในสังคม ได้รับรู้ รวมทั้งสะท้อนให้เห็น วิวัฒนาการ และความเป็นไปของสังคม ในยุคสมัยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และอาจบอกได้ว่า ปฏิทิน คือสิ่งหนึ่งที่มีคุณค่าเหนือกาลเวลา






    เครดิต : https://www.facebook.com/siriwanna.j...06280299506211
    แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย lungyai1123; 31-12-2013 at 13:31. เหตุผล: เพิ่มตัวอักษร


Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •