กำลังแสดงผล 1 ถึง 2 จากทั้งหมด 2

หัวข้อ: อย่ารอให้สายเกินไป

  1. #1
    นัยกระจอก
    Guest

    อย่ารอให้สายเกินไป


    อย่ารอให้สายเกินไป อย่ารอให้สายเกินไป
    บางคนเข้าใจผิดคิดว่ายังไม่ถึงเวลาของตัวเอง เพราะยังหนุ่มแน่น ยังไม่ถึงเวลาปฏิบัติธรรม รอไว้แก่ก่อน เกษียณก่อน ถือว่าคิดผิดถนัด เพราะร่างกายของเรานี้เป็นเคื่องมือให้จิตได้ใช้พัฒนา ขณะที่ร่างกายยังแข็งแรงมีพลัง อวัยวะสมบูรณ์ ยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เราไม่รีบใช้เราไปใช้เมื่อแก่ฉะนั้นจะทำอะไรได้ไม่เต็มที่ ทำไปก็ปวดเมื่อยทำๆ ไปเดี๋ยวก็ปวดเมื่อย ดังนั้นมันจะทำได้ไม่ดี ร่างกายที่แก่แล้วก็เหมือนรถเก่าๆ เอาไปบรรทุกอะไรก็อยากลำบาก คนหนุ่มสาว เปรีบยบเหมือนรถที่ออกมาใหม่ๆ จะใช้ทำอะไรมีประสิทธิภาพดี ดังนั้นขอให้รีบปฏิบัติเสียแต่วันนี้จะได้อะไรมากมาย ใครที่คิดจะไปปฏิบัติธรรม เมื่อแก่ถือว่าคิดผิด ขอให้เริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้
    อีกสิ่งหนึ่งที่ผมวิเคราะห์ออกมา คือการที่ผมไปรู้ว่า ทำไมเหรียญหลวงพ่อเงินท่านจะมาอยู่กับผมหรือผมไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นไปฆ่าคนมา แล้วหนีมาดับร้อน ทำไมผมจึงรู้ได้ ผมวิเคราะห์ดูจึงเข้าใจว่า ถ้าเราทำจิตของเราให้เป็นสมาธิ จนเข้าอัปปนาสมาธิได้ (สมาธิมี ๓ ระดับ คือ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และสูงสุดคือ อัปปนาสมาธิ ) เมื่อเราเข้าถึงอัปปนาสมาธิได้ จิตไม่ปรุงแต่งอะไรเลย แต่สติจะอยู่อย่างบริบูรณ์ สติสมบูรณ์มากไม่ปรุงแต่งสิ่งกระทบใดๆ เลย ตามหน้าที่ของจิตข้อหนึ่งรับสิ่งกระทบเข้าปรุงแต่ง แต่พอเราเข้าอัปปนาสมาธิได้ ไม่มีการรับสิ่งกระทบภายนอกมาปรุงเป็นอารมณ์ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดฌานเมื่อใดที่จิตออกจากฌานก้เป็นอภิญญาเช่น รู้ใจคน รู้เหตุการณ์ในอนาคต
    ความเจ็บปวดทั้งหลายไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย เหตุที่รู้ว่ามันไม่ได้อยุ่ที่ร่างกายเพราะเมื่อจิตไม่ปรุงแต่งแล้วจะไม่มีความเจ็บปวด ความรู้นี้เป็นความรู้ที่อยู่เหนือประสาทสัมผัส เหนือวิทยาศาตร์ทั่วไปเราเรียกว่า เมต้าฟิสิกส์ (Metaphysics) ถือเป็นความรู้ที่แท้จริง ที่เราเรียนกันมาจนจบปริญญาเอก หรืออื่นๆ ยังถือว่ารู้เพียงผิวเผิน มิใช่ความรู้ที่แท้จริง แต่เป็นสภาวะเท่านั้น ความจริงเรื่องปรมัตถ์ต้องเป็นเมต้าฟิสิกส์จิตจะมีธาตุรู้ตามธรรมชาติของจิต ธนนมชาติตัวนั่นแหละที่รู้จริง ดังนั้นการที่เราเข้าถึงอัปปนาสมาธิ เมื่อจิตไม่ปรุงแต่ง ความเจ็บปวดก็ไม่มีเลย เป็นธรรมดาเช่นนั้น
    ความรู้นี้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ เมื่อเราปวดศรีษะ ถ้าคิดแบบวิทยาศาสตร์จะหาเหตุที่ทำให้ปวดศรีษะ ว่าเกิดจากไปดื่มเหล้าหรืออดนอน หรือความเครียดทำให้ปวดศรีษะ แล้วก็ทานยาระงับอาการปวด แต่ความจริงเหล่านี้ยังผิดเพราะ เหตุที่อ้างทั้งหมดเป็นสภาวะเหตุ เป็นเหตุที่เกิดขึ้นชั่วขณะทานยาระงับปวด คือการระงับความเชื่อมโยงระหว่างระบบประสาท ที่ส่งกระแสความรู้สึกที่ไม่ดีทำให้รู้สึกปวด ยาระงับตรงนั้นเองแต่ถ้าเรารู้จริงจะรู้ว่าการปวดศรีษะเกิดขึ้นจากการรับสิ่งกระทบที่ไม่ดี เข้ามาปรุงแต่งทำให้เราปวดศรีษะ ถ้าเราดับได้ ตามกฎไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในศาสนาพุทธสอนไว้ เป็นกฎธรรมชาติ เมื่อปวดศรีษะพัฒนาตามนี้ เมื่ออาการดับลงก้ไม่ต้องทานยาแก้ปวด ลองพิสูจน์สิครับ
    นี้เป็นกรณีหนึ่งที่พิสูจน์ว่า ความรู้ในทางวิทยาศาสตร์ เป็นความรู้เพียงผิวเผิน แต่เมื่อเราเข้าสู่สัจธรรมลึกๆ แล้วจะรู้ว่าของดีกว่ายังมีอยู่ นี้เป็นตัวอย่างหนึ่ง::)

  2. #2

    ดูวีดีโอ YouTube ออนไลน์ เรียนท่านมหา

    สมกับได้เป็นมหาอะหลีน้อ จ้าพี่นัย เว้าเก่งฮ้าย อิอิ:)

กฎการส่งข้อความ

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •