กำลังแสดงผล 1 ถึง 5 จากทั้งหมด 5

หัวข้อ: ต้นชะโนด

  1. #1
    ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมหา สัญลักษณ์ของ ฅนภูไท
    วันที่สมัคร
    Apr 2007
    กระทู้
    2,458
    บล็อก
    1

    ความเยือกเย็น ต้นชะโนด


    ต้นชะโนด (คำชะโนด)

    ต้นชะโนด

    ชื่อวิทยาศาสตร์ Livistona saribus

    ชะโนดเป็นต้นไม้ชนิดที่หายากมากในประเทศไทย ประกอบด้วยต้นมะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาล รวมกันเป็นต้นชะโนด อยู่ในตระกูลปาร์มชนิดหนึ่งไม่มีหนาม
    มีใบเหมือนใบตาล ลำต้นเหมือนต้นมะพร้าว ลูกเป็นเม็ดเล็กๆคล้ายหมาก สูงประมาณ30เมตร เหลืออยู่ที่เดียวในท้องที่อำเภอบ้านดุง ซึ่งอยู่ระหว่างรอยต่อ 3 ตำบลคือ ตำบลบ้านม่วง ตำบลวังทองและ ตำบลบ้านจันทน์ จ.อุดรธานี มีเนื้อที่ประมาณ 20ไร่

    ต้นชะโนด

    ต้นชะโนด

    ต้นชะโนด

    *** ตำนานและความเชื่อ ***

    อำเภอบ้านดุง เป็นดินแดนเมืองพญานาคและเ็ป้นที่ตั้งของ คำชะโนด
    หรือวังนาคิน โดยมีเรื่องเล่าสืบทอดมายาวนานแต่โบราณ โดยเฉพาะแถบลุ่มน้ำโขง ๒ ฝั่ง มีความเชื่อว่าเจ้าปู่พญาศรีสุทโธ เป็นพระราชาแห่งพญานาค และเป็นผู้สร้างแม่น้ำโขง
    และในคำชะโนด ยังเป็นที่ตั้งของประตูสู่เมืองบาดาล โดยมีหลักฐานเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในคำชะโนด ซึ่งเชื่อกันว่า...
    ในบ่อน้ำมีความศักดิ์สิทธิ์รักษาโรคได้ ตามคำอธิษฐาน
    และบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ประตูเมืองบาดาล
    นี้ไปทะลุบ้านน้ำเป อำเภอโพนพิสัย
    ซึ่งเป็นดินแดนกำเหนิด บั้งไฟพญานาค
    โดยมีความเชื่อว่าเป็นตำนานที่เชื่อต่อกันตามตำนานโบราณ

    ตำนาน คำชะโนด เมืองพญานาค อำเภอบ้านดุง

    มีเรื่องเล่ากันว่า แต่ก่อนหนองกระแส ซึ่งอยู่ตอนเหนือของประเทศลาว
    อยู่ตอนใต้ของประเทศจีน เป็นเมืองพญานาคครองอยู่ โดยแบ่งเป็น๒ส่วน
    ส่วนหนึ่งมี เจ้าปู่พญาศรีสุทโธ เป็นผู้ครอบครองอยุ่
    อีกส่วนหนึ่งผู้ครองคือ พญาสุวรรณนาค
    มีบริวารฝ่ายละ ๕,000 เท่าๆกัน พญานาคทั้งสองเป็นเพื่อนกัน
    มีความรักสามัคคีกันมาโดยตลอด เมื่อหาอาหารจับสัตว์ได้ก้แบ่งปันกัน
    มาวันหนึ่งฝ่ายพญานาคได้จับเม่น ขนแหลมยาว
    จึงแบ่งเน้อให้อีกฝ่ายหนึ่งตามที่เคยปฏิบัติกันมา
    แต่อีกฝ่ายเมื่อเห็นขนแหลมยาวเข้าใจผิดคิดว่า...
    ขนยาวน่าจะตัวใหญ่ แต่กับแบ่งเนื้อให้เพียงนิดเดียว
    จึงเกิดความไม่พอใจ

    เกิดผิดใจกันเรื่องการแบ่งอาหาร จนเกิดสงครามขึ้น
    มีการระดมไพร่พลเข้าต่อสู้กัน ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันอยู่นานถึง ๗ ปี
    ต่างฝ่ายต่างก็เหนื่อยล้าเอาชนะกันไม่ได้ และต่างฝ่ายต่างก็พยายามจะเอาชนะให้ได้
    เพื่อจะได้เป็นใหญ่ครอบครองเมืองหนองกระแสทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

    การต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายของพญานาคทั้งสอง ทำให้เดือดร้อน
    ไปทั้งสามภพ คือ บาดาล มนุษยื และสวรรค์

    พื้นโลกสะเทือนเกิดแผ่นดินไหวไปทั่ว ความเดือดร้อนทราบถึงพระอินทร์
    จึงได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ที่หนองกระแส แล้วทรงตรัสเป็นพระราชโองการ
    ให้ทั้งสองฝ่ายหยุดรบกัน ให้ถือว่าสองฝ่ายเสมอกัน ไม่มีใครแพ้ใครชนะ
    ให้ทั้งสองฝ่ายสร้างแม่น้ำคนละสายออกจากหนองกระแส ใครสร้างถึงทะเล
    ก่อนจะให้ปลาบึกไปอยุ่ในแม่น้ำนั้น

    พญาสุทโธนาค
    จึงพาบริวารสร้างแม่น้ำมุ่งหน้าไป ทางทิศตะวันออกของหนองกระแส
    เมื่อถึงตรงไหนมีภูเขาขวางอยู่ แม่น้ำก็จะคดโค้งไปตามภูเขา
    เพราะพญาสุทโธนาค เป็นนาคใจร้อน แม่น้ำสายนี้เรียกว่า แม่น้ำโขง
    คำว่า...โขง มาจากคำว่า...โค้ง หรือไม่ตรงนั่นเอง

    พญาสุวรรณนาค
    เมื่อได้รับเทวราชโองการ จึงพาบริวารไพร่พลอพยพจากหนองกระแส
    สร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศใต้ พญาสุวรรณนาค เป็นนาคใจเย็น
    พิถีพิถันและตรง การสร้างแม่น้ำจึงต้องทำให้ตรง แม่น้ำนี้เรียกว่า..
    แม่น้ำน่าน เป็นแม่น้ำที่ตรงกว่าแม่น้ำทุกสาย

    ในการสร้างแม่น้ำแข่งกันในครั้งนั้น ปรากฏว่าแม่น้ำโขง
    ของพญาสุทโธนาคสร้างเสร็จก่อนจึงเป็นผู้ชนะและ...

    มีปลาบึกอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงแห่งเดียวในโลก

    ตามราชโองการของพระอินทร์ และพญาสุทโธนาคได้เข้าเฝ้าพระอินทร์
    ทูลขอทางขึ้นลงระหว่างเมืองบาดาลกับโลกมนุษย์ เอาไว้ ๓ แห่ง
    พระอินทร์จึงทรงอนุญาตให้มีรูพญานาคเอาไว้ ๓ แห่ง คือ
    ๑.ที่พระธาตุหลวงนครเวียงจันทร์
    ๒.ที่หนองคันแท
    ๓.ที่พรหมประกายโลก หรือเรียกว่า...คำชะโนด

    แห่งที่ ๑ และ ๒ ให้เป็นทางขึ้นลงอยู่เมืองมนุษย์และบาดาลของพญานาคเท่านั้น
    ส่วนแห่งที่ ๓
    ที่เป็นพรหมประกายโลกนี้ เป็นที่พรหมเทวดาลงมากินดินจนกลายเป็นมนุษย์
    ให้พญาสุทโธนาค ไปตั้งบ้านเมืองครอบครองเฝ้าอยู่
    ให้มีต้นชะโนดขึ้นเป็นสัญลักษณ์ ลักษณ์ต้นชะโนด ให้เอา
    ต้นมะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาล อย่างละเท่าๆกันผสมกัน

