มันมากับเนื้อสัตว์ !!!!


เราได้คุยกันถึง เรื่องความหัศจรรย์ของอาหารจากธรรมชาติ ที่ศูนย์ธรรมชาติบำบัดมีชื่อเสียงหลาย ๆ แห่งของโลกได้นำไปใช้ในการให้ผู้ที่ต้องการรักษาความเป็นหนุ่มสาว ความแข็งแรงของร่างกายได้บริโภคและบังเกิดผลอย่างน่าอัศจรรย์ รวมทั้งเรื่องของการรักษาโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น โรคเก๊าท์ โรคหัวใจ โรคความดัน โรคมะเร็ง ฯลฯ ด้วยวิธีการบริโภคอาหารธรรมชาติที่ปราศจากเนื้อสัตว์ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคร้ายแรงต่าง ๆ (โรคที่แพทย์ในปัจจุบันเป็นจำนวนมากเชื่อว่ารักษาไม่หาย) ได้ในเวลาอันรวดเร็ว


ข้อมูลต่าง ๆ ต่อไปนี้อาจจะให้ความกระจ่างแก่เราไดัว่า ทำไมอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ จึงเปรียบเสมือนยาอายุวัฒนะที่สามารถรักษาความเป็นหนุ่มสาวความแข็งแรงของร่างกาย และช่วยในการบำบัดโรคร้ายแรงต่าง ๆ (โรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค) ได้มากมาย

คนทั่วไปมีความเชื่อว่า เนื้อสัตว์มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อร่างกาย เนื้อสัตว์มีโปรตีนที่จะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตถ้าใครไม่บริโภคเนื้อสัตว์จะมีร่างกาย อ่อนแอ ซูบซีด ถ้าเด็กไม่ทานเนื้อสัตว์ในปริมาณที่มากพอก็จะแคระแกรนไม่เจริญเติบโตเนื้อสัตว์จงเหมือนกับเป็นสุดยอดของอาหารที่บำรุงร่างกายของคนเราความเชื่อต่าง ๆ เหล่านี้สวนทางกับงานวิจัยใหม่ ๆ ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์อย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

ผลงานวิจัยใหม่ ๆ เป็นจำนวนมากสนับสนุนว่าเนื้อสัตว์ต่าง ๆ มีอันตรายอย่างยิ่งต่อร่างกายของมนุษย์ โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ ๆ ที่มีเผ่าพันธุ์ (species) ใกล้เคียงกับมนุษย์ เช่น คนทานเนื้อคนหรือเนื้อลิง หรือเนื้อวัวหรือเนื้อหมู (สัตว์ที่มีเผ่าพันธุ์ใกล้กับมนุษย์จะมีจิตสำนึกค่อนข้างสูง) จะมีอันตรายมากกว่าการบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีเผ่าพันธุ์ห่างกว่า เช่น ไก่ กุ้ง ปู ปลา ฯลฯ งานวิจัยใหม่ๆ เหล่านี้ยังสนับสนุนอีกว่า โรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคที่คุกคามชีวิตคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้มักจะเกิดจากการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้องหรือพูดง่าย ๆ ก็คือ การบริโภคเนื้อสัตว์เป็นสาเหตุหลักของโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ นั่นเอง

ดังนั้นเมื่อ คนเราเปลี่ยนแปลงนิสัยในการรับประทานอาหารโดยลดหรือเลิกบริโภค เนื้อสัตว์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ร่างกายของคนเราก็จะแข็งแรงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เพราะร่างกายไม่ต้องใช้พลังงานไปในการขจัดพิษร้ายต่าง ๆ ออกจากร่างกาย และโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ก็จะหายไปเองตามธรรมชาติ

เรามาดูกันดีกว่าว่างานวิจัยใหม่ ๆ เกี่ยวกับอันตรายของเนื้อสัตว์ มีอะไรบ้างมันมากับเนื้อสัตว์ !!!!

การเน่าเสียอย่างรวดเร็ว

ในทันทีที่สัตว์เสียชีวิต ร่างกายของสัตว์จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพไปอย่างมากมาย โปรตีนในตัวจะจับกันเป็นก้อน พร้อมกับปล่อยเอนไซม์ที่มีพิษออกมา ทำให้เนื้อสัตว์มีการเน่าเสียอย่างรวดเร็ว ผิดกับพวกพืชที่มีผนังเซลล์มั่นคง และมีส่วนประกอบภายในที่ไม่สลับซับซ้อน จึงมีการเน่าเสียช้ากว่ามาก เราสามารถพิสูจน์ด้วยตนเองง่ายๆ ด้วยการทิ้งเนื้อสัตว์ หรือตอกไข่ทิ้งไว้นอกตู้เย็น ซึ่งไม่นานก็จะได้กลิ่นบูดเน่า

ส่วนผักหรือผลไม้ที่ถูกตัดออกจากต้นจะใช้เวลานานกว่าเป็นหลาย ๆ เท่ากว่าที่จะเน่าหรือเสีย เราลองนึกภาพต่อไปก็แล้วกันว่ากว่าที่เราจะได้รับประทานอาหารพวกเนื้อสัตว์นั้นจะต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ อีกยาวนานเพียงใด กระบวนการนี้เริ่มจากสัตว์ถูกฆ่า เก็บเนื้อสัตว์ไว้ในห้องเย็น ขนไปที่โรงชำแหละเนื้อ ตั้งขายที่ตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต เก็บไว้ในตู้เย็นที่บ้าน เตรียมเป็นอาหารบริโภค ลองนึกดูเถอะว่าเนื้อสัตว์ที่เรารับประทานในแต่ละครั้งนั้นจะอยู่ในสภาพใด?

เมื่อเรารับประทานเนื้อสัตว์ ระบบย่อยอาหารของเราจะพยายามย่อยเนื้อให้เร็วที่สุด แต่ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะธรรมชาติไม่ได้สร้างร่างกายของเราให้เหมาะกับการย่อยเนื้อสัตว์เหมือนกับร่างกายของสัตว์ที่กินเนื้อ ดังนั้นกว่าที่ร่างกายจะขับถ่ายเนื้อสัตว์ออกจากร่างกายได้ก็กินเวลาประมาณ 5 วัน (อาหารพืชใช้เวลา 2 1/2 วัน) และในระหว่างนั้นเนื้อที่กำลังเน่าเสียก็ได้สัมผัสกับอวัยวะย่อยอาหารของเราอยู่ตลอดเวลา การรับประทานเนื้ออยู่เสมอจึงเป็นการทำให้ลำไส้ใหญ่และทางเดินอาหารในลำไส้เล็กต้องทำงานผิดปกติอยู่ตลอดเวลา


นอกจากนี้ เนื้อดิบ ๆ ของสัตว์ที่ตายแล้วก็จะอยู่ในสภาวะของการเน่าเสีย ซึ่งสภาวะนี้เองเป็นสภาวะที่เหมาะแก่การเกิดเชื้อโรคและแพร่เชื้อโรคทั้งหลาย ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้สามารถเปื้อนมือพ่อครัวและทุกอย่างที่มาสัมผัสได้ ในอังกฤษหลังจากมีโรคอาหารเป็นพิษระบาดซึ่งเริ่มขึ้นที่โรงฆ่าสัตว์ เจ้าหน้าที่อนามัยได้เตือนแม่บ้านว่า“ โปรดทำความสะอาดมือที่สัมผัสกับเนื้อสัตว์ดิบ ๆ ให้เหมือนกับที่ทำความสะอาดมือที่สัมผัสกับมูลสัตว์ ” สิ่งที่เราควรทราบอีกอย่างก็คือ แบคทีเรียที่มีพิษอันเกิดจากเนื้อที่กำลังเน่านี้มักไม่ถูกทำลายได้ง่าย แม้ด้วยการต้มในเวลาสั้น ๆ ดังนั้นเนื้อที่ถูกต้มน้อยไปเนื้อที่ถูกย่างทั้งชิ้น หรือเนื้อที่ถูกปิ้งแบบเสียบแท่งไม้ จึงเป็นแหล่งกำเนิดของการติดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี


สารเคมี

การกินเนื้อมักจะถูกเรียกว่า “การกินบนยอดสุดของวิวัฒนาการของอาหาร” ซึ่งปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องธรรมดาที่สิ่งมีชีวิตใหญ่กว่ามักจะบริโภคสิ่งมีชีวิตที่เล็กกว่าต่อเนื่องกันมา พวกพืชได้รับพลังงานมาจากแสงแดด อากาศ น้ำ ฯลฯ สัตว์บางประเภทกินพืชเป็นอาหาร และพวกสัตว์ใหญ่รวมทั้งพวกมนุษย์ก็กินพืชและกินสัตว์ที่เล็กกว่า

ในโลกปัจจุบันนี้แทบจะกล่าวได้ว่า พื้นดินที่ใช้ในการเพาะปลูกทั้งหลาย อุดมไปด้วยสารเคมีที่มีพิษ เช่น จากปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงฯลฯ สารเคมีต่าง ๆ เหล่านี้ถูกถ่ายทอดไปสู่พืช และเมื่อสัตว์กินพืชผักและหญ้าต่าง ๆ สารเคมีที่มีพิษนี้จะถูกเก็บไว้ในไขมันของสัตว์ ซึ่งเป็นการยากต่อการที่จะขจัดให้ออกไปจากตัวสัตว์ได้ จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่า ความสามารถในการเก็บกักสารเคมีต่าง ๆ ไว้ในตัวของสัตว์มีสูงกว่าพืชมาก เช่น เนื้อสัตว์สามารถเก็บกักปริมาณ DDT ได้มากเป็น 13 เท่าของพวกผัก ผลไม้ และหญ้า


ด้วยเหตุนี้เองเมื่อพวกสัตว์ เช่น วัวกินหญ้าที่มี DDT ปนอยู่เรื่อย ๆ จนกว่าจะเติบโตเต็มที่จนสามารถเป็นอาหารของคนได้ ปริมาณ DDT ที่ถูกสะสมอยู่ในเนื้อวัวก็จะมีระดับความเข้มข้นสูงจนน่ากลัวอย่างยิ่ง(DDT เป็นสารพิษที่มีอานุภาพยิ่งชนิดหนึ่ง และสามารถเป็นต้นเหตุของโรคมะเร็ง การเป็นหมัน โรคตับอย่างร้ายแรง และโรคอื่น ๆ อีกมาก) คนที่บริโภคเนื้อ ซึ่งเป็นผู้บริโภคบนยอดสุดของวิวัฒนาการของอาหาร หรือเป็นผู้บริโภคลำดับสุดท้าย จึงเป็นผู้ที่รับสารเคมีที่มีความเข้มข้นสูงสุดไป จากการทดลองที่มหาวิทยาลัยไอโอวา พบว่า DDT ในร่างกายของคนส่วนใหญ่นั้นได้รับมาจากเนื้อสัตว์

นอกจากสารเคมีที่สัตว์ได้รับโดยตรงจากพืชแล้ว สัตว์เป็นจำนวนมากยังได้รับสารเคมีชนิดอื่นๆ อีกจากผู้เลี้ยงสัตว์ที่หวังผลกำไรสูงสุด เช่น สารเคมีที่เร่งการเจริญเติบโต สารเคมีที่ทำให้สัตว์อ้วนท้วนสารเคมีที่ทำให้สัตว์มีสีเนื้อดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น ฯลฯ



ในประเทศที่มีความเจริญทางอุตสาหกรรมเป็นอย่างมากเช่น ในสหรัฐอเมริกา ได้มีการเปลี่ยนสภาพคอกปศุสัตว์ ให้กลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ซึ่งมีสภาพที่น่าตกใจยิ่ง ดังที่หนังสือพิมพ์ chicagO Tribune ได้เสนอข่าวไว้ว่า“ พวกสัตว์จำนวนมากที่ถูกเลี้ยงอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ไม่มีโอกาสได้เห็นเดือนเห็นตะวันเลย ชีวิตสัตว์เหล่านี้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คับแคบ น่าสงสารฟาร์มเลี้ยงไก่ที่ทันสมัยจะมีบันไดหลายชั้นเลื่อนขึ้นลงได้ พวกไข่จะถูกฟักอยู่ชั้นบนสุด แล้วเหล่าลูกไก่เกิดใหม่บนชั้นนี้ก็จะถูกกระตุ้นด้วยยาสารเคมี อาหารเคมีที่บำรุงแบบต่าง ๆ โดยไก่ทั้งหมดจะมีชีวิตอยู่ภายในกรงขนาดจิ๋วของพวกเขาตลอดเวลา โดยไม่เคยมีการออกกำลังกายหรือได้รับอากาศที่บริสุทธิ์เลย ขณะที่ไก่เติบโตขึ้นชั้นที่เคยอยู่ก็ถูกเลื่อนให้ต่ำลงทีละขั้นๆ เมื่อถึงชั้นล่างสุดไก่ก็จะอยู่ในสภาพที่เหมาะกับการนำมาทำเป็นอาหาร”