    ในเวลา ๑ เดือทางจันทรคติ ข้างขึ้น ๑๕ ค่ำ
    ให้พญาสุทโธนาค และบริวารกลายร่างเป็นมนุษย์
    เรียกว่า...เจ้าปุ่พญาศรีสุทโธ และอีก ๑๕ วันข้างแรม
    ให้พญาสุทโธ และบริวารกลายร่างเป็นนาค
    เรียกว่า...พญานาคราศรีสุทโธ

    นับแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน พี่น้องบ้านม่วง บ้านเมืองไพร
    บ้านวังทอง อำเภอบ้านดุง ได้พบเห็นชาวเมืองคำชะโนดไปเที่ยวงานบุญ
    ประจำปี หรือ งานบุญมหาชาติ ทั้งชายและหญิงหลายครั้ง
    บางครั้งจะเป็นหญิงไปยืมเครื่องมือทอผ้า ไปทอผ้าอยู่ประจำ
    เจ้าปู่พญาศรีสุทโธได้จัดให้มีการแข่งเรือและประกาศชายงามที่เมืองคำชะโนด

    นายคำตา ทองสีเหลือง ซึ่งเป้นชาวบ้านวังทอง ตำบลวังทอง
    อำเภอบ้านดุงติดกับเมืองคำชะโนด ได้รับคัดเลือกจากเจ้าปู่ศรีสุทโธ
    ให้ไปประกาศชายงาม นายคำตาไ้หายตัวไป ประมาณ ๖ ช.ม.
    จึงกลับมาและได้เล่าเรื่องเมืองคำชะโนดที่ได้เห็นมาให้ชาวบ้านฟัง
    (ข้อความนี้เป็นเอกสารที่พิมพ์แจกของทางศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธ)



    ต้นชะโนด

    ต้นชะโนด

    ต้นชะโนด

    ต้นชะโนด

    ต้นชะโนด

    ต้นชะโนด

    ต้นชะโนด

    ต้นชะโนด

    ต้นชะโนด

    มีความเชื่อว่าใครนำเอาต้นชะโนดไปปลูกที่อื่นจะได้รับความเป็นไป



    ไผมีข้อมูลกะมาเพิ่มเติมให้แหน่เด้อ


  2. #2
    ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมหา สัญลักษณ์ของ ฅนภูไท
    วันที่สมัคร
    Apr 2007
    กระทู้
    2,458
    บล็อก
    1
    มีอะไรหลายอย่างพิสูจน์ไม่ได้ที่ป่าคำชะโนด



    ป่าคำชะโนดกลายเป็นสถานที่เลื่องชื่อชั่วข้ามคืน ก็เพราะเรื่องเล่า “ผีจ้างหนัง” (คนอีสานเรียก ผีบังบด หรือเมืองลับแล ไม่สามารถมองเห็นได้ทั่วไป นอกเสียจากว่าจะมีอะไรดลใจให้เห็น) อันสุดแสนมหัศจรรย์พันลึกที่เกิดขึ้น เมื่อบริษัทหนังเร่ชื่อก้องแห่งภาคอีสาน ถูกว่าจ้างจากใครคนหนึ่งให้ไปฉายหนังกลางแปลงในหมู่บ้านวังทอง ด้วยจำนวนเงิน 4,000 บาท แต่มีข้อแม้คือ ต้องฉายจบแค่ตี 4 ของวันใหม่ และให้ออกจากหมู่บ้านก่อนฟ้าสาง โดยห้ามหันหลังกลับมามอง

    “หนังจะเริ่มฉายตั้งแต่หัวค่ำแล้วละ แต่ตอนนั้นไม่มีผู้คนมาดูเลย พอ 3 ทุ่ม ก็มีคนมาดูจำนวนเยอะมาก แต่ที่แปลกก็คือ ผู้หญิงจะนุ่งขาวห่มขาวนั่งอยู่ด้านหน้า ส่วนผู้ชายใส่เสื้อผ้าสีดำนั่งอีกข้าง และทั้งหมดก็นั่งกันสงบเรียบร้อยเหมือนไม่มีการเคลื่อนไหวตัวเลย ยิ่งกว่านั้นไม่ว่าจะฉายหนังอะไร ก็ไม่มีการส่งเสียงเอะอะเหมือนหนังกลางแปลงทั่วไป ฉายหนังบู๊ก็เฉย ฉายหนังตลกก็เงียบ แต่ที่น่าแปลกคือ ในงานไม่มีร้านขายของกินของใช้ แม้แต่ร้านขายบุหรี่ก็ไม่มี”

    ถ้อยคำบางส่วนที่ ธงชัย แสงชัย เจ้าของบริษัทหนังเร่ดังกล่าว ถ่ายทอดไว้ในปี 2532 จากประสบการณ์ตรงของลูกน้องที่โดนผีจ้างหนังไปฉาย

    18 ปีล่วงผ่าน ดูเหมือนเรื่องเล่านี้ยังคงเป็นที่โจษขานสืบมา โดยเฉพาะในหมู่ชาว ต.วังทอง ผู้เชื่อมั่นและศรัทธาต่อผืนป่า เหตุการณ์ “ผีจ้างหนัง” จึงเป็นสิ่งที่พวกเขาคิดว่ามีอยู่จริง แม้อาจไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะสามารถพิสูจน์ได้

    ที่นี่เคยเกิดเหตุการณ์ผีจ้างหนัง

    ทองอินทร์ ปักเสติ ชาวบ้านโนนเมือง ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้ๆ กับป่าคำชะโนด เล่าด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า ตัวเขาคุ้นเคยกับป่าแห่งนี้ดี และเชื่อในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบริษัทหนังเร่ เพราะอาจเป็นวันเฉลิมฉลองของเจ้าที่พอดีจึงเจอเข้าโดยบังเอิญ

    “ผมอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กๆ ไม่เคยเจออะไรผิดปกตินะ เพราะส่วนที่เป็นป่าใครก็ไม่กล้ารุกล้ำ แค่เดินเข้าไปนิดเดียวเจอน้ำแล้ว ถ้าไม่ใช่อำนาจของท่านทำขึ้น คนฉายหนังก็คงไม่สามารถไปตั้งจอหนังได้หรอก”

    ป่าคำชะโนดเป็นชื่อที่ตั้งตามลักษณะภูมิประเทศ เนื่องจากบริเวณนั้นมีต้นชะโนด (อยู่ในตระกูลเดียวกับปาล์ม คล้ายๆ ต้นตาล ต้นหมาก หรือไม่ก็ต้นมะพร้าว แต่สูงกว่า) ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทิวชะโนดสูงเด่นเป็นสง่า

    ปี 2520 เป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านได้ทำการสำรวจจำนวนต้นชะโนดในป่าแห่งนี้ มีอยู่ราว 2,000 กว่าต้น จนมาถึงปี 2544 ชาวบ้านสำรวจอีกครั้งพบว่าต้นชะโนดลดลงเหลือเพียง 1,865 ต้น ถึงกระนั้นที่นี่ยังคงความเย็นชื้นและให้บรรยากาศวังเวงเหมือนเดิม

    ต้นชะโนด มีที่เดียวคือที่นี่

    แต่ที่น่าแปลกใจคือ หากพ้นจากดงชะโนดแห่งนี้ไป ห่างกันแค่ไม่ถึง 300 เมตร ก็ไม่มีต้นชะโนดปรากฏให้เห็นแม้แต่ต้นเดียว นี่เองจึงทำให้ผืนดินราว 20 ไร่ ถูกตั้งฉายาให้เป็นป่าแห่งชะโนดขนานแท้