การเลี้ยงดูอย่างผิดธรรมชาติเช่นนี้ หาใช่แต่เป็นการทำลายความสมดุลของสารเคมี และความแข็งแรงตามธรรมชาติของไก่เท่านั้น ยังทำให้เกิดโรคเนื้องอกขั้นร้ายแรงและเกิดความวิปริตขึ้นกับรูปร่างต่าง ๆ ของไก่อีกเป็นจำนวนมาก


โรคของสัตว์


อันตรายร้ายแรงอีกอย่างของผู้บริโภคเนื้อสัตว์ก็คือ พวกสัตว์มักมีการติดโรคต่าง ๆ อยู่เสมอ ซึ่งผู้ตรวจสอบคุณภาพเนื้อหรือผู้บริโภคเองอาจไม่ทราบ บ่อยครั้งเมื่อมีการพบมะเร็ง หรือเนื้องอกในบริเวณส่วนใดของสัตว์ที่ถูกฆ่า ก็จะมีการตัดเนื้อร้ายเฉพาะส่วนนั้นและยังนำส่วนที่เหลือออกจำหน่ายเป็นเนื้อสำหรับบริโภคต่อไป หรือยิ่งร้ายไปกว่านั้น พวกเนื้องอกดังกล่าวยังอาจถูกพ่อค้าที่หวังผลกำไรนำไปรวมเข้ากับพวกเนื้อผสม เช่น ไส้กรอก แล้วติดสลากชื่ออย่างสละสลวยว่าเป็นพวกเศษเนื้อ ได้มีการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงอันตรายของการบริโภคเนื้อที่เป็นโรค โดยนำตับของสัตว์ที่ตายเพราะเป็นโรคไปเลี้ยงปลา ผลก็คือปลาที่ถูกทดลองได้เป็นโรคมะเร็ง

นายแพทย์ผู้เลิกทานเนื้อสัตว์ที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งได้กล่าวถึงเหตุผลในการเลิกทานเนื้อสัตว์ว่า“ เป็นการดีที่จะรับประทานอาหารด้วยความสบายใจ โดยไม่ต้องกังวลว่าอาหารนั้นมาจากสัตว์ที่เป็นโรคหรือไม่”



การขับถ่ายไม่สะดวก

ในชีวิตของผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์เป็นจำนวนมากแทบจะไม่รู้จักเลยว่าการขับถ่ายที่มีความสุข รวดเร็ว และง่ายดายอย่างเป็นธรรมชาตินั้นเป็นอย่างไร เนื้อสัตว์เป็นอาหารที่แทบจะไม่มีกากหรือเส้นใย (F1ber) เลย ทำให้อาหารชนิดนี้เคลื่อนไปตามทางเดินอาหารของคนเราได้ช้ามาก (ช้ากว่าอาหารพืชถึงสี่เท่า) ด้วยเหตุนี้เองโรคท้องผูกหรือโรคขับถ่ายไม่สะดวกเรื้อรังจึงกลายเป็นโรคธรรมดาสามัญชนิดหนึ่งในสังคมของคนที่บริโภคเนื้อสัตว์เป็นจำนวนมาก


กลิ่นตัวแรง


นักปราชญ์โบราณได้กล่าวไว้ว่า “เราเป็นอย่างที่เรารับประทาน” ซึ่งในความหมายนี้ก็รวมไปถึงว่า “ กลิ่นตัวของเราก็เป็นไปตามสิ่งที่เรารับประทาน ” แทบจะไม่มีคู่รักหรือสามีภรรยาคู่ใดเลยที่ผู้หนึ่งบริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณที่มาก และอีกผู้หนึ่งทานอาหารมังสวิรัติเหตุผลก็คือ ผู้ที่รับประทานอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่ไม่สามารถทนกลิ่นของผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก ๆ ได้เลย ถ้าเราเป็นคนที่มีความละเอียดอ่อนและช่างสังเกต เราจะพบว่าเมื่อไรก็ตามที่เราทานเนื้อสัตว์ใหญ่ ๆ (เนื้อวัวหรือเนื้อหมู) ในปริมาณมาก ๆ เราจะขับถ่ายลำบาก และมีกลิ่นฉุนรุนแรงกว่าปกติ ในทางตรงกันข้ามถ้าเราบริโภคพืชผัก ผลไม้ ในปริมาณที่มาก เราจะขับถ่ายสะดวกและมีกลิ่นสะอาดกว่าปกติ