    “เคยมีคนคิดเอาต้นชะโนดไปปลูกที่อื่นนะ แต่ไม่นานก็ต้องเอากลับมาคืนที่เดิม เพราะชีวิตการงานไม่ก้าวหน้า ชีวิตครอบครัวมีแต่ความเดือดร้อน ขนาดว่าแค่เอาเมล็ด หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง อาจจะเป็นใบแห้งๆ ออกจากป่า สุดท้ายต้องเอามาคืนกันหมด”

    ทองอินทร์ ย้อนถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในป่าคำชะโนดให้ฟัง กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่าของป่าแห่งนี้ คนภายนอกฟังดูอาจคิดว่าเป็นเรื่องอุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อหลอกให้คนกลัวกันเล่นๆ สำหรับชาวบ้านที่อยู่มานานนมกลับเชื่อสนิทใจ ไม่ใช่นิทานปรัมปรา หรือนิยายประโลมโลก แต่นั่นคือแรงศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อป่าอันลี้ลับและเต็มไปด้วยเรื่องเล่ามากมาย

    เช่นที่เรากำลังจะเล่าให้ฟังจากนี้อีก ซึ่งเชื่อมโยงและเกี่ยวพันถึงพญานาค เดิมทีคนท้องถิ่นจะเรียกที่นี่ว่า “วังนาคินทร์คำชะโนด” ที่มาก็คือมีบ่อน้ำอยู่กลางดงชะโนด เป็นบ่อน้ำขนาดเล็กๆ แต่กลับมีน้ำซึมออกมาตามธรรมชาติตลอดเวลา ทำให้ชาวบ้านเชื่อกันว่าบ่อน้ำประทานมาให้โดยพญานาคที่อาศัยอยู่ในบริเวณผืนป่า



    สำหรับบ่อน้ำในป่าคำชะโนด ว่ากันว่าเป็นบ่อน้ำที่ความศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ชาวบ้านเชื่อกันอย่างนั้น มีหลายคนเคยลองอธิษฐานตรงหน้าบ่อน้ำก็ได้ตามประสงค์ บางคนเจ็บป่วยไปดื่มหรืออาบโรคร้ายก็หายเป็นปลิดทิ้ง สร้างความอัศจรรย์ใจยิ่งนัก แต่นั่นไม่ใช่ทุกคน อยู่ที่ความเชื่อมีมากน้อยแค่ไหน หลายคนไม่เชื่อแถมยังลบหลู่ ตักน้ำจากบ่อแล้วนำมาล้างเท้าแทนที่จะหายป่วยไข้กลับทุกข์ทรมานซ้ำหนักกว่าเดิม

    เช่นเดียวกับใครที่อยากจะเข้าไปสัมผัสป่าลี้ลับคำชะโนดก็ต้องสำรวมและปฏิบัติตามข้อห้ามอื่นๆ เป็นต้นว่า ห้ามใส่รองเท้าทั่วทั้งบริเวณป่า หมวก แว่นตา ร่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ห้ามเด็ดขาด เพราะสิ่งเหล่านี้คือการดูถูกดูหมิ่นต่อผู้ปกปักรักษาผืนดิน

    “แต่ก่อนห้ามใส่เสื้อสีแดงด้วย ไม่ได้เลยนะ ใครใส่เข้ามานี่เป็นเรื่อง อยู่ไม่ได้นานหรอก ต้องรีบออกไป ไม่รู้เพราะอะไร เหมือนท่านไม่ชอบ แต่พอหลวงปู่ (หลวงตาคำ สิริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดศรีสุทโธ วัดละแวกป่าคำชะโนด) ได้ทำพิธีขอยกเว้นตอนหลังก็ใส่ได้” ทองหล่อ ตลิ่งชัน กำนันตำบลวังทอง บอก