ทำไมผู้บริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณที่มากจึงมักจะมีกลั่นตัวแรง ? เนื้อสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ ๆ จะมีกลิ่นตัวแรง และเมื่อสัตว์เหล่านี้เสียชีวิตจะเกิดการเน่าเสียที่รวดเร็ว และส่งกลิ่นที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น เมื่อคนเรารับประทานเนื้อสัตว์เข้าไป อาหารเหล่านี้จะเริ่มเน่าเสียตั้งแต่ในท้องของคนเรา ร่างกายของคนเราซึ่งมีอวัยวะย่อยอาหารที่มีประสิทธิภาพที่สุด พยายามขจัดสารพิษ และกลิ่นที่เน่าเสียนี้ออกไปจากร่างกายทางอุจจาระ ปัสสาวะ และเหงื่อ ส่วนเน่าเสียและกลิ่นที่ร่างกายไม่สามารถขจัดออกไปได้หมดทางอุจจาระและปัสสาวะ ก็จะถูกขับออกมาทางเหงื่อที่มักจะทำให้คนที่บริโภคเนื้อสัตวในปริมาณมาก ๆ มีเหงื่อที่มีกลิ่นแรง โดยเฉพาะในบริเวณรักแรงที่มีต่อมเหงื่อมาก ผู้ที่ลดการบริโภคเนื้อสัตว์หรืองดการบริโภคเนื้อสัตว์จึงจะรู้สึกได้เป็นอย่างดีถึงกลิ่นที่สะอาดและบริสุทธิ์ขึ้นของตัวเอง


จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการวิจัยใหม่ ๆ ที่กล่าวมา ทำให้เราเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า อะไรที่อยู่เบื้องหลังความมหัศจรรย์ของอาหารจากธรรมชาติ เราจะไม่ลองรับประทานอาหารจากธรรมชาติให้มากขึ้นกันดูอีกหรือ ?


เนื้อและเลือดของสัตว์เป็นพิษ



ก่อนที่สัตว์จะถูกฆ่า โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ เช่น วัว ควาย หมู ฯลฯ สัตว์เหล่านี้มีจิตสำนึกค่อนข้างสูงมาก และจะเกิดความรู้สึกที่กลัวสุดขีด พยายามต่อสู้ดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ถ้าเราสังเกตจะเห็นอาการกลัวเหล่านี้ได้ชัดเจน โดยเฉพาะวัว ควาย จะมีการร้องไห้และพยายามเคลื่อนไหวร่างกายตลอดเวลา กล้ามเนื้อบริเวณโคนหางจะเกร็งจนเห็นได้ชัดเจน ทำให้หางซุกเข้าไปบริเวณก้นดังคำกล่าวของคนโบราณที่กล่าวว่า “ กลัวจนหางจุกก้น ” ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับ วัว ควาย ที่เกิดอาการกลัวก่อนโดนฆ่าตายนั่นเอง

ร่างกายสัตว์จะมีการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี ฮอร์โมนที่เป็นพิษจะถูกขับออกมาโดยเฉพาะสารแอดรีนาลิน (adrenaline) พิษของฮอร์โมนนี้จะแพร่กระจายแทรกซึมเข้าไปในเลือดและกล้ามเนื้อทุกส่วน แม้ว่าสัตว์จะตายไปแล้วแต่พิษนั้นยังคงอยู่ สารแอดรีนาลินนี้เป็นสารประเภทโปรตีนชนิดหนึ่ง สามารถพบได้ในร่างกายคนเราเมื่ออยู่ในสภาวะโกรธ เกลียด เครียดแค้นหรือตกใจกลัว ร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนแอดรีนาลินจากต่อมหมวกไต (adrenal giand)ออกมาโดยอัตโนมัติ

ดังนั้นคนที่อารมณ์รุนแรง ตึงเครียด โมโหร้ายมักจะมีสุขภาพร่างกายไม่ดี ใบหน้าหมองคล้ำและมักจะป่วยเป็นโรคต่าง ๆอยู่เสมอ

สถาบันโภชนาการของอเมริกาได้ระบุว่า “ เนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่าตายเต็มไปด้วยเลือดที่เป็นพิษและสารพิษอื่น ๆ อีกมากมาย ” โดยพบว่าสัตว์ที่ถูกฆ่าตายไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง เนื้อสัตว์จะมีฤทธิ์เป็นกรดมากขึ้นทุกขณะ กรดนี้ก็คือน้ำเนื้อซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทรับรสที่อยู่บนลิ้น ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเนื้อมีรสชาดอร่อย





ขอขอบคุณที่มา
http://www.mindcyber.com