    ความเชื่อเรื่องพญานาคของคนที่นี่นั้นอาจไม่แตกต่างจากชาวหนองคายที่เชื่อว่าพญานาคมีจริง บั้งไฟพญานาคเกิดจากอิทธิฤทธิ์ของเจ้าแห่งเมืองบาดาล ไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์ธรรมดาเหมือนเมื่อครั้งถูกนำเสนอผ่านหนัง รวมถึงสื่อทีวีบางช่องเมื่อหลายปีก่อนโน้น ชาวบ้านละแวกป่าคำชะโนดก็คล้ายกัน พวกเขาสร้างทางเดินที่เชื่อมจากโลกภายนอกกับผืนป่าอันศักดิ์สิทธิ์เข้าไว้ด้วยรูปปั้นพญานาค 2 ตัว 7 เศียร นอนเลื้อยยาวไปจนสุดทางเดินราว 300 เมตร เพื่อสะท้อนถึงพลังอำนาจและบารมีของพญานาครา

    กระทั่งในวันออกพรรษึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ชาวบ้านก็มีความเชื่อว่าเป็นวันที่พญานาคจะขึ้นมาหายใจ ดวงไฟสีแดงที่ผุดกลางบ่อน้ำแล้วลอยขึ้นท้องฟ้า (คล้ายๆ กับบั้งไฟพญานาคผุดกลางลำน้ำโขงที่ จ.หนองคาย) นั่นละคือ ลมหายใจพญานาค ใครเห็นจะเป็นบุญของชีวิต

    ป่าคำชะโนดยังมีเรื่องเล่าอีกนับไม่ถ้วน ทั้งที่สร้างความรู้สึกชวนขนลุกและตื่นเต้นเสียวสันหลัง พญานาคมีจริงหรือเปล่า คงปล่อยเป็นเรื่องนานาจิตตังของแต่ละคน เพราะยากจะพิสูจน์เหลือเกิน แต่ ณ วันนี้ถือว่าเป็นโชคของชาวบ้าน ต.วังทองที่ใครๆ ต้องอิจฉา เมื่อไม่ต้องกระเสือกกระสนสร้างพื้นที่สีเขียวให้แก่ชุมชนเหมือนที่อื่นๆ บางทีเรื่องเล่าระหว่างพญานาคกับมนุษย์อาจไม่ได้เหลวไหล หรือแค่หลอกคนอีกต่อไปเสียแล้ว



    คุณว่าไหม?!?... ป่าอันลี้ลับนี่ละที่จะเป็นคำตอบสุดท้ายในการดำรงรักษาผืนป่า แม้ว่าต้องแลกด้วยฉายาป่าอาถรรพ์ก็ตามที



    แหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

  3. #3
    ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมหา สัญลักษณ์ของ lukhin_inter
    วันที่สมัคร
    Sep 2007
    ที่อยู่
    อิสานใต้ ประเทศไทย
    กระทู้
    2,090
    ... ลูกหินเคยได้ยินเรื่องนี้มานาน เคยคิดตามว่าจริงไหม..จริงไหม..ในส่วนตัวเคยผ่านหลายครั้งแต่ไม่เคยแวะไปดู สำหรับต้นชะโนด...เราไม่สามารถนำไปเพาะปลูกที่อื่นได้เลยเหรอ..น่าจะมีใครลองทดลองดูเน๊าะ..หรือว่าเป็นพืชที่ไม่มีประโยชน์ในแง่เศรษฐกิจ คนเลยไม่สนใจเท่าที่ควร ....

  4. #4
    ที่จริงกะบ่ไกลจากบ้านติ๋มเด๋ แต่บ่เคยไปจักเทือกะยังว่า อยู่ใกล้โพดใด๋บุ มีแต่เฒ่าแม่เคยไป
    ได้ยินแต่ตำนานความน่ากลัว ผีจ้างหนัง กลับบ้านเทือนี่สิไปเบิงอยู่ดอก คั่นบ่ยากไปทางอื่น อิอิ

  5. #5
    ฝ่ายบริหารระดับสูง สัญลักษณ์ของ ตรี ศรีเมืองใหม่
    วันที่สมัคร
    Apr 2006
    ที่อยู่
    หนุ่มอุบล คนศรีเมืองใหม่
    กระทู้
    4,876
    เป็นตาย้าน//น้องติ๋ม อ้ายไปเบิ่งนําแหน่เด้อ อยากเห็นคือกัน

Tags for this Thread

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •